อรรถกร ศิริลัทธยากร หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษีและจัดเก็บภาษีให้เป็นมาตรฐาน เพื่อป้องกันการค้าขายสุราราคาต่ำจากต่างประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลการเก็บภาษีสุราอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันการดื่มสุราของเยาวชน และให้ภาษีสุราเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องภาษีศุลกากร และการขึ้นราคาน้ำมันที่อาจส่งผลกระทบต่อนักดื่มเยาวชนที่ดื่มน้อยลง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม อรรถกร ศิริลัทธยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดฉะเชิงเทรา ก่อนอื่นต้องขอบคุณท่านประธานที่เปิดโอกาสให้ผมมีเวลาอภิปรายแสดง ความคิดเห็นต่อพระราชกําหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓ (ฉบับที่ ๗) ฉบับนี้ ต้องเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า จริง ๆ แล้วการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษี หรือว่าจัดเก็บภาษีในเรื่องต่าง ๆ นั้นผมมองว่ามันเป็นกลไก มองว่ามันเป็นเครื่องมือ ของรัฐบาลเครื่องมือหนึ่งในการวางแผนของสังคม เฉกเช่นเดียวกับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ครับ ก็คงจะทําให้รัฐบาลนั้นมีความสามารถในการที่จะช่วยควบคุมพฤติกรรมของการดื่มสุรา ของคนไทยได้ในระดับหนึ่ง ไม่มากก็น้อยนะครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ สินค้าอุปโภค บริโภค ในหลาย ๆ ประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีอันตรายต่อสุขภาพนั้น ในประเทศที่เจริญแล้วเขาเก็บ ภาษีแพงมากถ้าเทียบกับประเทศไทยของเราเก็บภาษีสินค้าหรือภาษีบาปยังน้อยอยู่นะครับ แล้วถ้าท่านสมาชิกท่านใดที่ได้ลองดูในรายละเอียดหรือว่าได้ศึกษา พ.ร.ก. ฉบับนี้ก็จะเห็นถึง ความจําเป็นอย่างชัดเจนว่าทําไมรัฐบาลถึงได้ตัดสินใจที่จะออก พ.ร.ก. นี้ออกมาแล้วก็บังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้อบังคับของเพดานภาษีสุราที่ตอนนี้สุราแทบจะทุกประเภทมันเต็มเพดาน ภาษีไปแล้วนะครับ หรือแม้แต่กระทั่งเรื่องของระบบการค้าการขายที่ทุกวันนี้ไม่ใช่เหมือน ๑๐ ปี ๒๐ ปีที่แล้ว ระบบการค้าการขายสากลก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ผมเชื่อนะครับว่า รัฐบาลก็มองว่าการปรับโครงสร้างหรือว่าการปรับระบบการเก็บภาษีสุราให้เป็นมาตรฐาน มากกว่าเมื่อก่อนก็คงจะเป็นเรื่องที่จําเป็นเป็นอย่างยิ่ง แน่นอนครับ พ.ร.