อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการเก็บเงินเซสส์ นโยบายชดเชยอุดหนุนเกษตรกร การซื้อยางพารา และการชุมนุมของพี่น้องเกษตรกรที่จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเกี่ยวกับอัตราการเก็บเงินเซสส์ และการใช้เงินนั้นอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเพิ่มเงินชดเชยให้สูงขึ้นตามความต้องการของเกษตรกร และบริหารจัดการราคายางพาราให้ไม่ขึ้นมากเกินไป
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมเสนอญัตติด่วนเรื่องความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนอันเนื่องมาจากผลผลิตทางการเกษตรตกต่ําและสินค้าราคาแพง ผมขออนุญาตที่จะใช้เวลาของสภาแห่งนี้เพื่อที่จะนําเสนอความคิดเห็น เผื่อว่าจะนําไปสู่การแก้ไข ปัญหาที่ตรงจุดมากขึ้น กระผมไม่แน่ใจนะครับว่าถึงวันนี้รัฐบาลพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็น ของผู้แทนราษฎรที่มาจากพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมานั้น ได้มีถ้อยคําหลายถ้อยคําที่มาจากปากของรัฐมนตรีหลายท่านที่สะท้อนถึงความไม่เปิดใจ กว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นในการแก้ไขปัญหา และยืนอยู่กับแนวความคิดในการแก้ไข ปัญหาเดิมของตัวเอง ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาที่ผมจะนําเสนอวันนี้ผม ขออนุญาตที่จะย้อนกลับไปยังคําชี้แจงของอดีตรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ การแก้ไขปัญหายางพาราในขณะนี้แล้ว แต่ได้ลุกขึ้นมาตอบคําถามกับเพื่อนสมาชิกในสภา แห่งนี้ พูดถึงเรื่องเงินเซสส์ ท่านบอกว่าจะมีการยกเลิกการเก็บเงินเซสส์ตั้งแต่เดือนกันยายน ถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๖ และนี่เป็นผลงานของรัฐบาลที่จะช่วยทําให้ราคายางพารา กระตุ้นเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพ่อค้าส่งออกไม่มีภาระเรื่องการต้องถูกเก็บภาษีเงินเซสส์ ท่านประธานที่เคารพครับ เงินเซสส์คือเงินอะไร เงินเซสส์คือเงินสงเคราะห์หรือ เงินค่าธรรมเนียมพิเศษที่เขาเก็บจากพ่อค้าส่งออกยางที่ส่งออกนอกราชอาณาจักร เขาเก็บ ตามอัตราค่าราคายางพาราที่ดํารงอยู่ ณ เวลานั้น ๆ ถ้ายางพาราราคาต่ํากว่ากิโลกรัมละ ๔๐ บาท เขาจะเก็บกิโลกรัมละ ๙๐ สตางค์ ราคากิโลกรัมละ ๔๐-๖๐ บาท ก็จะเก็บกิโลกรัม ละ ๑.๔๐ บาท ถ้าราคา ๖๐-๘๐ บาท เก็บกิโลกรัมละ ๒ บาท ราคา ๘๐-๑๐๐ บาท ก็จะเก็บกิโลกรัมละ ๓ บาท ถ้าเกิน ๑๐๐ บาท ก็จะเก็บกิโลกรัมละ ๕ บาท เวลานี้เงินเซสส์ เก็บอยู่ที่ราคากิโลกรัมละประมาณ ๒ บาท ถ้ามีการยกเลิกเงินเซสส์ที่จะเก็บในช่วง ๔ เดือนนี้ เข้าใจว่ากองทุนจะขาดรายได้ กองทุนสงเคราะห์การทําสวนยางนี้นะครับจะขาดรายได้ไป ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท เงินก้อนนี้มีความหมายสําหรับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง อย่างมากนะครับ เพราะจะถูกนําไปใช้ในการชดเชยการปลูกแทน และเงินช่วยเหลือเพื่อเพิ่ม ผลผลิตของยางพารา ถ้ามีจํานวนน้อย นั่นหมายความว่าสัดส่วนที่เกษตรกรก็จะได้น้อยไป ด้วย เงิน ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นใครจะรับผิดชอบครับ ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าเงินก้อนนี้เป็น เงินที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของเกษตรกร ไม่ใช่เงินของรัฐบาล เขาใช้วิธีการที่จะเอาเงิน ก้อนนี้กลับมาสู่เกษตรกร แต่รัฐบาลนี้กําลังเอาเงินก้อนนี้กลับมาเป็นเครื่องมือในการแก้ไข ปัญหาความล้มเหลวในนโยบายของตัวเอง ถูกหรือครับ นี่เรื่องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ พูดถึงนโยบายชดเชยอุดหนุนเกษตรกรเพื่อปัจจัยการผลิตบอกว่า จะชดเชยไร่ละ ๑,๒๖๐ บาท ขยับจาก ๑๐ ไร่ เล่นท่าเล่นทางสุดท้ายก็ขึ้นให้เป็น ๒๕ ไร่ ไม่ได้ต่างอะไรกันหรอกครับ ท่านก็หารแบ่งมาบอกว่าเกษตรกรจะได้เสมือนหนึ่งว่า ขายยางพาราได้เพิ่มขึ้นกิโลกรัมละ ๖ บาท แต่ได้เงินก้อนไปก่อน ผมมาหารแบ่งเฉลี่ยดูแล้ว ครับท่านประธาน วันนี้เกษตรกรต้องการราคายางพารากิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท วันนี้ราคา ยางพาราในตลาด ๗๘ บาท ตามที่ท่านรัฐมนตรีอ้างเมื่อสักครู่นี้ ๗๘ บาท บวก ๖ เป็นเท่าไร เกษตรกรจะได้ ๘๔ บาท แต่เกษตรกรเขาเรียกร้อง ๑๐๐ บาท เขาถึงจะอยู่ได้ เงินชดเชย อุดหนุนเกษตรกรถ้าให้หารเฉลี่ยมาเป็นต่อกิโลกรัมต้องกิโลกรัมละ ๒๒ บาทถึงจะเพียงพอ กับความต้องการ ถึงจะเหมาะสมตามข้อเรียกร้องของพี่น้องเกษตรกร ขณะเดียวกัน เงินชดเชยเหล่านี้ก็ยังมีเงื่อนไขอีกเยอะแยะ เรื่องความเป็นเจ้าของสวน เรื่องของ การมีเอกสารสิทธิ์และยังไปให้เฉพาะกับเจ้าของสวนยาง ขณะที่คนกรีดยางหรือคนที่ เป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการผลิตยางของชาวสวนยางในภาคใต้แต่ละรายเขาไม่มีสิทธิได้เงิน ก้อนนี้ไปด้วย นั่นเรื่องที่สอง
เรื่องที่ ๓ ท่านอดีตรัฐมนตรีอ้างความสําเร็จในการรับซื้อยางพารานําราคา ใช้เงินไป ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ในความเห็นของผมแล้วนั่นไม่ใช่ความสําเร็จหรอกครับ เป็นความล้มเหลวอีกต่างหาก ท่านภูมิใจมากบอกว่าราคายางพาราเวลานั้น ๘๐ บาท ซื้อนํา ราคาไปกิโลกรัมละ ๑๐๐ บาท ซื้อนําราคา ๒๐ บาท ไม่เคยมีรัฐบาลไหนจะทํา รัฐบาลไหน เขาไม่ทําหรอกครับ สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เขาไม่ทําเพราะว่าราคายางพารามันขึ้นโดยการ บริหารจัดการที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่เงินการซื้อนําด้วยกิโลกรัมละ ๒๐ บาท ไม่มีใคร เขาทําหรอก ๘๐ บาท ถ้าท่านซื้อนํา ๘๕ บาท ราคามันก็จะค่อย ๆ ขึ้นมา ต่อมาท่านอาจจะ ขึ้นมาเป็น ๘๘ บาท เป็น ๙๒ บาท เป็น ๙๗ บาท ทําแบบนี้ต่างหากเล่าที่ทําให้ช่วย กระตุ้นราคา และความสําเร็จของท่านอยู่ไหนครับ วันนี้มียางกองอยู่ในสต็อก ๒๐๐,๐๐๐ ตัน คนได้ประโยชน์ก็คือไม่ถึงมือเกษตรกรรายย่อยเลย มีโรงรมควันยางพารา มีแต่สหกรณ์ มีแต่พ่อค้ารับซื้อยางพาราทั้งสิ้นและก็ไม่รู้ว่าเงินก้อนนี้หายหกตกหล่นไปอยู่ตรงไหนบ้าง
เรื่องต่อมาเมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกได้หยิบยกขึ้นมาบอกว่าถ้าราคายางพารา สูงแล้วมันจะทําให้ล้อรถยนต์แพงขึ้น และอาจจะทําให้ผู้ประกอบการผลิตยางล้อยางรถยนต์ เขาจะไม่ใช้ยางพาราในการผลิตล้อยางรถยนต์ อาจจะไปใช้ยางสงเคราะห์กันหมด ไม่จริงครับ คนพูดนี่ไม่รู้ ผมมีตัวเลขที่จะนําเรียนกับท่านประธาน ยางรถยนต์ทุกขนาดทุกประเภท มีส่วนผสมของยางพาราทั้งสิ้น ยกตัวอย่างนะครับ ยางที่จะใช้กับรถปิกอัพหน้ายาง ๑๙๕/๑๔ น้ําหนักประมาณ ๑๐ กิโลกรัม จะใช้ยางพาราธรรมชาติ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๒ กิโลกรัม ยางรถเก๋งที่เราใช้กันอยู่นี้หน้ายาง ๒๐๕ /๑๕ ๑๕ นี่น้ําหนักประมาณ ๗ กิโลกรัม ใช้ยางพาราธรรมชาติ ๑.