กนก จี้ปรับแผนปฏิรูปฯ เน้นเปลี่ยนทัศนคติข้าราชการ-เร่งแก้กิจกรรมล่าช้า

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

กนก วงษ์ตระหง่าน หารือเรื่องความจำเป็นในการปรับแผนปฏิรูปประเทศโดยเน้นการเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการประจำให้มุ่งประโยชน์ต่อประชาชนแทนการทำงานปกติ และเสนอให้เร่งแก้ไขกิจกรรมที่ล่าช้ารวมถึงเพิ่มบทบาทการจัดการสื่อออนไลน์เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างวุฒิภาวะในการเสพสื่อ

นายกนก วงษ์ตระหง่าน แบบบัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม กนก วงษ์ตระหง่าน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายรายงานความคืบหน้าของแผนปฏิรูปประเทศตามมาตรา ๒๗๐ ของรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ ๑ ที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ผมอยากจะพูดถึงเรื่องของการบริหารแผนปฏิรูปประเทศโดยรวมว่ามีปัญหาอย่างไรบ้าง เรื่องที่สำคัญที่สุดที่เป็นพื้นฐานทางความคิดของแผนปฏิรูปก็คือการบูรณาการกิจกรรม ทั้งหมดของการบริหารราชการเพื่อให้ตอบโจทย์ทางยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ เมื่อความตั้งใจ และหลักการที่รัฐบาลได้จัดทำแผนปฏิรูปประเทศในความหมายดังกล่าวนี้ ผมก็พยายาม ที่จะกลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างในการบริหาร ท่านประธานที่เคารพปัญหาที่ผมพบที่สำคัญมาก ก็คือเรื่องของความโยงเชื่อมระหว่างแผนต่าง ๆ ที่ผมอยากจะขออนุญาตยกตัวอย่าง เป็นรูปธรรมให้เห็นภาพ ในเรื่องการเมืองตัวชี้วัดในระดับแผนบอกว่าการแก้ไขความขัดแย้ง ทางการเมืองโดยสันติวิธีภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข อันนี้เป็นเรื่องของการสร้างความเข้าใจแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในประเทศ อันนี้เป็นด้านการเมือง ผมมาดูในด้านการบริหารราชการแผ่นดินที่เกี่ยวข้องกัน ตัวชี้วัดในระดับแผนก็คือบริการ ภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาแล้วตอบสนองความต้องการพื้นฐานของประชาชน ในระบบดิจิทัล (Digital) ทั้งหมด นั้นหมายความว่าระบบบริหารราชการแผ่นดินจะต้องตอบโจทย์ ต่อปัญหาของประเทศ ถ้าตอบโจทย์ได้เงื่อนไขของความขัดแย้งทางการเมืองก็จะเบาลง ตรรกะตรงนั้นก็ชัดเจน เดี๋ยวเรามาดูในภาคปฏิบัตินะครับ ด้านที่ ๓ คือด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ตัวชี้วัดในระดับแผนก็คือ จำนวนรายการที่มีเนื้อหาสาระสร้างสรรค์ มีประโยชน์บนสำนึกของความเป็นไทยร่วมสมัย อีกตัวหนึ่งก็คือมี พ.ร.