บ. สุราเริ่มต้นใช้ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๓ ซึ่งตอนนี้ก็ ๖๐ กว่าปี ระหว่าง ๖๐ กว่าปีนี้ก็คงจะมีการปรับเปลี่ยน แก้ไขบ้างแล้วแต่สถานการณ์ แต่อย่างไรก็ตามผมก็ยังมองอย่างนี้ครับว่ามันก็ยังมีช่องโหว่ แล้วก็ยังมีสิ่งต่าง ๆ ที่จะต้องปรับอีกมากมาย ทุกวันนี้การจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสุรา ในประเทศไทยเป็นการจัดเก็บแบบเดี่ยว ก็วัดตามปริมาณหรือวัดตามมูลค่า แล้วก็เลือก การจัดเก็บที่ได้มูลค่าสูงกว่า แต่ในหลาย ๆ ประเทศครับท่านประธาน เขาจัดเก็บแบบผสม ก็เก็บทั้งปริมาณและมูลค่า นั่นก็คือกลไกที่จะทําให้ระบบการจัดเก็บภาษีนั้นสามารถทํางาน ได้อย่างสมบูรณ์กว่า ท่านประธานครับ นอกจากนี้อีกปี ๒ ปีประเทศไทยก็จะก้าวเข้าสู่ การเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือที่เรียกง่าย ๆ เออีซี พ.ร.ก. ฉบับนี้ ก็จะถูกใช้แล้วก็ช่วยประเทศไทย แน่นอนครับ พอเราก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิกเออีซี ตลาดที่เมื่อก่อนนี้ใครอยากค้าม้าค้า ใครอยากขายอะไรก็ขาย ตอนนี้ก็จะกลายเป็นตลาดใหญ่ตลาดเดียว เป็นภาวะของตลาดภูมิภาค ดังนั้นก็จะมี ผู้ประกอบการมาจากประเทศอื่น ๆ หลายยี่ห้อ หลายเจ้าเข้ามา และแน่นอนครับ ก็คงจะมี สุรา คงมีเบียร์ คงมีไวน์ ยี่ห้อที่เขามีดีกรีแอลกอฮอล์สูง ๆ ต้นทุนต่ํา ๆ แล้วก็ราคาถูก ๆ เข้ามาตีตลาดไทยอย่างแน่นอน แต่พอตอนนี้ก็จะเป็นตัวหนึ่งที่เป็นตัวฟิวเตอร์ (Filter) ครับ เป็นตัวบล็อก (Block) สุราราคาต่ํา ๆ ที่มาจากต่างประเทศ อย่างน้อยเขาเข้ามาเขาก็ต้อง มาวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ต้องมาวัดมูลค่า แล้วก็จ่ายภาษี ก็เป็นการช่วยป้องกันผู้ผลิต ในประเทศไทยได้ในระดับหนึ่งเช่นกัน
ก่อนที่ผมจะไปในรายละเอียดผมขออนุญาตอภิปรายตัวเลขคร่าว ๆ เห็นชัด ๆ จากข้อมูลทางสถิติมันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการดื่มสุราในประเทศไทยนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ๕๒ ลิตรต่อคนต่อปีที่คนไทยของเราโดยเฉลี่ย ผมไม่ได้หมายความว่า ทุกคนนะครับ แต่ว่าคนไทยดื่มเหล้าประมาณ ๕๒ ลิตรต่อปี ซึ่งพวกเราทุกคนก็รู้อยู่แล้ว เด็ก ๆ อายุ ๕ ขวบ ๑๐ ขวบก็รู้ครับว่าการดื่มเหล้า การดื่มเบียร์ การดื่มไวน์ไม่ใช่สิ่งที่ดี ถ้าเราลองเปรียบเทียบกับการดื่มนมซึ่งเป็นประโยชน์ คนไทยดื่มนมปีละ ๑๔ ลิตรแค่นั้นเอง และแน่นอนว่าแต่ละปีก็จะมีนักดื่มหน้าใหม่ ๆ ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ คน แน่นอนครับ ๒๕๐,๐๐๐ คนนี้ผู้ใหญ่เขาก็ดื่มอยู่แล้ว แต่ว่าหน้าใหม่ ๆ ก็คงจะเป็นเด็ก ๆ น้อง ๆ ที่เป็น เยาวชนวัยรุ่นอายุ ๑๕-๒๐ ปีเข้ามาอย่างน้อยก็ต้องเป็นแสนคนต่อปี ซึ่ง พ.ร.