สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ กันยายน ๒๕๕๖

จุติ ไกรฤกษ์ หารือเรื่องพระราชกําหนดฉบับที่ ๗ เกี่ยวกับพระราชบัญญัติสุรา ปี ๒๔๙๓ โดยวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการและเวลาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลให้เหตุผลและความโปร่งใสในการดำเนินการนี้ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องภาษีและผลกระทบต่อการบริโภคสุราและเบียร์ โดยเน้นย้ำว่าจำนวนผู้ดื่มสุราอายุ 15-59 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และมีการเพิ่มขึ้นของจำนวนเบียร์ที่ขายได้ และมูลค่าตลาดเบียร์ประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก

นายจุติ ไกรฤกษ์ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายจุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก กระผมเตรียมงานมา ๑๕ วัน ท่านประธานให้เหลือ ๗ นาที สิ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานคือว่าพระราชกําหนด ฉบับนี้เป็นพระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสุรา ปี ๒๔๙๓ แล้วก็แก้ไข เป็นฉบับที่ ๗ ก็คือได้แก้ไขมาแล้ว ๗ ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ ๗ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ท่านนายกรัฐมนตรี ผมมองไปบนบัลลังก์ก็เห็นแต่เพื่อนรักผม รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง แต่ไม่เห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ให้ สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ท่านประธานครับ ผมได้ฟังคําอภิปรายของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลัง คําแถลงนะครับ แล้วก็ผู้สนับสนุนว่าพระราชกําหนดฉบับนี้ดีอย่างไร ควรจะผ่านอย่างไร หลายท่านก็บอกครับบอกว่าพระราชกําหนดฉบับนี้ดี มันจําเป็นต้องด่วน เพราะว่ามันเป็นความลับ แล้วก็เป็นเรื่องสําคัญทางเศรษฐกิจ แต่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าไปดูเวลานะครับ เรื่องนี้เอาเข้าคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๖ แล้วพระราชกําหนดฉบับนี้มีผลใช้วันที่ ๔ กันยายน ๒๕๕๖ มีช่องว่าง ๗ วันครับ แล้วท่าน อย่าบอกว่าลับนะครับ เพราะผมก็ทราบรายละเอียดในพระราชกําหนดฉบับนี้ ผมทราบ ทางหนังสือพิมพ์ครับ หนังสือพิมพ์ลงวันที่ ๒๘ สิงหาคม แทบทุกฉบับครับ ฉะนั้นอย่าบอกว่า ลับ แล้วก็อย่าบอกว่าด่วน เพราะว่าถ้าเผื่อด่วน ใครกักตุนไม่ได้เลยคือเข้า วันที่ ๒๗ วันที่ ๒๘ มีผลบังคับใช้เลย นี่ท่านทอดเวลามา ๗ วัน ผมถามว่าเพราะอะไรครับ เพราะปล่อยให้เขา กักตุนอย่างนั้นหรือครับ ๗ วัน นั่นคือประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ สิ่งที่จูงใจให้ผมสนับสนุนพระราชกําหนดฉบับนี้ ซึ่งผมยัง ไม่มั่นใจก็คือว่าวันนี้ต้องยอมรับว่าคนไทยดื่มเหล้าเป็นอันดับ ๕ ของโลก ท่านประธานครับ แล้วท่านประธานต้องสนใจเป็นพิเศษ เพราะว่าจังหวัดท่านประธานบริโภคเหล้าสูงสุด ของประเทศไทย แต่เป็นเหล้าที่ตีทะเบียนเสียภาษีนะครับ เพราะเป็นเหล้าพื้นบ้าน คนไทย ดื่มเหล้าคนละ ๕๒ ลิตรต่อปี การนําเข้าสุราเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๔๖ นั้นนําเข้าสุรา แอลกอฮอล์ ๒๔ ล้านลิตร ปีนี้ปี ๒๕๕๖ นําเข้า ๔๒ ล้านลิตร ศูนย์วิจัยปัญหาสุราเขาบอกว่า สํารวจว่าผู้ดื่มสุราตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี คือต่ํากว่ากฎหมายกําหนด จนถึง ๕๙ ปี มีติดเหล้า ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน แล้วในนี้คือ ๑๐ ปีที่แล้ว ผู้ดื่มสุราอายุ ๑๕ ถึง ๕๙ ปี เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ปี ๒๕๔๖ นั้นมี ๑๐ ล้านคน วันนี้สํารวจเมื่อปี ๒๕๕๕ ครับ ๙ ปี เพิ่มเป็น ๑๗ ล้านคน แล้วระหว่างนั้นรัฐบาลที่ผ่านมาก็ขึ้นภาษีสุรานะครับ ไม่ใช่ไม่ขึ้น ขึ้นภาษีสุรา ประเด็นก็คือว่า ขึ้นภาษีสุราแล้วทําให้บริโภคสุราหรือดื่มเหล้าลดลงไหม ท่านประธานครับ ตัวเลขมันฟ้องว่า แค่ ๙ ปี เพิ่ม ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วผมมีตัวเลขท่านประธานเห็นคือเมื่อปี ๒๕๕๒ เราเพิ่งขึ้น เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ นะครับ ขึ้นวันนั้นสุรากลั่นในประเทศยอดขายอยู่ที่ ๔๘๖ ล้านลิตรครับ แล้วเราขึ้นภาษีปีนั้น ปีที่ผ่านมาปี ๒๕๕๕ ครับ ปี ๒๕๕๖ ยังไม่จบ ปี ๒๕๕๖ นั้นมียอดจําหน่ายสุราเพิ่มขึ้น ๙๗ ล้านลิตรครับ คือจาก ๔๘๖ ล้านลิตร เป็น ๕๘๓ ล้านลิตรครับ หลังจากเพิ่มภาษีนะครับท่านประธาน ประเด็นที่ผมจะกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่า ตลาดเบียร์ก็ไม่เว้นครับ มูลค่าตลาดเบียร์ประเทศไทยวันนี้ มูลค่า เพิ่มขึ้นถึง ๑๒๕,๐๐๐ ล้านบาทครับ คนไทยบริโภคดื่มเบียร์ปีละ ๒,๒๐๐ ล้านลิตร สิ่งที่ น่าตกใจก็คือว่าปีที่ผ่านมา คือปีเดียวครับ การบริโภคเบียร์เพิ่มขึ้น ๑๔.๕ เปอร์เซ็นต์ ทั้ง ๆ ที่ ราคาเพิ่มนะครับ นี่คือเหตุผลที่เอามาพูดบอกว่า ขึ้นภาษีแล้วของแพง ก็ทําให้คนบริโภค ลดลง ผมก็อยากจะบอก บอกว่ามันฟังไม่ขึ้น เพราะว่าลําพังท่านไม่ต้องขึ้นภาษีหรอกครับ ท่านประธาน วันนี้กําลังซื้อประชาชนก็หดตัวจะตายกันอยู่แล้วท่านประธานครับ วันนี้ หลังจากผ่อนบ้านหลังแรก ผ่อนรถยนต์คันแรก ไม่เหลือเงินแล้วครับท่านไม่ต้องไปฆ่า ไปลดกําลังซื้ออีกแล้วครับ นโยบายรัฐบาลช่วยให้คนจน คนชั้นกลางตายด้วยการไม่มี กําลังซื้อแล้วครับ ท่านดูตัวเลขสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินะครับว่าการบริโภค ของประชาชนที่เดิมในปลายปีที่แล้ว ไตรมาสปีที่แล้วขยายตัวที่ ๑๒.๔ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ต้นปีนี้ ไตรมาสแรกครับท่านประธาน ขยายตัวเพียงแค่ ๔.