บ. ส่งเสริมจริยธรรม วิชาชีพสื่อมวลชน แล้วก็มีการบังคับใช้ แล้วมีคู่มือมาตรฐานกลางด้านจริยธรรมของวิชาชีพสื่อ ท่านประธานที่เคารพครับ จากตัวอย่าง ๓ ด้านที่พูดถึงนี้ เมื่อผมลงไปดูในรายงานแล้ว มันไม่ได้บูรณการกันเลย ทั้ง ๆ ที่ตัวชี้วัดนี้ถ้าเราอ่านอย่างพยายามจะเข้าใจถึงยุทธศาสตร์ ของรัฐบาลมันน่าที่จะเกี่ยวข้องแล้วก็เสริมซึ่งกันและกัน แต่ปรากฏว่ากิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำนั้น เป็นกิจกรรมที่แยกตามตัวชี้วัดที่ได้กำหนดไว้ ผมขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพนะครับว่า อันนี้เป็นปัญหาของระบบราชการไทย ท่านเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตอนเป็นเลขาธิการ กปร. ก็ทราบดีว่ามันมีโรคใหม่ในระบบราชการไทย เราเรียกว่า โรค เคพีไอ (KPI) ก็คือ โรค เคพีไอ (KPI) เต็มไปหมดเลยแต่โรค เคพีไอ (KPI) เหล่านั้นไม่ได้สัมพันธ์กัน แล้วก็ไม่ได้ใช้เพื่อการบรรลุเป้าหมายสุดท้ายรวมกัน ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้เองครับ ท่านประธานครับ เมื่อไม่นานนี้มันเกิดประเด็นขึ้นชัดเจน ก็คือว่าในการปฏิรูปประเทศนั้น หลักคิดเป็นแนวคิดทางยุทธศาสตร์ ท่านเริ่มต้นด้วยหลักคิดทางยุทธศาสตร์ แต่พอไปถึง เรื่องของการปฏิบัติแผนแล้ว มันเป็นเรื่องของงานประจำไปหมด มันเป็นเรื่องที่ทำตามปกติ แล้วข้าราชการก็ทำด้วยวิธีการปกติเป็นไปไม่ได้ที่การบริหารราชการในลักษณะที่เป็นงานประจำ จะตอบโจทย์ทางยุทธศาสตร์ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมนะครับ ในเรื่องที่ ๑ ก็คือในเนื้อหาสาระของแผนเราเห็นชัดเจนว่าการบูรณการในด้านภารกิจ การบูรณการ ในด้านพื้นที่ จนกระทั่งถึงการบริหารราชการนั้นมันไม่ได้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่ได้บอกไว้ งานแต่ละชิ้นทำนะครับ สำเร็จ ไม่สำเร็จ ทัน ไม่ทัน ล่าช้า เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การให้เกิดผล กระทบในเชิงยุทธศาสตร์ตามเป้าหมายนั้นไม่ได้เกิดขึ้น อันนั้นคือปัญหาพื้นฐาน

ส่วนที่ ๒ เมื่อไม่นานนี้เราพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ ปี ๒๕๖๓ ผมก็ได้เป็นคนหนึ่งในการที่ลุกขึ้นอภิปราย เราพบว่างบประมาณที่จะไปรองรับแผนปฏิรูปประเทศนี้ เป็นงบประมาณที่ใช้เคพีไอ (KPI) ของกิจกรรมทั้งหมด แต่ เคพีไอ (KPI) ที่เป็นสัมฤทธิผล ที่เกิดขึ้นกับประชาชนนั้นไม่มี ผมได้อภิปรายชัดเจนว่างบประมาณ เราอยากได้งบประมาณ ฉบับที่เป็นรอยยิ้มของประชาชน ก็คือเมื่อใช้งบประมาณนั้นแล้ว ประชาชนได้รับประโยชน์ มีชีวิตที่เป็นสุข แล้วก็มีรอยยิ้มเมื่อมีการทำงานของรัฐบาลเกิดขึ้น แต่ปรากฏว่างบประมาณ ที่เรากำลังพิจารณาอยู่ในกรรมาธิการวิสามัญขณะนี้มันไม่ได้เป็นงบประมาณที่เป็นรอยยิ้ม ของพี่น้องประชาชนนะครับ มันเป็นงบประมาณที่เป็นรอยยิ้มของข้าราชการประจำเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นกิจกรรมเคพีไอ (KPI) เหล่านี้มันก็สะท้อนกลับมาอยู่ในรายงานฉบับนี้ อีกเช่นเดียวกันครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นขอความกรุณาท่านประธานได้กราบเรียน ไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีว่าเราไม่ต้องการเคพีไอ (KPI) ที่เป็นกิจกรรม เราต้องการเคพีไอ (KPI) ที่เป็นสัมฤทธิผลที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนของเรา เช่น เราทำเรื่องทางการเมือง เคพีไอ (KPI) ไม่ต้องมากหรอกครับ มีตัวเดียวเท่านั้นคือประชาชนคนไทยในทุกภูมิภาครักกัน เข้าใจกัน ร่วมมือและมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน เท่านั้นละครับ ตัวเดียวเท่านั้นเอง ถ้าเราทำอย่างนี้ได้ ประเทศของเรา แผ่นดินของเราก็จะสงบสุขนะครับ แต่ถ้าเรามีเคพีไอ (KPI) มากมาย ทำกิจกรรมมากมาย อบรมเรื่องนั้นอบรมเรื่องนี้ แต่สุดท้าย คนไทยไม่ได้เข้าใจกัน คนไทยไม่ได้รักกัน คนไทยไม่ได้มีรอยยิ้มให้แก่กัน ตรงนั้นยุทธศาสตร์ ประเทศไม่สำเร็จหรอกครับท่านประธาน นี่คือตัวอย่างที่ผมขออนุญาตไม่ต้องพูดมากกว่านี้ ในเรื่องของงบประมาณ

ประเด็นที่ ๓ ที่เป็นตัวอย่าง ที่เราเป็นปัญหาก็คือว่าในการปฏิบัติยุทธศาสตร์นี้ ผมเชื่อว่าข้าราชการซึ่งผมเห็นใจท่านนะครับ ข้าราชการประจำ ท่านยังคงคิดว่าท่านเป็น ข้าราชการประจำที่ปฏิบัติราชการปกติ แต่แผนปฏิรูปประเทศนี้เป็นแผนยุทธศาสตร์ครับ ข้าราชการจำเป็นจะต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ เปลี่ยนทัศนคติใหม่ หรือเรียกโดยรวม ก็ต้องเปลี่ยนมายด์เซ็ต (Mindset) ใหม่ ถ้ามายด์เซ็ต (Mindset) ของข้าราชการประจำ ยังเป็นแบบเดิมนะครับท่านประธาน แผนยุทธศาสตร์นี้ไม่มีวันที่จะประสบความสำเร็จ และผมไม่ได้เห็นมีกิจกรรมไหนเลยของการปฏิบัติแผนปฏิรูปนี้มีกิจกรรมที่จะเปลี่ยน มายด์เซ็ต (Mindset) ของข้าราชการประจำ ที่จะทำให้เห็นว่าต่อไปนี้เราจะไม่ปฏิบัติราชการ ตามกิจกรรมที่เรามีในกระทรวงและในกรมของเรา แต่เราจะปฏิบัติกิจกรรมที่ให้เกิด ประโยชน์กับประชาชน ตรงนั้นต่างหากที่จะเป็นการปฏิรูปประเทศที่แท้จริง เพราะฉะนั้น ข้าราชการประจำจำเป็นที่จะต้องปรับมายด์เซ็ต (Mindset) เรื่องนี้ จากตัวอย่างที่ผม ได้พูดมานี้นะครับท่านประธานจะเห็นว่าแม้กระทั่งในรายงานของท่านเลขานุการ ของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ท่านเลขาธิการสภาพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติก็เขียนไว้ ชัดเจนว่าการจัดตั้งหน่วยงานของรัฐตามแผนปฏิรูปนี้ก็ยังไม่เสร็จ การคัดเลือกกิจกรรม ที่จะปฏิบัติขอให้เป็นกิจกรรมเพื่อการปฏิรูปที่แท้จริงมันก็ฟ้องชัดมันเป็นกิจกรรม ข้าราชการประจำนะครับ การที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงขอให้เป็นรูปธรรมชัดเจน ไม่ใช่เป็นการทำงานตามปกติ ข้อเสนอแนะเหล่านี้ก็สะท้อนของฝ่ายเลขานุการซึ่งท่านก็ได้ พยายามทำหน้าที่ของท่านว่าขอให้ขยับจากการทำราชการปกติไปสู่การปฏิบัติแผนปฏิรูปประเทศ ที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศ รูปธรรมที่ชัดเจน กรุณาเรียนไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ก็คือว่าความล่าช้าของกิจกรรมมีถึง ๙๒ กิจกรรม ล่าช้าเพราะอะไรครับ ถ้าตอบ ตรงไปตรงมาที่สุด เพราะลำดับความสำคัญสำหรับผมกิจกรรม ๙๒ นี้มันต่ำครับ และผมถาม กับท่านตรง ๆ ว่าแผนกิจกรรมของแผนปฏิรูปประเทศนี้สำคัญน้อยกว่าการปฏิบัติราชการ ปกติของท่านใช่หรือไม่ ถ้าข้าราชการประจำอธิบดีตอบว่าใช่ ผมว่าเราต้องกลับมาทบทวน แล้วว่าแผนปฏิรูปประเทศนี้มีความสำคัญแค่ไหน ผมคิดว่าตรงนี้เป็นพื้นฐานอย่างยิ่ง ที่ผู้บริหารหน่วยของส่วนราชการไม่ว่าจะเป็นอธิบดี ปลัดกระทรวง แม้กระทั่งรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบจะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้ และไม่ถือว่าอันนี้เป็นงานฝากทางการเมืองอีกเรื่องหนึ่ง เพื่อจะแก้ไขปัญหาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมหวังว่าในการรายงาน ๓ เดือนจากนี้ไป จะมีความก้าวหน้าในเรื่องนี้เพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องอภิปรายเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขอกราบเรียน ท่านประธานไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุว่าถ้า ๓ เดือนข้างหน้าเรื่องนี้ไม่มี การเปลี่ยนแปลง ผมขออนุญาตท่านประธานล่วงหน้ากับท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุไว้เลย ว่าผมจะต้องพูดให้แรงมากกว่านี้ เพราะมันเป็นปัญหาจริง ๆ ครับ ทั้งหมดนี้ผมพยายาม ที่จะพูดในเชิงสร้างสรรค์ ผมขออนุญาตที่จะเข้าสู่ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในรายละเอียดครับ ประเด็นปัญหาวันนี้ที่เราอภิปรายกันมาตลอดของเรื่องแผนปฏิรูปประเทศ ก็คือการปรับ แผนปฏิรูปประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบท สภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศของเรา วันนี้ผมขออนุญาตยก ๑ ตัวอย่างเพื่อประกอบในการอภิปรายเรื่องที่ ๒ ของผม นั่นก็คือเรื่อง ของสื่อออนไลน์ (Online) ที่เราเรียกว่าโซเชียล มีเดีย (Social Media) วันนี้โซเชียล มีเดีย (Social Media) เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อประเทศทั้งในทางบวกและในทางลบ และที่สำคัญก็คือโซเชียล มีเดีย (Social Media) นี้เข้ามามีอิทธิพลต่อการสร้างอารมณ์ และความรู้สึกและภาพจำของพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก คำถามของเรื่องนี้ก็คือว่า เสรีภาพของการใช้สื่อออนไลน์ (Online) นี้ควรจะอยู่ตรงไหน เพื่อที่จะเป็นหลักประกันว่า สามารถจะสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนของเรา ทำอย่างไรจะให้การใช้ สื่อออนไลน์ (Online) นี้ ไม่สร้างความขัดแย้งและสร้างความเกลียดชังของคนในชาติ ทำอย่างไรที่เราจะรักษาเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนไว้ ไม่ใช่มีปัญหา แล้วก็บอกไปปิดกั้นเสรีภาพ เราจะรักษาไว้อย่างไร แล้วเราจะส่งเสริมให้ประชาชนของเรา เรียนรู้การใช้สื่อออนไลน์ (Online) แล้วก็รู้จักสื่อออนไลน์ (Online) เพื่อที่จะให้ประชาชน ของเราเติบโตและมีวุฒิภาวะของการเสพสื่อออนไลน์ (Online) อย่างไร สิ่งเหล่านี้ไม่ปรากฏเลย ในกิจกรรมทั้งหลายที่อยู่ในแผนปฏิรูป ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่มาก แล้วก็ข่าวของรัฐบาล ทุกวันนี้ที่ไม่ได้อยู่ในแผนปฏิรูปก็วิ่งไล่กับเรื่องเหล่านี้มาโดยตลอด ผมขออนุญาตเสนอ ความคิดเป็นพื้นฐานนะครับ เผื่อท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุจะกรุณานำไปใช้ประกอบ ในการปรับแผน ในการที่จะทำให้สื่อออนไลน์ (Online) เป็นประโยชน์กับประเทศของเรานั้น มันมีหลักการอยู่ ๓ เรื่องครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าสิทธิเสรีภาพของการแสดงความคิดเห็นจะต้องมาพร้อมกับ ความรับผิดชอบของคนใช้สิทธิเสรีภาพนั้น นี่คือเรื่องที่ ๑ คำถามเราจะทำอย่างไร ให้มันเกิดขึ้นอันนั้นเป็นอีกประเด็นหนึ่ง

เรื่องที่ ๒ ก็คือการตรวจสอบและควบคุม วันนี้ที่พูดกันทั้งประเทศเลย คือเฟกนิวส์ (Fake news) แต่ปรากฏว่าเฟกนิวส์ (Fake news) ตรงนี้มันกลายเป็นเรื่องว่า จะมาจับผิดใคร จะเป็นอะไรใครซึ่งมันไม่ใช่ประเด็นใหญ่เลยนะครับ ประเด็นของเฟกนิวส์ (Fake news) ตรงนี้มันเป็นประเด็นที่เกิดการเผยแพร่ข่าวสารที่จะเป็นอันตรายต่อสาธารณะ คำถามก็คือว่าอันตรายตรงนี้แปลว่าอะไร กติกาของมันอยู่ตรงไหน หลักเกณฑ์ของมัน อยู่ตรงไหน และกติกาหลักเกณฑ์นี้มีการเปิดเผยและมีความชัดเจนเพียงใด สิ่งเหล่านี้ มันไม่ปรากฏนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรองนายกรัฐมนตรีวิษณุ ด้วยความเคารพจริง ๆ ว่า ศูนย์เฟกนิวส์ (Fake news) ที่มีปัญหาวันนี้ในเรื่องของ ความเชื่อถือของประชาชนคือเขาไม่รู้ว่ากติกาและหลักเกณฑ์มันคืออะไร เมื่อเป็นอย่างนี้ ความหวาดระแวงและความไม่เชื่อใจจึงเกิดขึ้น ผมไม่ได้บอกว่าศูนย์เฟกนิวส์ (Fake news) เป็นปัญหานะครับ แต่ผมพูดถึงว่าหลักการของการเอาศูนย์นี้มาใช้มันเป็นปัญหา

เรื่องที่ ๓ ประชาชนผู้รับข่าวสารนั้นจะต้องมีวิจารณญาณ และใช้วิจารญาณ ที่จะคิด ที่จะเลือกและที่จะเชื่อข่าวสารที่ตัวเองได้รับ หลักการ ๓ ข้อนี้เป็นหลักการพื้นฐาน ของการสร้างสังคมอารยะ แต่คำถามก็คือว่าในแผนปฏิรูปนี้มีการสร้าง ๓ เรื่องนี้หรือเปล่า ยุทธศาสตร์นี้ ผมเปิดดูผมไม่เห็นอาจจะมีสอดแทรกอยู่บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าใจได้ แต่ไม่ได้ ถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้เป็นเพราะบริบทตอนที่ทำแผนปฏิรูปอาจจะยังไม่มี เรื่องสื่อออนไลน์ (Online) ที่มีอิทธิพลมากมายขนาดนี้ ด้วยหลักการที่ผมได้กล่าว ทั้ง ๓ ประการนี้ไม่ได้หมายความว่าหลักการใดหลักการหนึ่งเพียงหลักการเดียวจะสามารถ ป้องกันและแก้ไขปัญหาและเปิดพื้นที่สื่อที่ปลอดภัยให้กับสาธารณะได้ ไม่ใช่นะครับ เราจะต้องใช้ทั้ง ๓ หลักการนี้ไปพร้อม ๆ กัน หลักการทั้ง ๓ ข้อนี้เกี่ยวข้องกับ ๓ เรื่อง เรื่องที่ ๑ คือคนส่งข่าวสาร เรื่องที่ ๒ ก็คือคนรับข่าวสาร และเรื่องที่ ๓ คือกลไกการกำกับ และติดตามตรวจสอบข่าวสารนั้น ๓ เรื่องนี้เราจะทำอย่างไรครับ นั่นหมายความว่าในบริบท ของสังคมไทยวันนี้องค์ประกอบสัดส่วนของ ๓ เรื่องนี้อาจจะมีน้ำหนักไม่เท่ากัน อีก ๑ ปีผ่านไป สัดส่วนนี้ก็อาจจะต้องเปลี่ยนไปอีก ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วก็เท่ากับว่าหลักการ ๓ เรื่องนี้ ปรับให้สอดคล้องกับบริบทของการเปลี่ยนแปลงของสังคม ยกตัวอย่างเช่น เมื่อประชาชน ของเรามีวิจารณญาณสูงขึ้น กฎเกณฑ์การควบคุมสื่อก็อาจจะเบาลง แต่ถ้าวิจารณญาณ ของประชาชนของเรายังมีน้อย กฎเกณฑ์การควบคุมก็อาจจะต้องมีมาก อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่มีสูตรตายตัวนะครับ ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม ในช่วงเวลาใดก็ตาม ตรงนี้เป็นพลวัตรของการบริหารยุทธศาสตร์ประเทศที่สำคัญอย่างยิ่ง ท่านประธานที่เคารพ เมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็จะขออนุญาตตั้งคำถามว่าแผนปฏิรูปประเทศทราบหรือไม่ว่า บริบทของสังคมไทยวันนี้ที่เสพสื่อออนไลน์ (Online) วันนี้อยู่ในสถานะอะไร เราควรจะวาง ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ในหลักการ ๓ ข้อนี้ในสัดส่วนอย่างไร ถ้าจะบอกว่าเฉลี่ยหารแบ่ง ๓ เรื่อง เท่ากันหมด ไม่ได้นะครับ ผิดพลาดแน่นอน แต่ละยุคแต่ละสมัยไม่เท่ากัน แต่หลีกไม่พ้น ๓ เรื่องนี้ ในประเทศสหรัฐอเมริกาก็พูด ๓ เรื่องนี้ ในยุโรปก็พูด ๓ เรื่องนี้ แต่สัดส่วนการใช้ ทั้ง ๓ เรื่องนี้ไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นผมหวังว่าใน ๓ เดือนข้างหน้าเราน่าจะได้มีคำตอบ เหล่านี้บ้างจากแผนปฏิรูปว่าเราปรับสัดส่วนเรื่องเหล่านี้กันอย่างไร

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผมอยากจะพูดในประเด็นสุดท้าย ที่สำคัญก็คือว่า ในยุคนี้เป็นยุคของสื่อออนไลน์ (Online) จริง ๆ และเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย มากที่เราขาดหลักการ ๓ ข้อนี้และการปฏิบัติหลักการดังกล่าวทำให้สื่อออนไลน์ (Online) วันนี้ ผมขออนุญาตใช้คำแรงนะครับ สื่อออนไลน์ (Online) วันนี้ปล้นและจี้อารมณ์ความรู้สึกของ ประชาชนครับ ประชาชนนั่งอยู่ที่บ้านเฉย ๆ เปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมา อารมณ์และความรู้สึก ของเราถูกปล้นและถูกจี้จากคนส่งสื่อนี้ จะเป็นอารมณ์ที่เป็นบวกหรือเป็นลบ เป็นอารมณ์ ที่เป็นประโยชน์หรือเป็นโทษ อันนั้นผมยังไม่ต้องพูดถึง แต่วันนี้ทุกวันคนไทยถูกปล้น ด้วยสื่อออนไลน์ (Online) เมื่อเป็นเช่นนี้คำถามก็คือว่าในขณะที่สื่อออนไลน์ (Online) ด้านหนึ่ง เรียกร้องให้มีหลักประกันสิทธิเสรีภาพของการใช้สื่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากและเป็นเรื่องที่ เราควรจะต้องเคารพ แต่ในเวลาเดียวกันในฐานะที่ผมเป็นประชาชนคนหนึ่ง แล้วก็ประชาชน ที่ผมได้พบในหลายภูมิภาคของประเทศเขาก็ขอเหมือนกันครับท่านประธาน เขาขอว่า ประชาชนขอหลักประกันสิทธิเสรีภาพของอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่ต้องถูกสื่อออนไลน์ (Online) ครอบงำด้วยเช่นกันครับ เพราะวันนี้สิ่งที่เขาคิดมันถูกครอบไปหมดครับ ท่านประธานครับ แล้วถ้าประชาชนถูกครอบด้วยสื่อออนไลน์ (Online) ผมถามว่าดุลพินิจ ของการคิดอย่างบริสุทธิ์ของประชาชนตรงนี้มันจะไม่มีแล้วนะครับ เมื่อมันไม่มี ความบริสุทธิ์ ของประชาชนที่จะเป็นพลังของการนำพาประเทศไปข้างหน้ามันจะเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ท่านประธานครับ และไม่มีประเทศไหนที่พลังของประชาชนที่ไม่บริสุทธิ์จะนำพาประเทศ ไปได้ตลอดรอดฝั่งนะครับ เราต้องการความบริสุทธิ์ทางอารมณ์และความรู้สึกของประชาชน เราเชื่อว่าจิตสำนึกของประชาชนนั้นเป็นจิตสำนึกที่ดีต่อชาติบ้านเมืองของเขา แต่วันนี้ มันถูกครอบด้วยสังคมออนไลน์ (Online) ที่อันตรายอย่างยิ่ง ผมขออนุญาตย้ำว่า เราไม่ต้องการให้มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพของสังคมออนไลน์ (Online) แต่หลักประกัน ในหลักการ ๓ ข้อนี้ส่วนผสมจะอยู่ตรงไหน นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นโจทย์ของการปฏิรูปประเทศ ที่สำคัญอย่างยิ่งครับ ท่านประธานครับ ประเด็นที่ขออนุญาตสรุปก็คือว่าทั้งหมดที่ผมกล่าวมา ใน ๒ เรื่องใหญ่นั้น การปรับแผนและกิจกรรมของแผนปฏิรูปประเทศให้ทันกับ สภาวะแวดล้อมของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาตามตัวอย่างที่ผมได้ยกนี้ ท่านจะทำอย่างไรครับ ถ้าท่านไม่ทำแล้วก็เอาเอกสารเดิมของท่านแล้วก็มารายงานว่า อะไรทำเสร็จ ไม่เสร็จแค่ไหน ผมคิดว่าไม่พอแล้วครับ เพราะบริบทของสังคมมันเปลี่ยน ตลอดเวลา ท่านนายกรัฐมนตรีพูดเสมอว่าแผนปฏิรูปประเทศเปลี่ยนได้ วันนี้ผมได้ขอให้ ท่านเปลี่ยนแล้วครับ แล้วเราจะดูว่าอีก ๓ เดือนข้างหน้าท่านเป็นอย่างไร และขออนุญาต ย้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับว่า ผมขออนุญาตท่านประธานล่วงหน้าว่าครั้งหน้าถ้าไม่มี การเปลี่ยนแปลงผมคงต้องขออนุญาตพูดตรงและแรงแต่สร้างสรรค์ครับ ท่านประธานครับ ขอขอบพระคุณครับ