สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๘ กันยายน ๒๕๕๖

เกียรติ สิทธีอมร หารือเรื่องการขึ้นภาษี โดยวิจารณ์ว่า รัฐบาลขึ้นภาษีตอนเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ประชาชนซวย และไม่มีการเช็กสต็อก ทำให้พ่อค้ารวย นอกจากนี้ยังพูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นใน 7-8 ปีที่ผ่านมาและว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เขียนถึงความสอดคล้องกับกติกาโลก และเรียกร้องให้รัฐมนตรีแก้ไขข้อผิดพลาดในพระราชกําหนด โดยวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย และข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการรวมกําไรในต้นทุน

นายเกียรติ สิทธีอมร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ผมก็ต้อง ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตมีหลายประเด็นจริง ๆ ครับ ในการออกพระราชกําหนดในการขึ้น ภาษีในครั้งนี้นะครับ

ประการแรกครับท่านประธาน ทุกรัฐบาลในโลกนี้เขาจะขึ้นภาษีตอนจังหวะ เศรษฐกิจดี ไม่ใช่ตอนเศรษฐกิจไม่ดี เหตุผลเดียวทุกรัฐบาลท่านไปดูนะครับ สถิติทั่วโลกเลย ขึ้นภาษีตอบเศรษฐกิจไม่ดีคือเงินไม่พอ เงินหมดกระเป๋า ตอนนี้นะครับ ผมไม่ต้องพูดหรอกว่า ถังแตกหรือไม่ถังแตกเพราะรัฐบาลเป็นจําเลย ท่านไปแก้ตัวเองครับ แต่พฤติกรรมของท่าน ในการขึ้นภาษีตอนจังหวะเศรษฐกิจไม่ดี ของแพง ถดถอย มันชี้อยู่ประเด็นเดียวครับ แล้วสิ่งที่ท่านอธิบายในการแก้กฎหมายหรือการออกพระราชกําหนดในครั้งนี้ กับสิ่งที่มี การพูดในสังคมไม่ตรงกันนะครับ ผมจะชี้หลาย ๆ ประเด็นนะครับ สิ่งที่ท่านผิดพลาด อย่างมหันต์ในการออกพระราชกําหนดในครั้งนี้นะครับ ท่านพลาดครับ เพราะมีสต็อกที่อยู่ ในตลาดอยู่แล้วที่จ่ายภาษีเดิมไว้ วันนี้ท่านประกาศ ผมเชื่อว่าท่านยังไม่ได้เช็กสต็อก ท่านต้องสั่งให้มีการเช็กสต็อก ไม่เช่นนั้นจะมีการที่เอาสต็อกที่จ่ายภาษีต่ํามาขายราคาสูง ใครได้ประโยชน์ครับท่านประธาน พ่อค้าทั้งสิ้นเลย ไม่ได้มีการเช็กสต็อก ท่านรัฐมนตรียืนยัน กับผม ผมไม่ได้ยินเลยนะครับ ผมเช็กผู้ประกอบการไม่ได้มีคําสั่งให้มีการเช็กสต็อกนะครับ พ่อค้ารวยครับ รัฐมนตรีครับ รัฐบาลดําเนินการอย่างนี้ผิดพลาดเต็มที่เลย คนที่ซวย คือประชาชน ต้นทุนถูกแต่ขายแพงได้ทันที พลาดนะครับ ขอชี้แจงนะครับ อันนี้หลายสตางค์มาก ไม่มีใครทราบ ใครคนไหนก็แล้วแต่ที่รู้ว่าจะขึ้นภาษีนี้สต็อกไว้ล่วงหน้าจ่ายภาษีในราคาเดิม ตอนนี้สนุกเลยครับท่านประธาน ขอคําชี้แจงนะครับ การออกพระราชกําหนดให้ประโยชน์ กับพ่อค้า ท่านผิดนะครับ

ประการที่ ๒ ท่านอ้างเหตุผลว่าจะทําให้มันเป็นสากล แล้วสมาชิกหลายคน ก็เป็นห่วงเรื่องมิติทางสังคมและมิติทางสุขภาพ ในกฎหมายฉบับนี้ในรายงานที่ยื่นเข้า สภาผู้แทนราษฎรไม่มีเรื่องเหล่านั้นเลย เพราะฉะนั้นที่สมาชิกพูดไปนี้มันไม่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของกฎหมายฉบับนี้เลย ไม่ได้อยู่ในพระราชกําหนดเลย ซึ่งความจริงทําได้ไหม ผมเสียดาย ท่านทําแบบรีบเร่ง แต่ท่านไม่รอบคอบครับ ท่านสามารถทําได้เลยครับว่าภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้นนี้ จะเอาสัดส่วนกี่เปอร์เซ็นต์มารณรงค์ทางสังคมเขียนได้ครับ ไม่มีนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สมาชิกเรียกร้องไปไม่มีผล จะไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เลยครับ เพราะรัฐบาล ไม่เกี่ยวกับพระราชกําหนดฉบับนี้เลยครับ ก็กลายเป็นเรื่องว่ารัฐบาลจะตระหนัก ถึงความสําคัญในมิติเชิงสังคมและสุขภาพหรือไม่ และจะไปมีบัญชา หรือมีคําสั่ง หรือมีมติ ให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและสังคมไปดําเนินการอย่างไร แต่ไม่รู้จะเอางบประมาณ ตรงไหน เพราะฉะนั้นพระราชกําหนดฉบับนี้ขึ้นภาษีอย่างเดียว เอาให้ชัด ๆ นะครับ ไม่มีมิติ เชิงสังคมในกฎหมายฉบับนี้เลยครับ

