อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ เสนอแนะการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการควบคุมการเสพสุรา และขอให้รัฐบาลดำเนินการเพิ่มเติมในการจัดการกับปัญหาการเสพสุราและผลกระทบต่อสังคม นอกจากนี้ เธอยังชี้แจงถึงความสำคัญของภาษีบาปเป็นรายได้หลักของรัฐบาล และควรใช้เงินภาษีนี้สนับสนุนหน่วยงานที่มีหน้าที่รับรองคุณธรรมและจริยธรรม
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกผู้แทนราษฎรจากจังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตที่จะแสดงความคิดเห็นในพระราชกําหนด แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสุรา (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๔๙๓ พ.ศ. ๒๕๕๖ ที่รัฐบาลได้นําเสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการกําหนดอัตราภาษี เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ ซึ่งก็คือการเปิดโอกาสให้ขึ้นราคาภาษีเหล้า เบียร์นั่นเอง นี่พูดกันง่าย ๆ ซึ่งก็ได้มีผลบังคับใช้ไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๔ กันยายนที่ผ่านมา วันนี้ก็เป็น กระบวนการตามกฎหมายที่จะต้องนําเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีผล บังคับใช้ให้เป็นพระราชบัญญัติต่อไป จริง ๆ แล้วก็คือมีผลบังคับใช้แล้ว สาระสําคัญก็คือ รัฐบาลต้องการปรับปรุงการขึ้นภาษีบาปรอบใหม่ เพราะว่าที่ผ่านมาการจัดเก็บภาษีเหล้า ตามกรอบกฎหมายและกฎกระทรวงเดิมมันชนเพดานไปแล้ว รัฐบาลขึ้นมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว วันนี้ก็ต้องแก้กฎหมายเพื่อที่จะให้รัฐบาลสามารถที่จะเก็บภาษีเหล้า เบียร์ ได้เพิ่มขึ้น ซึ่งฟัง จากคําแถลงของรัฐบาลแล้วก็คือ การมุ่งเน้นเครื่องดื่มที่มีราคาสูงและก็เครื่องดื่มที่ใช้ปริมาณ แอลกอฮอล์เป็นส่วนผสมสูง ซึ่งแน่นอนครับ ทั้ง ๒ ประเภทนี้ล้วนแล้วแต่กระทบกับนักดื่ม ทั้งนั้น การขึ้นภาษีรอบใหม่นี้รัฐบาลบอกว่าไม่ได้มุ่งหวังที่จะต้องการเม็ดเงินมาเป็นรายได้ เพิ่มเติม แต่ว่าเป้าหมายหลักจริง ๆ ก็คือต้องการที่จะตั้งเป้าเพื่อที่จะสกัดกั้นนักดื่มรายใหม่ ที่จะเข้ามาสู่วงจรการดื่มสุรา ดื่มเบียร์ก็โดยเฉพาะเยาวชน เท่าที่ฟังจากคําชี้แจงของรัฐบาล มีอยู่ ๒-๓ ประเด็น ดังนี้นะครับ ซึ่งผมก็คงไม่ไปพูดถึงในรายละเอียดของตัวกฎหมาย และกฎกระทรวงที่แนบมาพร้อมกับการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้นะครับ เพราะว่าเป็นการออก ล้อกัน แล้วก็ผมก็ได้เห็นด้วยในหลักการในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้และสนับสนุน กับแนวทางของรัฐบาลในเรื่องนี้ แต่ว่าผมมีข้อสังเกตในการจัดทําพระราชกําหนดฉบับนี้ สัก ๒ ประการเพื่อประกอบในการดําเนินการตามเป้าหมายของรัฐบาลที่บอกว่าต้องการ จะสกัดนักดื่มสกัดอบายมุขในเรื่องนี้ให้ลดลง
เรื่องแรก เราต้องยอมรับครับท่านประธานว่าเหล้า เบียร์ ไวน์ หรือเครื่องดื่ม ทั้งหลาย รวมทั้งบุหรี่ด้วยซ้ํา เป็นบันไดขั้นแรกของการก้าวไปสู่วงจรของการเสพยาเสพติด เยาวชนลูกหลานของเราที่เข้าไปสู่วงจรยาเสพติดก็มักจะเริ่มต้นด้วยการเริ่มกินเหล้า เริ่มกินเบียร์ เริ่มสูบบุหรี่ นี่เป็นบันไดขั้นแรกของการไปสู่ยาเสพติด เด็กเยาวชนก็เริ่มจากการเป็นนักดื่ม หน้าใหม่ เป็นนักสูบหน้าใหม่ ลองผิดลองถูกไป แล้วสุดท้ายก็เข้าไปเสพยาเสพติด แล้วเพิ่มระดับความรุนแรงของยาเสพติดมากขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายชีวิตก็ฝังอยู่ในวงจรยาเสพติด รัฐบาลจะต้องยอมรับในสิ่งนี้ว่า เหล้า เบียร์ บุหรี่ ไวน์ (Wine) ทั้งหลายหรือเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ทั้งหลาย นี่คือบันไดขั้นแรกของการที่นําพาเยาวชนลูกหลานของเราในทุกวันนี้ เข้าสู่วงจรยาเสพติด เพราะฉะนั้นมาตรการที่จะสกัดกั้นไม่ให้เยาวชนหรือคนในประเทศนี้ เข้าสู่วงจรยาเสพติดด้วยมาตรการทางภาษีเพียงอย่างเดียวมันจึงไม่เพียงพอ เราขึ้นภาษีเหล้า บุหรี่ เต็มเพดานมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ มารัฐบาลนี้เปิดเพดาน เพิ่มขึ้นไปอีก เรายังไม่รู้ว่าเพดานของภาษีเหล้า บุหรี่ ยังต้องขึ้นไปอีกมากสักเท่าไร และมันจะมีผลต่อการที่จะไปบรรลุเป้าหมายในการสกัดกั้นนักดื่มได้มากน้อยแค่ไหน สําหรับผู้ที่เสพเหล้า บุหรี่แล้ว ต้องเรียนกับท่านประธานว่าจะเสียเงินเท่าไร จะราคาแพง แค่ไหนก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคหรอกครับ และสําหรับคนบางกลุ่มที่มีเงิน มีฐานะทางเศรษฐกิจ ฐานะทางสังคม ยิ่งเสพของแพงยิ่งได้ของนอกมาเสพมาอวด ก็เป็นการเบ่ง สะท้อนถึงความ มีฐานะทางเศรษฐกิจและฐานะทางสังคมด้วยซ้ํา นี่เป็นค่านิยม แล้วก็ลุกลามไปถึง เด็กเยาวชน ลูกหลานของผู้มีอันจะกินจํานวนมาก เอาไวน์ของพ่อราคาแพง ๆ ไปฝากเพื่อน งานวันเกิดเพื่อน เอาไวน์ราคาแพง ๆ เอาเหล้าราคาแพง ๆ ไปให้ครู เพื่อขอบคุณที่ครูช่วย ทําให้การเรียนการสอนผ่านไปได้ด้วยดี และยอมรับกัน ค่านิยมแบบนี้ยังคงดํารงอยู่ และนับวันจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่สังคมไม่ได้มีส่วนในการช่วยสกัดกั้น คําถามก็คือว่า แล้วมาตรการทางภาษีจะมีผลอย่างไร จะมีผลจริงอย่างนั้นหรือไม่ วันนี้เราให้ความสําคัญ กับการรณรงค์ถึงเรื่องพิษภัยของเหล้า ของเบียร์ ของบุหรี่ ของไวน์ก็จริงนะครับ แต่ว่าสังคม เรากลับรอมชอมอยู่กับการยอมรับค่านิยม