๔ กิโลกรัม ยางรถบรรทุกขนาด ๑,๐๐๐/๒๐ น้ําหนัก ประมาณ ๕๐ กิโลกรัม ใช้ยางพาราธรรมชาติ ๔๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๒๐ กิโลกรัม นี่เป็นสัดส่วนของส่วนประกอบของยางล้อรถยนต์ มันไม่ผิดไปจากนี้หรอกครับ ถามว่า ถ้าราคายางพาราขึ้นจะเป็นอย่างไร ราคายางพาราเวลานี้ ๘๐ บาท ตัวเลขกลม ๆ ๘๐ บาท ต่อกิโลกรัม มันทําให้ราคายางรถปิกอัพประมาณ ๒,๙๕๐ บาทต่อล้อ ยางรถเก๋งประมาณ ๓,๖๒๐ บาท ยางรถบรรทุกประมาณ ๘,๔๐๐ บาท ถ้ายางขึ้นราคาไปเป็น ๑๒๐ บาทตามที่เกษตรกร เรียกร้องสูงสุด นั่นหมายความว่าราคายางจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันไปอีกประมาณ ๔๐ บาท ราคายางรถปิกอัพและยางรถเก๋งราคาจะเพิ่มขึ้นเพียง ๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ถ้าเป็น ยางพาราที่ราคาขึ้นประมาณ ๑๐๐ บาทต่อกิโลกรัมตามที่ชาวสวนเกษตรกรเรียกร้องเวลานี้ นะครับ ราคาก็จะเพิ่มขึ้นไปประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ หมายถึงว่าขึ้นไป ๒๕ เปอร์เซ็นต์จาก ราคายางปัจจุบันนี้นะครับ ยางรถยนต์ก็จะมีต้นทุนเพิ่มเพียง ๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ซึ่งถือว่า ไม่กระทบกระเทือน นี่คือเรื่องที่ผมจะนําเรียนกับท่านประธาน กระผมขออนุญาตกับ ท่านประธานสักเล็กน้อยนะครับ ผมไม่ค่อยได้ใช้เวลากับสภาแห่งนี้มาหลายวันแล้วนะครับ ก็ขออนุญาตที่จะนําเรียนกับท่านประธานถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ราคายางพาราเวลานี้ เป็นปัญหาของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะพี่น้องภาคใต้หรือพี่น้องที่ปลูกยางเท่านั้น วันนี้ เรามีพื้นที่ปลูกยางประมาณ ๖๕ จังหวัด ๑๗ ล้านไร่ เราเป็นประเทศที่ส่งออกรายใหญ่ ขณะที่ใช้ยางประมาณ ๑๐ ล้านตัน เราส่งออกไปประมาณเกือบ ๓ ล้านตัน มาดูราคา ท่านประธาน ผมต้องการจะเอาตัวเลขที่ชัดเจนให้ท่านประธานได้เห็นว่าราคายางพารา มันขึ้นมาอย่างไรและต้องบริหารจัดการอย่างไร มีคนพูดถึงว่าราคายางแผ่นดิบชั้น ๓ ตลาดกลางยางสงขลาเป็นตัววัดดัชนีของราคาแล้วก็เทียบกันระหว่างรัฐบาล ทําไมต้องเทียบ ระหว่างรัฐบาล รัฐบาลที่แล้วรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้เข้ามาบริหารจัดการจนกระทั่งยางพารา มีเสถียรภาพแล้วก็ขึ้นลงอย่างมีเหตุมีผล วันที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศ ตัวเลข ราคายางแผ่นดิบชั้น ๓ ที่ตลาดกลางยางพาราที่สงขลา เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ วันนั้น ราคายางพารากิโลกรัมละ ๓๕.๗๗ บาทเท่านั้น และด้วยการบริหารจัดการที่ถูกต้อง ก็สามารถทําให้ราคายางพาราขึ้นสูงสุดเมื่อวันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ราคากิโลกรัมละ ๑๘๓.๖๔ บาท ราคาสุดท้ายในวันที่รัฐบาลอภิสิทธิ์พ้นตําแหน่งมาคือวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๕๔ ราคายางพารากิโลกรัมละ ๑๓๐ บาทครับ มาเทียบดูกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เข้ามา สิงหาคม ๒๕๕๔ ต้นเดือน ๕ สิงหาคม ราคาผันผวนไปที่ ๑๒๗.