ประการต่อมา ถ้าบอกว่าขึ้นภาษีให้เหล้ามันแพงขึ้นคนจะได้บริโภคน้อยลง ท่านประธานครับ ทั่วโลกทําศึกษามาแล้ว ประเทศไทยก็เคยทําศึกษามาแล้ว ขึ้นราคาเหล้า คนไม่ได้หยุดบริโภคนะครับ แต่เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ของมันแพงขึ้นก็จะไปบริโภค ของถูกลง จะไปบริโภคสินค้าทดแทนครับ ท่านมีศึกษาไหม ทําไมไม่ยื่นเข้าสภาครับ ผมไม่เคยเห็นการศึกษาฉบับใดเลยในทุกประเทศ เพราะผมเคยดูเรื่องนี้ในรายละเอียด อย่างยิ่ง ไม่มีแม้แต่รายงานฉบับเดียวที่ยืนยันว่าขึ้นราคาแล้วคนบริโภคน้อยลง น้อยลง ชั่วคราวแป๊บเดียว ที่เหลือกลับมาบริโภคเหมือนเดิม บางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มคนจน เปลี่ยนครับ เคยบริโภคของราคาหนึ่ง ตอนนี้ไปบริโภคของทดแทน หลักวิชาอะไรครับท่าน ท่านไม่เคยทําศึกษาแล้วมาชี้แจง ผมไม่ทราบครับ เหตุผลที่ให้กับสังคมรับทราบ กับสิ่งที่ มันจะเกิดขึ้นจริงมันไม่ตรงกันครับท่านประธาน แล้วผมก็เป็นห่วงอย่างยิ่ง ตอนนี้เท่ากับท่าน สร้างภาระให้เขาครับ โดยเฉพาะคนจนนะครับ ท่านสร้างภาระเพิ่มขึ้นให้เขาโดยปริยายครับ แล้วเผลอ ๆ เขาเคยบริโภคของที่ยังดีหน่อยต่อสุขภาพ กลับไปบริโภคของที่มันถูกลง แต่ไม่ค่อยดีกับสุขภาพ ตรงนี้ขอคําอธิบายครับท่านรัฐมนตรี พระราชกําหนดที่ท่านออกมานี้ ยังเป็นพระราชกําหนดในโครงสร้างเดิม ๆ แบบโบราณมาก เป็นการออกกฎหมาย เชิงอํานาจ โครงสร้างของกฎหมายทั้งระบบพูดถึงอํานาจ ว่าใครมีอํานาจทําอะไร อย่างไร แต่ไม่พูดถึงเรื่องการถ่วงดุล ท่านบอกเองครับ เมื่อกี้ตอนท่านกล่าวเปิด ท่านบอกว่าจะให้ มันโปร่งใส มีความเป็นธรรมใช่ไหมครับ แต่ไม่มีเรื่องดุลอํานาจที่เป็นปัญหาในปัจจุบันนี้ ในการบังคับใช้กฎหมาย แม้กระทั่งขณะนี้ก็มีปัญหา ผมจะยกตัวอย่างนะครับ ที่ผมบอกว่า ทําไมท่านไม่แก้ไขในเรื่องเหล่านี้เลย เสียดายโอกาสมากครับ เช่นที่ท่านเขียนไว้ ว่าราคา ขายส่งช่วงสุดท้าย ถ้าไม่มี ซึ่งผมก็ไม่รู้นะ เป็นไปได้อย่างไร มีหรือไม่มี อยู่ดี ๆ ขายส่ง ช่วงสุดท้ายบอกไม่มี ท่านบอกให้ผมทีครับเขียนในกฎหมายอย่างนี้มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้าไม่มี หรือถ้ามีหลายราคาให้อธิบดีเป็นคนฟันธงว่าจะเอาราคาไหน กฎหมายที่เขียนอย่างนี้ ท่านประธานครับ ท่านรัฐมนตรีเคยไปดูไหมครับว่าข้อร้องเรียนในอดีตเกี่ยวกับการบังคับใช้ กฎหมายเช่นนี้ของกระทรวงการคลังทุกกรมเลยครับ มีปัญหาอะไรบ้าง ท่านไม่เคยไปดู มีปัญหามากมายเลยครับ เพราะสิ่งที่ท่านอธิบดีออกมากําหนดกับสิ่งที่เป็นความจริงโต้แย้ง กันได้ครับ แล้วในที่สุดเกิดอะไรขึ้นครับท่านประธาน ประเทศไทยโดนร้องเรียนไปถึงองค์การ การค้าโลกแพ้คดีมาแล้วกี่คดี แพ้แล้วนะครับ เพราะเขียนกฎหมายอย่างนี้ครับ ให้อํานาจ อธิบดีอย่างเดียวเลย ถูก ไม่ถูก ถูก ผิดไม่รู้ละ อธิบดีมีอํานาจฟันธงเลยว่าราคาที่ควรจะใช้ คือเท่าไร กฎหมายอย่างนี้ไม่ได้แล้วครับ ท่านบอกว่าทําให้เป็นสากล เขียนกฎหมายอย่างนี้ ไม่สอดคล้องกับการเขียนกฎหมายในหลักสากลครับท่านรัฐมนตรี ท่านประธาน ตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ แล้วท่านควรจะต้องมีการกลับเข้าไปทบทวน แล้วถ้ามีการปรับปรุงได้ ท่านควรจะปรับปรุง เพราะที่ผ่านมาข้อโต้แย้งก็คือว่าสิ่งที่อธิบดีกําหนด ประกาศกําหนด หรือมีความเห็นไม่ตรงกับความเป็นจริงของการค้า อีกข้อหนึ่งท่านบอกว่าทําให้เป็นสากล ท่านพูดถึงอาเซียน (ASEAN) ท่านทราบไหมครับว่าในกติกาของอาเซียนวันนี้ในกรอบ อาฟตา (AFTA) เงินกําไรเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุน การได้สิทธิประโยชน์ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ในแหล่งกําเนิดสินค้ารวมกําไรอยู่ครับ ตอนนี้ท่านออกพระราชกําหนด บอกไม่รวมกําไรทั้งนําเข้าและผลิตในประเทศ ท่านจะดูแล ในกรอบของอาฟตา ของอาเซียน ๑๐ ประเทศอย่างไรครับท่านประธาน รัฐมนตรีช่วยชี้แจง ผมทีครับ ท่านไปดูในกรอบอาฟตาสิครับว่าเขียนไว้อย่างไร ถิ่นกําเนิดสินค้า มันรวมกําไร แล้วอาเซียนเป็นภูมิภาคเดียวที่ให้รวมกําไรไปในต้นทุน ท่านไม่รอบคอบเลยครับ ไม่รอบคอบ จริง ๆ