ความเป็นนักดื่ม นักสูบ ห้องประชุม ข้างห้อง ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเราก็รอมชอมกับการสูบบุหรี่ มีห้องจัดไว้ให้เรียบร้อย นี่เป็นค่านิยม ที่ถูกต้อง นี่เป็นทิศทางที่ถูกต้องหรือเปล่า งานเลี้ยงที่เราไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการที่จัด มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลากหลายประเภท ยิ่งมีหลากหลายประเภทมากเท่าไรก็ยิ่งสะท้อน ถึงความมีฐานะ ความพอได้ของเจ้าภาพ เราอยู่กันแบบนี้หรือครับ เรามีการณรงค์ในเรื่อง ของการเมาไม่ขับ ผมก็คิดว่าจะเป็นการรณรงค์ว่าจะไม่ให้ดื่มสุรากัน เพราะการเมาไม่ขับ มันส่งผลเป็นอันตราย แต่ในโฆษณาเดียวกันก็บอกว่าเมาไม่เป็นไรหรอก เมาแล้วให้เมียมารับ ให้เพื่อนมารับ แต่ไม่ต้องขับเท่านั้นพอ มันไม่ได้ครับ นี่เป็นการส่งสัญญาณของการที่ไม่สร้าง ค่านิยมที่ถูกต้องให้กับสังคม ครอบครัวไปพักผ่อน ไปปิกนิก (Picnic) ตั้งวงดื่มเหล้ากัน เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ ร้านขายเหล้าขายเบียร์ที่ตั้งอยู่ริมถนน อยู่ริมฟุตบาท (Footpath) ณ วันนี้ก็ไม่มีใครเข้าไปดูแล กลายเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้น กลาดเกลื่อนในสังคมบ้านเรา ที่สําคัญก็คือว่าในระดับสังคมการโฆษณาผ่านทางสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์หรือวิทยุ มีโฆษณาแฝงเรื่องของเหล้า เบียร์ ไวน์ เต็มไปหมด อ้างว่าเป็นการโฆษณาในเชิงภาพลักษณ์ ไม่เป็นไร แบบนี้จะไปบรรลุการสกัดกั้น นักดื่มได้อย่างไร ผมคิดว่ารัฐบาลเองก็ทราบว่าประเทศเราสูญเสียเงินจํานวนมากมาย มหาศาลไปจากผลพวงของการเสพแอลกอฮอล์ ประสิทธิภาพในการทํางานลดต่ําลง เกิดปัญหาอุบัติเหตุ เป็นอันตรายในชีวิตทรัพย์สิน สําคัญที่สุดก็คือเป็นอันตรายต่อร่างกาย ของผู้เสพเอง ซึ่งบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัวก็ไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้วภาระรับผิดชอบ ก็คือรัฐบาลที่ต้องจัดหาหมอ หายา หาบุคลากรทางการแพทย์ไปดูแลรักษาคนเหล่านั้น จํานวนมากมายมหาศาลเหลือเกินนะครับ แล้วมันส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทางสังคมในระดับครอบครัวอีกมากมาย เพราะฉะนั้น ในชั้นนี้ผมคิดว่ารัฐบาลต้องทํามากกว่าการขึ้นภาษีนะครับ ถ้าหากว่าต้องการเห็นว่าประเทศเรา ต้องปลอดพ้นจากการเป็นเมืองที่จมอยู่ภายใต้เหล้า เบียร์ ไวน์ ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๒ ที่ต้องตั้งคําถามกับรัฐบาลว่า จริงหรือเปล่าครับที่รัฐบาลบอกว่า ไม่ได้ต้องการเม็ดเงินภาษีจากการขึ้นภาษีรอบนี้ หมายความว่าไม่ได้มีจุดเน้นอยู่ตรงนั้น ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านให้สัมภาษณ์ เมื่อวันที่ ๓ กันยายน ก่อนที่พระราชกําหนดนี้จะมีผลบังคับใช้ ๑ วันบอกว่า การปรับขึ้นภาษีเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ในครั้งนี้ไม่ได้ต้องการภาษีเพิ่มขึ้น และไหน ๆ ก็อยู่ในช่วงเข้าพรรษา ก็หวังให้มี การบริโภคสุราน้อยลง และจะรู้สึกดีหากรัฐบาลเก็บภาษีในส่วนนี้ไม่ได้หรือเก็บได้น้อยลง ไม่จริงหรอกครับ ผมไม่เชื่อหรอก ตัวเลขการขึ้นภาษีสุราในครั้งนี้ ผมคิดว่าเป็นเป้าหมายหลัก ด้วยซ้ํา เพราะว่าดูตัวเลขแล้วภาษีเหล้า เบียร์ที่ขึ้นในครั้งนี้ขึ้นเฉลี่ยประมาณ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์ และบางรายการอาจจะปรับไปถึง ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ํา มีการคาดการณ์ว่ากรมสรรพสามิต จะได้เงินจากการขึ้นภาษีเหล้า เบียร์ในครั้งนี้ไม่น้อยกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเฉลี่ย เป็นรายเดือน เดือนหนึ่งประมาณ ๑,๒๐๐ ล้านบาท ๑,๓๐๐ ล้านบาท ๑,๔๐๐ ล้านบาท แล้วแต่อัตราการบริโภคมากน้อยแค่ไหน ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทจากการแก้กฎหมายเพื่อ ขึ้นภาษีในครั้งนี้ ไปดูเถอะครับว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๗ ที่ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว รัฐบาลได้ประมาณการรายรับจากภาษีเหล้า ภาษีเบียร์เอาไว้น่าสนใจนะครับ ภาษีสุรา และภาษีแสตมป์ สุราประมาณการว่า ๕๔,๕๐๐ ล้านบาท ภาษีเบียร์หนักหน่อยจะได้ ประมาณ ๗๑,๘๐๐ ล้านบาท รวม ๒ รายการซึ่งเป็นรายได้หลักของกรมสรรพสามิตและของ รัฐบาลด้วยซ้ํา จะประมาณ ๑๒๖,๓๐๐ ล้านบาท และขึ้นภาษีเที่ยวนี้อีกทั้งปี ประเมินว่า จะ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมแล้วก็เกือบ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่านี่ไม่ใช่รายได้หลัก หรือครับ ในประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายภาษีบาป ภาษีเหล้า ภาษีเบียร์นี่ มันมากถึง ๖ ถึง ๑๐ ถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของรัฐบาล ของเราก็อยู่ในระดับนี้ อาจจะมากกว่า นั้นด้วยซ้ํา ทีนี้ถ้าท่านประธานลองเอาไปรวมกับภาษีบุหรี่ที่เป็นภาษีบาปอีกประเภทหนึ่ง คือภาษีที่ได้จากแสตมป์บุหรี่นะครับ ประมาณการว่าปีหน้าจะจัดเก็บภาษีบาปประเภทบุหรี่ ได้อีกประมาณ ๕๓,๑๔๐ ล้านบาท ๒ รายการรวมแล้วประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ที่ได้จากภาษีบาปเอามาบริหารประเทศ ให้รัฐบาลใช้เงินกันสนุกมือนี่ครับ มีความสุขกันไหมครับ ที่สําคัญก็คือว่าเราก็รู้ว่าภาษีบาปมันมีจํานวนมาก