ก. ฉบับนี้ซึ่งจะ เปลี่ยนแปลงระบบโครงสร้างการจัดเก็บภาษี ผมก็คงไม่พูดว่าราคาเหล้าราคาเบียร์จะถูกลง แน่นอนครับ มันจะต้องปรับตัวสูงขึ้น อย่างน้อยก็จะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการที่จะช่วย ป้องกันไม่ให้น้อง ๆ ที่อายุน้อย ๆ หรือว่าน้อง ๆ ที่เขาอาจจะยังมีความสุขกับการดื่มสุรา อาจจะดื่มน้อยลงหรือว่าเลิกดื่มไปเลยก็ได้ นอกจากเรื่องพฤติกรรม ตัวเลขที่แสดงถึง พฤติกรรมการดื่มแล้วก็ยังมีตัวเลขของการนําเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นะครับ ถ้าเราลอง ย้อนกลับไปเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว ประมาณ ๑๐ ปีที่แล้วประเทศไทยนําเข้าพวกเครื่องดื่มสุรา เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ประมาณ ๒๔ ล้านลิตรต่อปี ทุกวันนี้เวลาเปลี่ยน กาลเวลาเปลี่ยน ทุกอย่างก็เปลี่ยน จากตัวเลข ๒๔ กลายเป็น ๔๒ ครับ และถ้าสมมุติเรายังตะบี้ตะบันดื่มไป มันก็อาจจะกลายเป็น ๔๕ ล้านลิตร ๕๐ ล้านลิตรก็ได้ ดังนั้นอย่างไรผมก็เห็นด้วยว่าอย่างไร การปรับระบบโครงสร้างก็จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการดื่มของคนไทยอย่างแน่นอน เมื่อสักครู่นี้ผมได้พูดถึงตัวเลขที่แสดงถึงพฤติกรรมของนักดื่มแล้วก็พูดถึงจํานวนตัวเลข ที่แสดงถึงจํานวนการนําเข้าสุราในแต่ละปี เราจะเห็นได้ครับว่าธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการค้า การขาย การผลิต การส่งออก การนําเข้าสุราเป็นธุรกิจที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นธุรกิจใหญ่มาก มีผลกระทบมากมายต่อประเทศ ดังนั้นผมว่ารัฐบาลควรที่จะเข้ามาดูแลกํากับอย่างใกล้ชิด เพราะว่ารัฐบาลนั้นมีหน้าที่ที่จะจัดระบบนี้ให้มันบาลานซ์ (Balance) ให้มันมีความสมดุลกัน ระหว่างการผลิต การบริโภค การนําเข้า การส่งออก ดังนั้นกระผมเชื่อครับว่าที่ผ่านมาคงจะ มีความพยายามที่จะใช้ช่องทางต่าง ๆ หรืออาจจะเป็นช่องโหว่ทางด้านกฎหมายในการที่จะ จ่ายภาษีสุราในราคาที่ถูกลงกว่าเดิม หรือว่าในหลาย ๆ กรณีก็ไม่เป็นธรรม หลายกรณี ก็ขัดต่อหลักการของความเป็นจริง ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ บางชนิดผสมแอลกอฮอล์น้อยก็เคยมีมาแล้ว ซึ่งจ่ายภาษีมากกว่าเครื่องดื่มที่มีปริมาณ แอลกอฮอล์สูง ๆ หรือว่าบางกรณีก็จะมีเรื่องของการนําเหล้าเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วก็แสดงราคานําเข้าต่อกรมศุลกากรที่ต่ํากว่าความเป็นจริง จริง ๆ เราควรจะเก็บภาษี ได้เป็นพันบาทก็อาจจะเป็น ๑๐ บาท ๒๐ บาท เป็นร้อยบาทนะครับ ซึ่งตรงนี้ผมถือว่า เป็นความสูญเสียของประเทศ เพราะว่าอย่างที่ผมได้นําเรียนท่านประธานไปตรงนี้ผมมองว่า เป็นภาษีบาป เป็นภาษีที่ทําร้ายพี่น้องประชาชนคนไทย เป็นภาษีที่ทําร้ายประเทศไทย จริง ๆ แล้วเราควรจะเก็บให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากกว่า