ประการต่อมา สิ่งที่มันเป็นปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้ ของกระทรวงการคลัง ไม่ว่าจะเป็นกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมอื่น ๆ คือกรณี ที่ไม่เห็นด้วยนั้นท่านก็จะมีฝ่ายกฎหมาย ซี ๙ ซี ๘ ตีความกัน ยื่นให้อธิบดี อธิบดีก็เชื่อ หรือไม่เชื่อก็ฟันธงไป ไม่มีกระบวนการในการถ่วงดุลการใช้อํานาจตรงนี้เลย เสียดายครับ ท่านควรจะเขียนเข้าไปในกฎหมาย ในพระราชกําหนดฉบับนี้ว่า ในกรณีที่ไม่เห็นตรงกัน จะต้องดําเนินการอย่างไร กระบวนการอุทธรณ์ควรจะเป็นอย่างไร ไม่มีเขียนเลยนะครับ ราคาที่อธิบดีกําหนดอ้างอิงอะไร ใช้หลักเกณฑ์อะไร ความจริงง่าย ๆ นะครับ อย่างกรณี ที่บอกว่าราคาส่งช่วงสุดท้ายถ้ามีหลายราคาเขียนในกฎหมายได้ง่าย ๆ เลยครับว่าเฉลี่ยสิครับ จะเฉลี่ยโดยถ่วงดุลทั้งน้ําหนักและราคาเป็นธรรมที่สุดครับ และในทางปฏิบัติที่องค์การ การค้าโลกเขาก็ใช้หลักนี้ครับ ท่านอ้างเป็นสากล แต่ท่านไม่เขียนให้เป็นสากล ผมแปลกใจ นะครับ สิ่งที่ท่านพูดกับสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าผมมันไม่ตรงกันครับ