๒ เปอร์เซ็นต์ หายไป ๒ ใน ๓ ครับ นี่ผมเอาแค่เฉพาะไตรมาสแรกครับท่านประธาน ผมไม่เอาไตรมาสที่ ๒ มา จะตกใจ และกําลังซื้อประชาชนวันนี้ไม่มีแล้ว การลงทุนภาคเอกชน ท่านประธานครับ จากเป้าหมายที่ ๓.๑ เปอร์เซ็นต์ก็เหลือแค่ ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ แล้ววันนี้ตัวเลขของรัฐบาลเองท่านประธานครับ สํานักงานเศรษฐกิจการคลังเป็นคนระบุนะครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ระบุว่าปีนี้ภาคเกษตร กําลังซื้อลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายได้เกษตรกรยางกับปาล์มที่เขามีปัญหาทุกวันนี้ แล้วรัฐบาลเมินเฉย ไม่แก้ เขากําลังซื้อลดลง แล้วเขามีตัวเลขบอกครับ กระทรวงการคลัง ตัวเลขบอกครับ บอกว่ายอดขายจักรยานลดลง สะท้อนกําลังซื้อภาคเกษตร แค่นั้นยังไม่พอครับท่านประธาน ๒๑ ปีมานี้มาม่า (Mama) ไม่เคยมียอดขายลดลงครับ ปีนี้มาม่ายอดขายลดลงครับท่านประธาน แสดงถึงความยากจนข้นแค้นขนาดไหน เพราะฉะนั้นรัฐบาลไม่จําเป็นต้องไปขึ้นภาษีเลยคนก็จะตายอยู่แล้ว แล้ววันนี้ปริมาณเช็ค (Cheuqe) เด้งท่านประธานครับ เพิ่มขึ้น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วผมกําลังจะบอกท่านประธานว่า ภาษีเพิ่มขึ้นวันนี้เป็นความคิดที่ดี ที่ภาษีบาปเก็บเพื่อให้คนบริโภคน้อยลง แต่ผมถาม จริง ๆ ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมนี้เคยไปอ่านบทวิจัย กระทรวงการคลังเองไหมก่อนจะแก้กฎหมายฉบับนี้ บทวิจัยของท่านเองครับ บอกว่าอย่างไร ถ้าขึ้นภาษีเหล้าเบียร์จะมีความดีงามอย่างไรก็ตามคนที่ต้องรับผลจากการนี้ คือผู้บริโภค คือผู้ดื่มเหล้า เราจะว่าผู้ดื่มเหล้าดีไม่ดีไม่ทราบ แต่วันนี้คน ๑๗ ล้านคนคือผู้ดื่มสุรา นี่ไม่นับ ที่เกิน ๖๐ ขึ้นไปนะครับท่านประธาน มีอีก แต่ผมกําลังจะบอกท่านประธานว่าท่านประธาน ทราบไหมครับว่า วันนี้คนที่ดื่มสุราครับท่านประธาน ๖๙ เปอร์เซ็นต์ของคนดื่มสุรา รายได้ มาจากเงินเดือนครับท่านประธาน เงินเดือนกับค่าจ้างครับ ๑๗ เปอร์เซ็นต์เอามาจากโบนัส (Bonus) ครับ ๔ เปอร์เซ็นต์ขอสตางค์พ่อแม่พี่น้องมาดื่มสุราครับ อีก ๒ เปอร์เซ็นต์คือขอให้ เจ้าภาพจงเจริญ มีเจ้าภาพให้ครับท่านประธาน นี่คือผลของท่านลงไปสู่รากหญ้า แล้วถามว่า กลุ่มที่จะต้องจ่ายภาษีที่แพงขึ้นมาจากกลุ่มใด นี่คือบทวิจัยของกระทรวงการคลังนะครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปอ่านบ้าง ๓๖ เปอร์เซ็นต์ของผู้ดื่มสุราต้องจ่ายภาษี เพิ่มขึ้นจะมาจากกลุ่มอาชีพรับจ้างครับท่านประธาน กลุ่มอาชีพรับจ้าง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ จะมาจากพนักงานเอกชน ๑๐ เปอร์เซ็นต์จะมาจากนักธุรกิจ ๖ เปอร์เซ็นต์มาจากทหาร ๓ เปอร์เซ็นต์มาจากตํารวจครับ นี่คือคนที่ต้องจ่ายจากภาษีที่เพิ่มขึ้น ที่ทุกท่านบอกว่า ขึ้นนิดเดียว ๔ บาท ๕ บาท ๖ บาท ไม่ได้ขึ้นเยอะ แต่ผมกําลังจะชี้ใช้ท่านประธานเห็นว่า ที่นิดเดียวของท่านนี้นะครับ รายได้คนที่เอามาจ่ายซื้อเหล้าท่านประธานครับ คนที่ได้เงิน ค่าจ้างต่ํากว่าวันละ ๒๐๐ บาท มีอยู่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่ซื้อเหล้ากิน แต่ที่ท่านขึ้นค่าแรงไป ๓๐๐ บาท คนพวกนี้อยู่ในกลุ่มนี้ครับ๔๕ เปอร์เซ็นต์ที่ดื่มสุราแพงขึ้น ส่วนคนที่ได้เงินเดือนละ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท ชนชั้นกลางนี้ ๒๙.