สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑ · ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

จิราพร สินธุไพร หารือเรื่องการเข้าร่วมอาเซ็ป และการเจรจาความตกลงเสรีทางการค้ากับสหภาพยุโรป พร้อมเสนอให้ไทยจับมือกับประเทศอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจในการเจรจากับสหภาพยุโรป และเรียกร้องการเจรจาในกลุ่มอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

นางสาวจิราพร สินธุไพร ร้อยเอ็ด

ขอบคุณท่านรัฐมนตรีสำหรับ การชี้แจงนะคะ ซึ่งคำชี้แจงของท่านก็ยังทำให้ไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนอยู่ดีว่าสรุปแล้วจะ ลงนาม ๑๕ หรือ ๑๖ ประเทศอย่างไร และคำตอบของท่านก็ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยไม่ได้มีศักยภาพในการที่จะโน้มน้าวให้ประเทศอินเดียซึ่งเป็น ประเทศคู่เจรจาสำคัญของอาเซียนและประเทศไทยให้ชะลอการตัดสินใจออกไป และที่สำคัญท่านได้ยกคำพูดของมหาตมา คานธี ที่บอกว่าให้นึกถึงประชาชนในประเทศ เป็นสำคัญจึงมีความจำเป็นที่ต้องถอนตัวออก อย่างนี้ก็แสดงว่าการที่ประเทศไทยเข้าร่วม อาร์เซ็ป (RCEP) เราไม่ได้คิดถึงประชาชนในประเทศหรอกค่ะ

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันจะขอไปต่อที่ประเด็นที่ ๓ นะคะ เพื่อไม่ให้ เสียเวลา ซึ่งเกี่ยวกับการจัดทำความตกลงเสรีทางการค้ากับสหภาพยุโรปและการเข้าร่วม สมาชิกซีพีทีพีพี (CPTPP) ของประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่รองนายกรัฐมนตรีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ได้เคยประกาศไว้หลายครั้งค่ะ สำหรับการเจราจาจัดทำความตกลงกับ สหภาพยุโรปก็เป็นที่ทราบกันดีว่าถ้าไม่นับรวมประเทศอังกฤษมีสมาชิกในสหภาพยุโรปอยู่ ๑๔ ประเทศ ทำให้โดยรวมแล้วสหภาพยุโรปมีอำนาจในการต่อรองที่สูงมาก เมื่อเทียบกับ ประเทศไทยประเทศเดียว ประเทศไทยจะไปทำความตกลงเสรีทางการค้ากับสหภาพยุโรป อาจจะไม่มีพลังมากพอที่จะไปเจรจาเพื่อให้สินค้าไทยไม่เสียเปรียบได้ อย่างไรก็ดีค่ะดิฉัน ทราบว่าปัจจุบันอาเซียน (ASEAN) กำลังหารือกับสหภาพยุโรปเพื่อประเมินความเป็นไปได้ ในการเจรจาจัดทำความตกลงเสรีทางการค้าร่วมกัน ซึ่งแท้จริงแล้วไทยน่าจะใช้โอกาสนี้ ในการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) ครั้งนี้จับมือกันกับประเทศกลุ่มอาเซียน (ASEAN) เพื่อให้เรามีอำนาจในการต่อรองกับสหภาพยุโรปเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการลงทุน ที่น้อยลงด้วยค่ะ