แล้วก็ส่งผลกระทบกับคนที่บริโภค เราก็แบ่งภาษีบาปในส่วนหนึ่งให้กับหน่วยงานที่จะเข้ามารณรงค์ มาเพื่อจะสร้างค่านิยมที่ดี ที่ถูกต้องกับพี่น้องประชาชน เพื่อลดการเสพสุราและบุหรี่ ที่รับเงินอยู่ส่วนนี้อยู่แล้ว เช่นสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสนี่ก็ใช้เงินภาษีบาป สํานักงานกองทุนสนับสนุนและสร้างเสริม สุขภาพ หรือ สสส. และที่กําลังจะขอใช้เงินก้อนนี้อีกก็มีอีกหลายหน่วยงานนะครับ กองทุน ทั้งหลายที่กําลังจะออกมาเป็นกฎหมาย เช่น กองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ นี่ก็หวังเงินภาษีบาปที่เข้ามา กองทุนการกีฬา แห่งชาติก็หวังจะมีเอี่ยวจากเงินภาษีบาปเหล่านี้ หน่วยงานเหล่านี้ ในวันข้างหน้าจะอยู่ได้ ก็ด้วยเงินภาษีบาป มีกิจกรรมเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มีอิทธิพลต่อวงการต่าง ๆ ที่ตัวเอง ทํากิจกรรมอยู่มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องไปห่วงหน้าพะวงหลังว่าจะไม่มีเงินมาขับเคลื่อน เพราะถึงอย่างไร ตราบใดที่คนไทยยังเป็นทาสสุรา เป็นทาสบุหรี่เป็นทาสเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์อยู่แบบนี้นะครับ ตราบนั้นภาษีบาปก็ไม่มีวันจะลดลงเฟื่องฟูขึ้นเรื่อย ๆ วันนี้ ก็ต้องย้อนกลับมาตั้งคําถามนะครับท่านประธาน ว่าเงินภาษีบาปปีละหลายพันล้านบาท ที่ถูกแบ่งไปให้กับหน่วยงานเหล่านี้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และจะแบ่งไปอีกในวันข้างหน้า ในอนาคตนี้มันใช้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหน ประสิทธิภาพที่ผมพูดถึงนี้ไม่ใช่เป็น ประสิทธิภาพของการบริหารองค์กรนะครับ แต่ประสิทธิภาพที่จะเกิดขึ้นจากการที่เราจะได้ ลดหรือสร้างค่านิยมที่ถูกต้อง และนําไปสู่การลดการบริโภคเหล้า บุหรี่ลงได้ในความเป็นจริง ถ้าท่านประธานจะดูก็จะพบว่าตัวเลขภาษีบาปมันเพิ่มขึ้นทุกปี ปี ๒๕๕๕ ตัวเลขภาษีสุรา และแสตมป์สุรานี้เก็บได้ ๔๖,๘๘๕ ล้านกว่าบาท ภาษีเบียร์เก็บได้ ๖๔,๖๕๕ ล้านกว่าบาท ภาษียาสูบเก็บได้ ๔๓,๕๓๘ ล้านกว่าบาท ปี ๒๕๕๖ ตัวเลขยังไม่ออกมาครบถ้วน เพราะ ยังไม่สิ้นปีงบประมาณ แต่ตัวเลขที่เขาประมาณการจากปี ๒๕๕๕ ขึ้นมาปี ๒๕๖๑ ปี ๒๕๕๕ แสตมป์สุรา ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ๕๑,๘๐๐ ล้านบาท เบียร์จาก ๖๔,๖๕๕ ล้านบาท ขึ้นเป็น ๖๕,๘๕๐ ล้านบาท ยาสูบจาก ๔๓,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท และในปี ๒๕๕๗ ภาษีเบียร์จะขึ้นเป็น ๗๑,๘๐๐ ล้านบาท อย่างที่ผมนําเรียนกับ ท่านประธาน และภาษีสุราและแสตมป์สุราก็จะขึ้นเป็น ๕๔,๕๐๐ ล้านบาท