๓ เปอร์เซ็นต์ครับ มันกําลังจะบอกอะไร กับท่านประธานครับ บอกว่าผู้มีรายได้น้อยทั้ง ๓ กลุ่มนี้คนได้เงินรายได้วันหนึ่งไม่ถึง ๒๐๐ บาท วันหนึ่งไม่ถึง ๓๐๐ บาท ได้เงินเดือนไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท คนพวกนี้ ๘๔.๘ เปอร์เซ็นต์ ของผู้ดื่มครับท่านประธาน ท่านขึ้นภาษีเพื่อกําลังจะลงโทษคนมีรายได้น้อยเหล่านี้ แล้วถ้าเผื่อท่านลองไปดูนะครับ คนที่ดื่มไวน์ราคาแพง ๆ ขวดละ ๑๐,๐๐๐ บาท ขวดละ ๑,๐๐๐ บาท ขวดละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท แค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของผู้บริโภคเท่านั้น เพราะฉะนั้นวันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ผลวิจัยของกระทรวงการคลังเองนะครับ ระบุแล้วว่าการใช้มาตรการภาษีเพื่อควบคุมการบริโภคสุราของประชาชนผ่านการ เปลี่ยนแปลงของราคามีผลไม่มานัก เขาไล่ไปเลยครับท่านประธาน ไวน์ เบียร์ วิสกี้ (Whiskey) สุราขาว สุราปรุงพิเศษ บรั่นดี (Brandy) ในแต่ละอันนั้นผมบอกท่านประธาน ได้เลยว่า สุราขาวนี้คนจนดื่มมากที่สุด ท่านประธานครับ ทุก ๆ ๑ เปอร์เซ็นต์ที่ขึ้น จะมีผล ให้คนบริโภคลดลง ๐.๐๙ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ๐.๐๙ เปอร์เซ็นต์ครับ ไม่ถึง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ ๐.๐๙ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน ถ้าอย่างนั้นที่ขึ้นราคาไปแล้ว ทุกคนบอกว่าขึ้นราคาเพราะว่าหวังว่ามันจะลดการบริโภคนั้น ผลวิจัยของกระทรวงการคลัง ที่ท่านทํามาเองใช้งบประมาณไปทํานี้มันฟ้องตัวมันเอง แล้วเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ให้กับผู้บริหารด้วยว่า การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสุราของประเทศไทยนั้นมีหลักที่ขัดแย้งกัน คือจะควบคุม การบริโภคของประชาชนหรือจะเป็นรายได้ของรัฐ ที่ผมพูดมานี้เขาบอกเลยว่าการปรับเพิ่ม อัตราภาษีสุรา ทําให้ประชาชนลดการบริโภคสุรา แต่ปริมาณการบริโภคสุราที่ลดลงนั้น ยังไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการควบคุมการบริโภคของประชาชน ไม่ให้ส่งผลต่อเนื่องที่ทําให้เกิดปัญหาสังคมและปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ตามมา ท่านประธานครับ นี่คือบทพิสูจน์บทสรุปของกระทรวงการคลังว่าการขึ้นภาษีนั้น ไม่สามารถ ทําให้การบริโภคลดลงได้ แล้วตัวเลขที่ผมให้ท่านดูก็คือว่าคนที่เสียภาษีต้องการดื่มเบียร์แพง ดื่มเหล้าแพงนั้นมาจากคนรากหญ้าทั้งสิ้น