อีกนิดเดียวครับท่านประธาน คือจากผลพวงของ พ.ร.ก. ฉบับนี้นอกจากที่จะ ช่วยบล็อกเรื่องต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแล้ว ในเรื่องการเก็บนี่ ตามข้อมูลก็จะไปคํานวณ กับราคาขายช่วงสุดท้าย ซึ่งกระผมมองว่ามันก็ดีครับ มันตรงไปตรงมา คํานวณภาษีจาก มูลค่าการขายจริงเลย อย่างน้อยก็น่าจะทําให้ผู้ประกอบการที่บางท่านคิดไม่ดีก็อาจจะมี ช่องทางในการหลบเลี่ยงได้ยากกว่าเดิม ผมก็ไม่สบายใจครับ ก็มีหลายท่านบอกว่ารัฐบาล ถังแตกอยากจะนําเงินตรงนี้ที่ปีหนึ่งได้ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทไปทําอย่างอื่น ก็อย่างที่ ท่าน ส.ส. จุลพันธ์ได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ผมก็เห็นด้วยว่า ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ถ้าเทียบกับงบประมาณประจําปีก็คงจะทําอะไรได้ไม่มากนะครับ คือผมมองอย่างนี้ รัฐบาลน่าจะมีความตั้งใจในการที่จะปรับโครงสร้างให้เป็นสากลมากกว่านะครับ อยากจะให้ มองตรงมุมนี้ ส่วนเรื่องของการเพิ่มรายละเอียด เรื่องของการนิยามให้เราสามารถแบ่งแยก ประเภทของแอลกอฮอล์ได้ละเอียดขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งผลพวงเช่นกัน
ข้อสุดท้ายผมหวังอย่างยิ่งว่าหลังจากการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ ภายใน ๒-๓ เดือนนี้ เราคงยังไม่เห็นผลครับ ไม่แน่ว่ารัฐบาลอาจจะเก็บเงินได้มากขึ้น หรือน้อยลงนะครับ ตรงนี้ ก็เป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้เรื่องของตลาดช่วง ๒-๓ เดือนนี้เขาเรียกว่าตลอดมันยังช็อค (Shock) อยู่นะครับ เราก็คงจะไม่สามารถวัดคุณภาพ วัดปริมาณ วัดผลลัพธ์ของมันได้ นะครับ แต่ว่าราคาที่จะขึ้นขวดละ ๒ บาท ๓ บาท ๕ บาท ๑๐ บาท ๕๐ บาท ก็คงจะไม่ ส่งผลกระทบต่อนักดื่มที่เป็นผู้ใหญ่มากนัก แต่สิ่งที่ผมอยากจะเห็นก็คืออยากจะให้การขึ้น หรือว่าการปรับราคาในครั้งนี้ส่งผลไปยังเยาวชนที่เป็นนักดื่มนะครับ ก็ถ้าสมมุติว่าเยาวชน เหล่านี้เขาเลือกตั้งใจที่จะดื่มน้อยลงนะครับ เพราะว่าราคาที่อาจจะแพงขึ้นนิดหน่อย มันก็คุ้มค่าครับ ผมมองว่าการออก พ.ร.ก. ฉบับนี้ของรัฐบาลนั้นเหมือนกับยิงปืนได้นก ๒-๓ ตัวนะครับ ก็ได้เงินเพิ่มขึ้น ได้ประโยชน์ต่อประเทศ ได้ประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน ที่เป็นนักดื่มด้วย ในส่วนตัวนั้นผมก็เห็นชอบกับ พ.ร.ก. ฉบับนี้ แล้วก็เชื่อว่าสมาชิก พรรครัฐบาลหลาย ๆ ท่านก็คงจะเห็นด้วยกันครับ อย่างไรวันนี้ต้องขออนุญาตขอบคุณ ท่านประธาน แล้วก็ขอบคุณท่านรัฐมนตรีครับ