จิราพร สินธุไพร พูดเรื่องการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ระดับภูมิภาค หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าอาร์เซ็ป (RCEP) โดยพูดถึงปัญหาการเจรจาที่ไม่สามารถบรรลุผลได้ เนื่องจากประเทศอินเดียขอชะลอการตัดสินใจเข้าร่วมอาร์เซ็ป (RCEP) และมีแนวโน้มที่จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความตกลงนี้ จิราพร สินธุไพร ยังถามถึงผลกระทบต่อประเทศไทยหากอาร์เซ็ป (RCEP) จะลงนาม ๑๕ ประเทศหรือ ๑๖ ประเทศ
ต้องขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีนะคะ ที่กรุณาตอบชี้แจงเกี่ยวกับจีเอสพี (GSP) ซึ่งดิฉันก็ยังเห็นว่ามีความคลุมเครือไม่ค่อยชัดเจน อาการคล้าย ๆ กับเหมือนตอนที่คนในรัฐบาลเองออกมาให้ความเห็นในเรื่องจีเอสพี (GSP) ที่ไปคนละทิศคนละทาง มีความย้อนแย้งสับสนกันในรัฐบาลเองนะคะ แต่ไม่เป็นไรค่ะ ท่านได้ระบุถึงไดอะล็อก พาร์ตเนอร์ (Dialogue Partner) หรือว่าประเทศคู่เจรจาอาร์เซ็ป (RCEP) ดิฉันก็จะถามประเด็นที่ ๒ ต่อเลยค่ะ ซึ่งความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ ระดับภูมิภาคหรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าอาร์เซ็ป (RCEP) นี้ ดิฉันมีความจำเป็นต้องตั้งกระทู้ถาม ในวันนี้เพราะอาร์เซ็ป (RCEP) มีการประชุมหารือในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) ตามที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงไป ซึ่งปรากฏว่าก็ไม่สามารถที่จะบรรลุการเจรจา ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ท่านประธานที่เคารพคะ ก่อนที่จะเข้าคำถามขออนุญาตได้เกริ่นนำ เกี่ยวกับอาร์เซ็ป (RCEP) เล็กน้อยเพื่อที่จะได้เข้าใจตรงกันถึงประเด็นที่ดิฉันกำลังจะถามค่ะ อาร์เซ็ป (RCEP) เป็นประเทศที่ประกอบไปด้วยอาเซียน (ASEAN) ๑๐ ประเทศบวกกับ ประเทศคู่เจรจา ๖ ประเทศ ซึ่งได้แก่ ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ และประเทศอินเดีย ซึ่งถือว่าเป็นความตกลงขนาดใหญ่ ประเทศ ๑๖ ประเทศนี้มีจีดีพี (GDP) รวมกันกว่า คิดเป็นหนึ่งในสามของโลก หรือมีมูลค่าราว ๒๓ ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้รัฐบาลได้เคยประกาศว่า หนึ่งในผลการ ดำเนินงานที่สำคัญในช่วงการเป็นประธานอาเซียน (ASEAN) ของประเทศไทย คือจะผลักดัน ให้การเจรจาอาร์เซ็ป (RCEP) สามารถจบได้ภายในปีนี้เพื่อเร่งขยายการค้าการลงทุน แต่ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานอาเซียน (ASEAN) ไม่สามารถผลักดันให้ อาร์เซ็ป (RCEP) บรรลุการเจรจาได้ครบทั้ง ๑๖ ประเทศ เพราะประเทศอินเดียซึ่งเป็นหนึ่ง ในประเทศคู่เจรจาได้ขอชะลอการตัดสินใจเข้าร่วมอาร์เซ็ป (RCEP) และยังมีแนวโน้มว่า จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความตกลงนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้กล่าวในเกือบทุกเวทีการประชุม ระหว่างประเทศว่าเราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ปรากฏว่าในห้วงการเป็นประธานอาเซียน (ASEAN) โดยเฉพาะการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN) ในครั้งนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี กลับยอมทิ้งให้ประเทศอินเดียออกจากอาร์เซ็ป (RCEP) ท่านประธานที่เคารพคะ สำหรับประเทศไทยแล้วค่ะ หัวใจสำคัญในการเข้าร่วมอาร์เซ็ป (RCEP) คือประเทอินเดียค่ะ เพราะประเทศไทยมีความตกลงเสรีทางการค้ากับประเทศคู่เจรจาอีก ๕ ประเทศที่เหลือ อยู่แล้วนั่นก็คือ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศเกาหลี ประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน และประเทศอินเดียที่ยังมีความสำคัญในลักษณะที่ว่าเป็นประเทศ ที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ค่ะ มีจีดีพี (GDP) สูงเป็นอันดับ ๓ ของโลกรองจาก ประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน มีประชากรมหาศาลค่ะกว่า ๑.๒ พันล้านคน พูดง่าย ๆ คือถ้ามีประเทศอินเดียอยู่ในอาร์เซ็ป (RCEP) จีดีพี (GDP) ของกลุ่มอาร์เซ็ป (RCEP) ก็จะเกินครึ่ง ผู้บริโภคก็จะมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก การค้าก็จะมีมากขึ้น แต่ถ้าขาด ประเทศอินเดียไปจีดีพี (GDP) ลดลงอย่างมาก ผู้บริโภคก็จะน้อยลง ตลาดเล็กลงมาก นั่นหมายความว่าประเทศไทยก็จะเสียประโยชน์จากการเข้าร่วมอาร์เซ็ป (RCEP) ท่านประธานที่เคารพคะ หากท่านรัฐมนตรีจะชี้แจงว่าประเทศอินเดียมีโอกาสที่จะกลับมา เป็นสมาชิกอาร์เซ็ป (RCEP) ได้อีกครั้ง ดิฉันก็ต้องขอตั้งสังเกตว่าในการแถลงข่าว ของนายกรัฐมนตรีโมดีของประเทศอินเดียได้พูดอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมอาร์เซ็ป (RCEP) และยิ่งถ้าเราไปอ่านแถลงการณ์ร่วมของประเทศสมาชิกอาร์เซ็ป (RCEP) ให้ดี ๆ ก็จะเห็นว่า ไม่มีความชัดเจนเลยว่าสรุปแล้วอาร์เซ็ป (RCEP) จะมีการลงนามแค่เพียง ๑๕ ประเทศ หรือจะรอลงนามพร้อมประเทศอินเดีย ๑๖ ประเทศ ดังนั้นคำถามที่ ๒ ของดิฉัน ก็คือสรุปแล้วอาร์เซ็ป (RCEP) จะลงนาม ๑๕ ประเทศ หรือ ๑๖ ประเทศคะ ถ้าลงนาม ๑๕ ประเทศไปก่อนแล้วประเทศอินเดียมาเข้าร่วมทีหลังแสดงว่าอาเซียน (ASEAN) และรัฐบาลไทยต้องรื้อความตกลงใหม่ทั้งหมด หรือถ้าจะรอประเทศอินเดียเพื่อจะลงนาม พร้อมกัน ๑๖ ประเทศ ก็แสดงว่าอาร์เซ็ป (RCEP) จะยังไม่สามารถลงนามความตกลงได้ ภายในปีหน้า ซึ่งจะย้อนแย้งกับสิ่งที่ท่านได้ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมว่าจะให้มีการลงนาม ความตกลงอาร์เซ็ป (RCEP) ภายในปี ๒๕๖๓ คำถามนี้สำคัญนะคะ เพราะว่าจำนวนประเทศ ที่ลงนามก็จะส่งผลต่อการค้าภาพรวมของประเทศไทยเป็นอย่างมากค่ะ