สำหรับความตกลงซีพีทีพีพี (CPTPP) ทราบว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังศึกษา การเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) อยู่ ซึ่งซีพีทีพีพี (CPTPP) เป็นความตกลงที่มีมาตรฐานที่สูง มีสมาชิกมากกว่า ๑๑ ประเทศ แน่นอนว่าย่อมทำให้สหภาพยุโรปมีพลังต่อรองที่สูงกว่า ประเทศไทยแน่นอน แต่ถ้าเราดูในรายละเอียดจะเห็นว่าประเทศไทยมีเอฟทีเอ (FTA) หรือความตกลงการค้าเสรีกับประเทศสมาชิกซีพีทีพีพี (CPTPP) แล้วถึง ๘ ประเทศค่ะ โดย ๗ ประเทศในนั้นได้แก่ประเทศสิงคโปร์ ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศเวียดนาม ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศญี่ปุ่น เป็นสมาชิก อาร์เซ็ป (RCEP) อยู่แล้วค่ะ ประเทศที่ ๘ คือประเทศชิลี ประเทศไทยก็มีความตกลงเอฟทีเอ (FTA) ๒ ประเทศ กับประเทศชิลีอยู่แล้ว ส่วนประเทศที่ ๙ คือประเทศเปรู ประเทศไทย ก็มีความตกลงเอฟทีเอ (FTA) ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า เออร์ลี ฮาร์เวสต์ (Early Harvest) ซึ่งเป็น ความตกลงเอฟทีเอ (FTA) ที่จะเปิดเสรีเฉพาะสินค้าที่จำเป็นเท่านั้น และปัจจุบัน ประเทศไทยก็ได้ดุลการค้ากับประเทศเปรูอยู่ ดังนั้นเราก็จะเห็นว่าประเทศไทยมีเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศสมาชิกซีพีทีพีพี (CPTPP) ทั้งหมดแล้ว ๙ ประเทศจากทั้งหมด ๑๑ ประเทศ ก็จะเหลือเพียงแค่ ๒ ประเทศ คือประเทศแคนาดา และประเทศเม็กซิโก ที่ประเทศไทยยังไม่มีความตกลงเสรีทางการค้าด้วย แต่ปรากฏว่าสำหรับประเทศแคนาดา ขณะนี้อาเซียน (ASEAN) กำลังหารือแนวทางในการทำเอฟทีเอ (FTA) กับประเทศแคนาดาอยู่ ซึ่งประเทศไทยก็น่าจะใช้ศักยภาพภายใต้เวทีอาเซียนซัมมิต (ASEAN Summit) ครั้งนี้ในการ ผลักดันให้มีมติจากผู้นำเพื่อเร่งการเจรจาความตกลงอาเซียน (ASEAN) กับประเทศแคนาดา ให้คืบหน้า แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไทยกลับไปลงทุนอย่างมหาศาลกับซีพีทีพีพี (CPTPP) ซึ่งเท่ากับว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนเพื่อจะเปิดตลาดกับประเทศเม็กซิโกเพียงแค่ ประเทศเดียว ประเทศไทยน่าจะใช้ประโยชน์จากการเป็นกลุ่มประเทศอาเซียน (ASEAN) ในการเจรจาซึ่งจะเกิดอำนาจต่อรองมากขึ้น ท่านประธานที่เคารพคะ จากกรณีแผนงาน การจัดทำความตกลงกับสหภาพยุโรปและการเข้าร่วมซีพีทีพีพี (CPTPP) ของประเทศไทย เป็นที่มาของคำถามสุดท้ายค่ะ คำถามคือแทนที่ประเทศไทยจะเจรจาแบบโดดเดี่ยว ประเทศเดียว ทำไมรัฐบาลไทยไม่คิดในเชิงยุทธศาสตร์ใช้โอกาสในการประชุมสุดยอด อาเซียน (ASEAN) ในครั้งนี้อย่างคุ้มค่าในการหาแนวร่วมหรือผลักดันให้มีมติจากผู้นำ อาเซียน (ASEAN) ให้เร่งการเจรจาระหว่างอาเซียน (ASEAN) กับสหภาพยุโรป และอาเซียน (ASEAN) กับประเทศแคนาดา ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีอำนาจต่อรองที่มากกว่า และไม่ต้อง ลงทุนอย่างมหาศาล ท่านประธานที่เคารพคะ เป็นที่น่าเสียดายว่ารัฐบาลที่ขาดวิสัยทัศน์ ขาดการยอมรับจากนานาประเทศทำให้การประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) ครั้งที่ ๓๕ ในครั้งนี้มีผลการประชุมโดยภาพรวมที่ถือว่าไม่คุ้มค่า ไม่มียุทธศาสตร์ และล้มเหลว ในการเป็นประธานอาเซียน (ASEAN) ในครั้งนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