แล้วกระทรวงการคลังยังระบุครับท่านประธานว่า ข้อมูลที่รวบรวมได้จากแบบสอบถามพบว่าการเพิ่มบทลงโทษการดื่มสุราในที่ห้ามดื่ม หรือในกรณีเมาแล้วขับ ส่งผลต่อการลดบริโภคสุรามากที่สุด ไม่ใช่เรื่องภาษีครับ ท่านประธานครับ ฉะนั้นผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าวันนี้ตัวเลขต่าง ๆ ของกระทรวงการคลังได้พิสูจน์แล้วว่าการขึ้นภาษีนั้นไม่ได้เป็นการลดการบริโภค ก็เหลืออยู่ อย่างเดียวคือเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ ผมได้เห็นคําสัมภาษณ์ของท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังแล้ว ท่านประธานครับผมไม่สบายใจ ท่านบอกว่าการปรับขึ้นภาษี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในครั้งนี้ไม่ได้ต้องการภาษีเพิ่มขึ้น และไหน ๆ อยู่ในช่วงเข้าพรรษา ก็หวังให้มีการบริโภคสุราน้อยลง และจะรู้สึกดีถ้าหากรัฐบาลเก็บภาษีส่วนนี้ไม่ได้หรือเก็บได้ น้อยลง ก็อยากจะบอกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าพวกผมก็กินข้าวครับ พวกผม กินข้าวครับ ตัวเลขที่ผมมาให้ท่านดูนั้นคือตัวเลขกระทรวงการคลังพิสูจน์แล้วว่าการขึ้นภาษีนั้น ไม่ได้ทําให้การบริโภคลดลง แต่เป็นการจัดเก็บรายได้ที่เพิ่มขึ้น ผมกราบเรียนถามท่านประธานว่า วันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นครับ ท่านเพื่อนรักของผมที่จะมานั่งตอบนี่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าเราจะบอก บอกว่าวันนี้เราจะได้รับภาษีเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มนี้ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ผมถามท่านประธาน ว่าถามเพื่อนรักผมว่า ๒ ปีนี้รัฐบาลได้ทําอะไรไปเยอะมาก ลดภาษีนิติบุคคล ๓๐ เหลือ ๒๓ จะเหลือ ๒๐ ท่านประธานจะลดภาษีบุคคลธรรมดาปีนี้อีก คืนภาษีรถคันแรกคืนไปแล้ว ภาษีบ้านหลังแรก แล้วก็ประกาศว่าอาจจะลดภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย ภาษีสรรพสามิต สินค้าฟุ่มเฟือยคือน้ําหอมกับนาฬิกา ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือรายการของผู้มีอันจะกิน ที่ลดไปให้ แต่ผมถามว่าวันนี้คนจนได้อะไรจากกระทรวงการคลังบ้างครับ ช่วยตอบผมทีสิครับ คนจนได้อะไรบ้างครับ วันนี้ ที่ได้ของขวัญคืออันนี้ละครับ ค่าภาษีที่เพิ่มขึ้น ผมก็เพิ่งเห็นนะครับ ท่านประธานครับว่าเบียร์เพิ่มขึ้นขวดละ ๖ บาท ขวดละ ๔ บาท เบียร์กระป๋องเพิ่มขึ้นไม่มาก เราเห็นดีด้วยว่าชาวบ้านบริโภคของแพง ท่านประธานเกิดมาเคยเห็นไหมครับว่าทุกคนดีใจ ที่ชาวบ้านได้ซื้อของแพงกิน ท่านประธานเคยเห็นไหมครับว่ามีคนตั้งม็อบแล้วดีใจยุให้ ปตท. ขึ้นราคาก๊าซอีกถังละ ๑๒๐ บาททั้งปี ผมไม่ได้เห็น ผมก็ได้เห็นครับ แต่สังคมที่ผมมานั้น ชาวบ้านไม่ต้องการของแพงครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมถามท่านประธานว่าท่านประธาน