นี่ไม่รวมกับ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะตามมา ตัวเลขที่มันเพิ่มสูงเหล่านี้มันมีผลต่อการได้นําเงินเหล่านี้ ไปจัดสรรให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐบาลก็เอาไปใช้ตามแต่ท่าน ตามแต่รัฐบาลจะประสงค์ คําถามก็คือว่าถ้าเราให้เงินกับหน่วยงานที่ไปรณรงค์แล้วมัน ไม่ได้ผล ตัวเลขมันยังมากขึ้นดูจากตัวเลขการภาษีที่เราได้ขึ้นมามันมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่น มันสะท้อนว่าการบริโภคสุรา ยาสูบ ในประเทศนี้ไม่ได้ลดลง แล้วรัฐบาลจะทําอย่างไร เรายัง จะคงแบ่งภาษีบาปให้ไปกับหน่วยงานเหล่านั้นโดยที่ไม่ประเมินผลก็ดีหรืออย่างไร หรือรัฐบาลจะมีมาตรการอย่างอื่น ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขภาษีบาปที่เพิ่มขึ้น ในแต่ละปี รัฐบาลอาจจะบอกว่าไม่ได้สะท้อนว่าคนเสพนี้จะมากตามภาษี เพราะว่าตัวภาษี มันขึ้น ผู้บริโภคอาจจะเท่าเดิม แต่มันก็ไม่ได้มีเครื่องสะท้อนให้เห็นว่าผู้เสพนี้มันน้อยลง เพราะภาษีเหล่านี้มันเป็นภาษีที่อยู่ในระบบ แล้วพวกนอกระบบทั้งหลายละครับ พวกสุราเถื่อนทั้งหลาย ทั้งในระดับพื้นบ้าน ทั้งระดับไฮโซนําเข้า ผลิตเถื่อน นําเข้าเถื่อน ไม่ติดอากรแสตมป์ ขายกันในตลาดชายแดน หรือแม้กระทั่งขายกันตามร้านอาหารเหล่านี้ เป็นตัวเลขที่เรายังไม่รู้ จะทําอย่างไรครับท่านประธาน วันนี้เป้าหมายที่จะหวังว่าเราจะเห็นคนดื่มสุราน้อยลงตามที่รองนายกรัฐมนตรีกิตติรัตน์ ได้พูดไว้ในตอนต้น ผมคิดว่าคงยากที่จะเป็นจริง ผมมีข้อเสนอแนะกับรัฐบาลก็คือว่า ความจริงที่เราต้องยอมรับกันก็คือว่า เมื่อรายได้หลักของรัฐบาลคือเงินภาษีบาป คือเงินภาษี บาป ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท รายได้หลักอยู่ที่โรงเหล้า รายได้หลักอยู่ที่โรงงานยาสูบ รัฐบาลกล้าที่จะให้ลดการผลิตเหล้าลงไหม ของรัฐบาล รัฐบาลต้องการจะให้คนเลิกสูบบุหรี่ ลดกําลังการผลิตของโรงงานยาสูบลงเรื่อย ๆ แล้วก็ยุบทิ้งในที่สุดทําได้ไหมครับ เหล่านี้ มันต้องใช้ความกล้าหาญ และต้องเป็นนโยบายสาธารณะที่รัฐบาลจะต้องกล้าตัดสินใจ ผมยังไม่เคยเห็นว่าประเทศนี้จะมีแนวทางในเรื่องนี้ สิ่งที่ผมเรียกร้องกับท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาลก็คือว่า รัฐบาลจะต้องมีแผนแม่บทในเรื่องของการลดการบริโภคสุรา และบุหรี่ ซึ่งเป็นบันไดขั้นแรกของยาเสพติด ต้องมีแผนแม่บทและต้องเป็นวาระแห่งชาติ เหมือนกับวาระในการปราบปรามยาเสพติดนั่นละครับ ถ้ารัฐบาลไม่ทําตั้งแต่ตอนนี้ปัญหา ที่จะตามมาในวันข้างหน้าจะหนักหนาสาหัส และประเทศเราทั้งประเทศก็ตกอยู่ภายใต้ อาณาจักรบาป อยู่ภายใต้วงจรของอบายมุขไม่สิ้นสุดหรอกครับ ขอบคุณครับท่านประธาน