จิรายุ ห่วงทรัพย์ หารือเรื่องการออกพระราชกำหนดภาษีสุราและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยชี้ว่าการใช้ พ.ร.ก. แทนการแก้ไขเป็นกฎหมายปกติจะช่วยให้รัฐบาลดำเนินการได้รวดเร็ว ป้องกันการกักตุนสินค้า และรักษาความลับในการขึ้นราคา ซึ่งสอดคล้องกับหลักการเก็บภาษีบาปเพื่อสร้างรายได้ให้รัฐและสังคม แต่ผู้พูดไม่เห็นด้วยกับการจัดเก็บภาษีที่ไม่เท่าเทียมระหว่างกลุ่มคนรวยและคนจน รวมถึงข้อสังเกตเรื่องเพดานแอลกอฮอล์ที่อาจไม่เหมาะสม พร้อมเรียกร้องให้กรมสรรพสามิตชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติม
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จิรายุ ห่วงทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร เขต ๑๘ คลองสามวา ท่านประธานครับ การออกพระราชกําหนดอันดับแรกประชาชนก็สงสัยว่าออกเป็น พระราชกําหนดแล้วทําไมเพิ่งเข้าสู่รัฐสภาเพื่อที่จะประชุมสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบ อีกครั้งหนึ่ง หลายคนก็บอกว่าประกาศไปแล้วเหมือนค่อยมาถามทีหลังนี่มีเหตุผลกลใด แต่ผมไปติดตามสถานการณ์บ้านเมืองตลอด ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่ผ่านมานี้นะครับ การออก พระราชกําหนดเป็นความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาแบบเร่งด่วนที่จะ มีผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนในวงกว้างและเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มบางกลุ่มในวงแคบ เช่นเดียวกันครับ เหตุที่ผมพูดเช่นนี้สนับสนุนให้รัฐบาลได้มีโอกาสออก พ.ร.ก. ที่เกี่ยวเนื่องกับ ภาษีสุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทั้งสิ้นนี่นะครับ เนื่องจากมันต้องเป็นความลับครับ ถ้าเกิดนําเรื่องนี้เป็นการแก้ไขเป็นพระราชบัญญัติเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแน่นอนครับ กว่าจะพิจารณา กว่าจะดําเนินการอภิปราย กว่าจะลงมติแก้ไข มีคนไปกักตุนสินค้าไว้ อย่างแน่นอน เหมือนกับเมื่อตอนที่จะขึ้นค่าเงินบาทหรือว่าลอยตัวค่าเงินบาทท่านประธานครับ มีคนรวยเพียงข้ามคืนครับ ๒๕ ดอลลาร์สหรัฐ ๒๕ บาทต่อ ๑ ดอลลาร์สหรัฐ ข้ามคืน กลายเป็น ๓๐ กว่าบาท ถือเงินล้านดอลลาร์ก็รวยไป ๗-๘ ล้านบาทอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการออกพระราชกําหนดในลักษณะเช่นนี้ผมถือว่าในความคิดเห็นของผม ชอบแล้ว เนื่องจากถ้าเกิดประกาศไปก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังโดยท่านรัฐมนตรีอนุศักดิ์ เล็กอุทัย บอกว่าจะขึ้น ผมเชื่อครับว่าบริษัทนําเข้าสุราโทรศัพท์กันวุ่นวายทั่วโลกครับ สั่งสต็อก และบริษัทในประเทศก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ท่านออกเป็น พระราชกําหนดโดยประกาศบังคับใช้ไปก่อน แล้วก็เป็นความลับอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้มี ผู้ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เมื่อลงมาดูมิติทางด้านของสังคมครับ ฟังเพื่อนสมาชิก อภิปรายไปตั้งแต่ช่วงเช้าแล้วนี่นะครับ ปานประหนึ่งว่าภาษีบาป คนสูบบุหรี่ก็เสียภาษี คนดื่มสุราพอจะแก้เหงาคลายเครียดบ้างก็จะกลายเป็นปัญหาที่เขาเรียกกันว่าภาษีบาป ตั้งแต่ผมโตขึ้นมา ท่านประธานครับ ได้ยินคํานี้เป็นประจําจนกระทั่งศิลปินบางท่านเอาไป ทําเพลงครับ ศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลา ท่านประธานเคยได้ยินนะครับ ศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลา และที่น่าแปลกไปกว่านั้นครับ วันหยุดพี่ไทยก็เมา วันไหน ๆ พี่ไทยก็เมา มันปานประหนึ่งเหมือนกับว่าคนไทยไม่ว่าจะบวชชี บวชพระ ทําบุญ อะไรต่าง ๆ นานาแม้กระทั่งงานศพก็ต้องมีสุราเข้าไปเป็นส่วนเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น สาระสําคัญในการขึ้นภาษีของท่านนี้ผมเชื่อว่า ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มันคงไม่ได้เยอะแยะ อะไรมากมายนักหรอกครับถ้าเปรียบเทียบกับงบประมาณของประเทศ แต่สาระสําคัญก็คือ ว่าการขึ้นภาษีเช่นนี้ทําให้ระบบและระเบียบมีมากขึ้น รายละเอียดเดี๋ยวท่านรัฐมนตรี ช่วยกรุณาตอบครับว่าเพื่อนสมาชิกถามนั้นมันเป็นเช่นนั้นไหม แต่ที่แน่ ๆ ครับ เดี๋ยวนี้ไฮโซ เขากินไวน์ขวดละแสน โลโซก็กินไวน์ขวดละ ๓๕ บาท แต่จัดเก็บภาษีในลักษณะต่างกัน ซึ่งผมก็ไม่เคยเห็นด้วยนะครับ และที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือว่าประเภทของเครื่องดื่มมึนเมา หรือว่าเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ท่านประธานครับ กรมสรรพสามิตทําตัวเลขมาหลากหลาย นะครับ เดิมเพดานสุราแช่ ๖๐ ร้อยละ ๖๐ แบ่งเป็นเบียร์เพดานนี่ร้อยละ ๖๐ อัตราจัดเก็บ วันนี้ที่ประกาศจาก พ.ร.ก. นี่นะครับ ๔๘ ถ้าผมคิดยี่ห้อหนึ่ง ๑ ขวด ท่านประธานครับ ซื้อขายกันตามท้องตลาด ๔๕ บาท หมายความว่าขึ้นไปประมาณสักไม่น่าเกิน ๕ บาท ผมอาจจะบวกเลขผิดนะครับท่านประธาน แต่ดูแล้วถามว่ามันกระทบไหม ถ้าตามดัชนี เศรษฐกิจที่ขยับขึ้นมาผมว่าการขึ้นภาษีเหล้าเบียร์นี่อยู่ในภาวะปรกติเพียงแต่ท่านจัดระบบ และระเบียบครับ เพราะว่าสุราบางประเภทหรือว่าเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์บางประเภท เช่น ไม่ถึง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ประเภทไวน์ ประเภทแชมเปญ (Champagne) แต่ถ้าเกิด ไม่ใช่แชมเปญ หรือเราเรียกกันว่า สปาร์คกิ้ง ไวน์ (Sparkling wine) มันคือลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ว่าเขาจดลิขสิทธิ์เป็นแชมเปญของฝรั่งเศสเขา ก็คือสปาร์คกิ้ง ไวน์เหมือนกัน เพราะอย่างนั้นจึงได้เกิดกรณีเช่นนี้ขึ้น ซึ่งผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนะครับ แต่ที่น่าแปลกใจ ก็คือว่าวันนี้ประเทศไทยแปลก ๆ ท่านประธานครับ เราเก็บภาษีจากคนบาป บอกคนกิน คนดื่มเหล้า คนสูบบุหรี่กลายเป็นคนบาป ผมก็ไม่เข้าใจครับ จึงอยากฝากท่านรัฐมนตรี ต่อไปว่าทุกวันนี้กรมสรรพสามิตต้องจ่ายภาษีให้กับพี่น้องประชาชนปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ให้กับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อย่าลืมนะครับวันนี้ใครสูบบุหรี่ ใครยกแก้วชนแก้วไชโยกัน ท่านประธานครับ ๒,๐๐๐ ล้านบาทให้กับไทยพีบีเอส อันนี้ก็เป็นสาระสําคัญที่พวกผมจะต้อง ไปแก้ไขกฎหมายของไทยพีบีเอสต่อไปครับ แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นไปดูตัวเลขแล้วนี่ ท่านประธานครับ ศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลา สงกรานต์ก็ขับรถชนกัน ตายกันเยอะแยะมากมาย ในมิติทางสังคมเพื่อนสมาชิกพูดกันหลายท่านครับ บอกว่า โครงการเมาไม่ขับ โครงการพิการแล้วจะเป็นคนดีที่จะไม่ดื่มเหล้าแล้วไปรณรงค์อะไร ต่าง ๆ ก็ว่ากันไป แต่ผมไปดูสถิติ แม้ว่ากรมควบคุมประพฤติ ท่านประธานครับ ปี ๒๕๕๖ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ประกาศพระราชบัญญัติฉบับหนึ่งก็คือ เรื่องการห้าม ประชาชนดื่มสุราบนทางหลวง สงกรานต์นี่เห็นเต็มที่ครับ โคโยตี้หลังปิกอัพ ริมถนน เยอะแยะมากมาย ดื่มเหล้ากันครับเป็นองค์ประกอบของเทศกาลสงกรานต์ ท่านห้ามครับ ถือว่าเป็นการควบคุมกฎหมายที่บังคับใช้ อยู่ที่ว่าตํารวจหรือฝ่ายปกครองนั้นจะสามารถแก้ไข ปัญหานี้ได้อย่างไร แต่ที่น่าสนใจต่อไปก็คือ ปี ๒๕๕๖ ท่านประธานครับ กรมควบคุมประพฤติ บอกว่ามีทั้งหมด ๔,๘๓๐ คดีครับ เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุประมาณสัก ๓๐๐ กว่าคดี ๔,๖๙๑ คดี ท่านประธานครับ ศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน จันทร์ลา วันหยุดไหน ๆ พี่ไทยก็เมาทั้งสิ้นครับ ๔,๖๙๑ คดี แต่ถามว่าเมื่อไปดูสถิติของปี ๒๕๕๕ มี ๕,๐๐๕ คดี ปี ๒๕๕๖ มี ๔,๘๐๐ คดี รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์รณรงค์ทุกรูปแบบครับ ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จัดเก็บภาษีได้ ที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ผมฝากท่านรัฐมนตรีต่อไปครับ แม้ท่านจะมีหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีในการปรับปรุงกฎหมาย ตั้งแต่ปี ๒๔๙๐ กว่า ๆ นี้ นะครับ วันนี้ปี ๒๕๕๖ ผ่านมาเกือบ ๖๐ ปี ยังไม่ได้รับการแก้ไข ก็เป็นสิทธิของท่านที่จะต้อง แก้ไขให้ถูกต้องครับ วันนี้ไปห้างสรรพสินค้า ไปเซเว่นอีเลฟเว่น (7-Eleven) ไปสารพัดที่ครับ จะเห็นว่าเหล้าเยอะแยะมากมาย ช่วยกันครับ ท่านเสนอได้ในฐานะคณะรัฐมนตรีที่จะทําให้ คนดื่มสุราลดลง และลงโทษอย่างแข่งขันมากยิ่งขึ้นครับ
สรุปสุดท้ายด้วยการเคารพเวลาที่ท่านประธานให้นี่ครับ ฝากบอกพี่น้อง ประชาชนครับว่าการออก พ.ร.บ. ในครั้งนี้หลายท่านสงสัยถามผม เขาบอกแล้วทําไม เพิ่งเข้าสู่สภา ทําไมไม่ถามประชาชนก่อนจึงอนุมัติ นี่คือกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารที่สามารถออก พ.ร.ก. และกลับเข้ามาอธิบายในสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นถ้าบอกก่อนก็เหมือนการลอยตัวค่าเงินบาทครับ บอกจะลอยตัวพรุ่งนี้ คืนนี้ ผมโทรศัพท์สั่งซื้อเงินเลยครับ ฉันใดก็ฉันนั้นครับ พ.ร.ก. อย่างนี้ชอบแล้วที่รัฐบาลได้กรุณา แก้ไขปรับปรุง ส่วนรายละเอียดที่ท่านสมาชิกได้กรุณาแนะนํา ผมเชื่อว่ารัฐมนตรีคงจะได้ อธิบาย ขอบพระคุณท่านประธานครับ