ตื่นเช้าจะมาสภานี้ครับ ท่านประธานถือว่าเป็นผู้มีอันจะกินเหมือนกันเพราะว่าระดับเงินเดือน มันสูงแล้ว ท่านประธานตื่นมาก็เปิดไฟครับ กินข้าวเช้าก็แพงขึ้นแล้วครับ ค่าไฟขึ้นไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ท่านประธานขึ้นทางด่วนก็เพิ่มอีก ๑๐ บาทครับ ท่านมากินข้าวกลางวันที่นี่ ถ้าเผื่อท่านกินไข่ดาวข้างหลังนี่ก็เพิ่มอีกฟองละ ๑๐ บาทครับ แล้วถามว่าวันนี้คนจน เหลืออะไรครับ ผมยังอยากจะถามว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วจะถามกระทรวงการคลังว่า พอหรือยังเลิกได้หรือยังที่จะผลักภาระให้คนจนพอหรือยัง ผมเห็นว่าถ้าเผื่อเงินที่เก็บได้ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมขอกราบเรียน ท่านประธานว่าขอให้เอาไปใช้ในเรื่องของคนจนที่รัฐบาลยังค้างเขา เอาเงินช่วยทําศพคนจน ครับท่านประธาน ๓๐๐,๐๐๐ ราย รายละ ๒,๐๐๐ บาท ๖๐๐ ล้านบาท ให้เขาไปเถอะครับ ลูกหลานท่านประธาน ญาติพี่น้องผมหรือใครที่ยากจนไม่มีเงิน กู้ยืมเงินเรียนหนังสือครับ ท่านประธาน เงินกู้ยืมเรียนหนังสือวันนี้ไม่พอนะครับ รัฐบาลจัดให้เขาไม่พอ จัดให้เขา ไหมครับ สิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าผมลําบากใจมากกับสิ่งที่เห็นว่าให้คนบริโภค เหล้าน้อยลงนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ในขณะเดียวกันผมบอกท่านประธานว่าผิดที่ผิดเวลาหรือเปล่า ถามว่าทําไมผิดที่ผิดเวลา ปีนี้มันเป็นปีของการกระซวกค่าครองชีพจริง ๆ แล้ววันนี้ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้ก็ยังเพิ่มภาระ ให้กับประชาชนอีก ผมถามว่ามันเป็นธรรมแล้วหรือ ที่ท่านบอกว่าเก็บภาษีเป็นธรรมนั้น คือเก็บภาษีเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการ ๒ เจ้านะครับ ยักษ์ใหญ่กับยักษ์ใหญ่ครับ ยักษ์ใหญ่เจ้าหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลอาจจะไม่ชอบขี้หน้า ปีนี้หลังจากขึ้นภาษีแล้วต้องหาเงินมาเพิ่ม ภาษีอีก ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท อีกเจ้าหนึ่งเพิ่มน้อยหน่อย ๔,๐๐๐ ล้านบาท แต่นั่น ท่านประธานและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้นคิดถึงผู้ประกอบการครับ แต่สิ่งที่ ท่านคิดไหมคือชาวบ้าน พวกเราครับ ท่านประธานก็เป็นลูกจ้างเขา ผมก็เป็นลูกจ้างเขา เขาก็เลือกเรามา ใส่ไปใหญ่ครับ ภาระค่าไฟ ค่าข้าวแกง ค่าทางด่วน ค่าก๊าซ ค่าทุกอย่างใส่ไป พอหรือยังครับที่จะเหยียบคนจนวันนี้ให้มันตายจากประเทศไทยไป ผมเลยกราบเรียน ท่านประธานว่าผมทําใจยากที่จะโหวตให้กับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ก็ต้องไปนั่งครุ่นคิดครับว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ไม่มานั้น เพื่อนรักผมนั้นจะมีคําตอบอะไรดี ๆ ให้ผมนั้น ได้ฉุกคิดแล้วก็สนับสนุนท่านด้วยครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