อีกประการหนึ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากและทําให้ประเทศไทยโดนฟ้องตั้งไม่รู้ กี่คดีแล้วนะครับ ก็คือมีกระบวนการว่าเมื่อไรก็แล้วแต่อาจจะมีเจ้าหน้าที่เพียงบางคนที่คิด ไม่ค่อยดีกับผู้ประกอบการ อยากจะเอารัดเอาเปรียบ ไปดําเนินการกับเขาไม่ได้ ไปลาก กรมสอบสวนคดีพิเศษมาเล่นด้วย ท่านประธานทราบไหมครับ เรื่องอย่างนี้ไปถึงชั้นศาลครับ ผู้พิพากษาถามคําเดียวเลยครับ ถามเจ้าหน้าที่ของกรมสรรพสามิตและกรมสรรพากรครับ ถามว่าในเมื่อท่านมีอํานาจตามกฎหมายในการเปรียบเทียบปรับหรือเปรียบเทียบราคา อยู่แล้วทําไมต้องไปลากกรมสอบสวนคดีพิเศษเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เห็นไหมครับ ท่านประธาน ตรงนี้ท่านก็ไม่ได้เขียนเลยครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นใน ๗-๘ ปีที่ผ่านมามันสะท้อน ในกฎหมายฉบับนี้ท่านไม่ได้เขียน ผมก็คิดว่าท่านไม่ได้ทําการบ้านดีพอ เพราะสิ่งที่ท่านทํามา คือท่านตั้งหน้าตั้งตาขึ้นภาษีอย่างเดียว กระบวนการที่ท่านบอกให้โปร่งใสภายในไม่มี อุทธรณ์ไม่มี ความสอดคล้องกติกาโลกยังไม่ถูกต้องนะครับ

ประการสุดท้ายที่ผมดู ผมพยายามจะไม่ใช้เวลาเยอะนะครับ แต่เป็นสาระ ทั้งสิ้นนะครับท่านประธาน บทปรับครับ มาตรา ๔๓ ถึงมาตรา ๔๔ ทวิ ท่านประธานครับ ท่านไม่แก้ไขบทปรับเลยนะครับ ท่านบอกกฎหมายฉบับนี้เก่า บทปรับ ๒,๐๐๐ บาท ให้ข้อมูลผิดปรับ ๒,๐๐๐ บาท แต่ประโยชน์ที่ผมได้ในการแจ้งผิด ผมได้เป็นแสนเป็นล้าน เป็นหลายสิบล้านบาท เป็นหลายร้อยล้านบาท ท่านปรับ ๒,๐๐๐ บาท ทําไมไม่แก้ครับ เห็นไหมครับ ตรงนี้คือช่องโหว่ที่สําคัญที่สุดที่ทําให้ผู้ประกอบการที่ไม่รับผิดชอบ ที่รับผิดชอบมีนะครับ ที่ดีผมไม่ว่า แต่ที่ไม่รับผิดชอบจะใช้ช่องโหว่ตรงนี้ครับ บทปรับครับ ๒,๐๐๐ บาท ปรับอะไร ปรับหลักหมื่นก็ยังไม่พอเลย เพราะประโยชน์ที่ได้ในการให้ข้อมูล ที่บิดเบือนไปหรือเป็นเท็จมันสูงกว่า ๒,๐๐๐ บาทเยอะเลยครับ ผมก็ไม่เข้าใจว่าทําไมท่าน รีบร้อน แต่ไม่รอบคอบในการดําเนินการของท่านเลย แล้วตัวนี้ครับ ออกพระราชกําหนด ลักษณะนี้ก็จะไปสร้างปัญหาต่อไปในการบังคับใช้และยังมีช่องโหว่อีกมาก ซึ่งกระทรวงการคลัง รับรู้รับทราบ โดนฟ้องมาแล้ว ต้องแก้ไขกี่เรื่องครับ ท่านรัฐมนตรีเคยไปเช็กไหมครับว่า คดีที่เราแพ้ที่องค์การการค้าโลกเราต้องแก้กี่เรื่อง หลายเรื่องไม่ปรากฏอยู่ในกฎหมาย พระราชกําหนดฉบับนี้เลย ทําไมท่านทําอย่างนั้นละครับ ก่อนที่ผมจะพิจารณาว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมรอฟัง คําตอบนะครับ แล้วท่านประธานผมขอร้องนะครับอย่าบอกว่าเป็นสิทธิของรัฐมนตรี ว่าจะตอบอะไรก็ได้หรือไม่ตอบก็ได้ครับ เรื่องนี้สําคัญครับ คําถามผมทุกคําถามผมอยากได้ คําตอบครับ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาของผมและของสมาชิกทุกคนในการที่จะพิจารณา ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ และถ้ารัฐมนตรีจะกรุณาตอบตอนนี้เลยครับ ยังสด ๆ ใหม่ ๆ ตอบ ทุกคําถามผมนะครับ ผมจะขอบคุณมาก ขอบคุณครับ