๕๐ บาท ราคาสูงสุดของ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็คือวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ ราคา ๑๓๐.๑๙ บาท และเมื่อไม่มีการ บริหารจัดการใด ๆ เลย ราคาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๔ ราคาก็ลดต่ําลงเรื่อย ๆ และ ต่ํากว่า ๑๐๐ บาทต่อกิโลกรัมตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา กลางเดือนมกราคม ๒๕๕๕ ราคายางพารารัฐบาลยิ่งลักษณ์กระเตื้องกลับไปเกิน ๑๐๐ บาทอีกครั้งหนึ่ง แต่ท่านประธานครับ ตั้งแต่วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๕ ราคาต่ํากว่า ๑๐๐ บาทตลอดมาแล้วก็ดิ่งลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งบัดนี้ ๑ ปีกับ ๑ เดือนแล้วที่ราคาไม่เคยเห็นถึง ๙๐ บาท ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือสภาพความเป็นจริง ปัญหานี้ก่อให้เกิดความอึดอัดคับข้องใจกับพี่น้องเกษตรกร ที่มีอาชีพทําสวนยางพารา รายได้เขามาจากการกรีดยางครับ ไม่มีรายได้จากยางพารา เขาก็ไม่มีรายได้จากที่อื่น ความทุกข์ยากเดือดร้อนมันสะสมมามากเข้า ๆ ก็ต้องมีการชุมนุม ประท้วงกัน เหตุการณ์ชุมนุมประท้วงแท้จริงแล้วไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม หรือปิดถนนกัน ๒๓ สิงหาคม หรอกครับ ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๕๕ ก็ชุมนุมกันที่จังหวัดสงขลา ที่อําเภอรัตภูมิ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๕๕ จังหวัดตรังก็มีการชุมนุมเรียกร้อง ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๕ จังหวัดสงขลา จังหวัดตราด จังหวัดจันทบุรี ก็ชุมนุมเรียกร้อง เรียกร้องไปแล้ว ยื่นข้อ เรียกร้องไปแล้ว ไม่มีคําตอบกลับมาจากรัฐบาล และไม่มีแนวทางในการบริหารจัดการ ที่เป็นอนาคต เป็นความหวังให้กับพี่น้องเกษตรกรเลย การชุมนุมที่สี่แยกควนหนองหงษ์ วันที่ ๒ สิงหาคม ก็เป็นสัญญาณเตือนกับรัฐบาลแล้วว่าเขาเดือดร้อนจริง ๆ และมีข้อเสนอที่เป็น รูปธรรมเป็นข้อ ๆ ผู้ว่าราชการจังหวัดก็มารับข้อเสนอไปแล้วมาให้รัฐบาล การชุมนุมก็สลายลง เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ดําเนินการต่อ ปล่อยเรื่อยมาจนกระทั่ง ๒๓ สิงหาคม เมื่อเขามาทวงคําตอบจากรัฐบาล สิ่งที่รัฐบาลจัดให้ก็คือการใช้กําลังเข้าปฏิบัติการกดดัน ผลักดันเขาจนกระทั่งกระทบกระทั่งกัน ผมไม่อยากจะเล่า ไม่อยากจะรื้อฟื้นถึงเหตุการณ์การ ชุมนุมในวันนั้น อยากจะนําเรียนกับท่านประธานว่าลําพังผู้ว่าราชการจังหวัด ลําพังผู้บังคับ การตํารวจภูธรจังหวัดเขาไม่มีอํานาจ ไม่มีศักยภาพพอที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องเกษตรกร ได้หรอกครับ เป็นอํานาจหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลโดยแท้ แต่น่าเสียดายครับ ท่านกลับผลักภาระไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ให้กับผู้บังคับการจังหวัด ก็เกิดการปะทะกัน เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน และเมื่อท่านจะส่งคนลงไป เจรจาท่านก็ส่งเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไป ซึ่งไม่มีอํานาจตัดสินใจ ส่งฝ่ายการเมืองไปก็ไม่มีอํานาจตัดสินใจ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นครับ การชุมนุมก็ถูกยกระดับ ขึ้นมาจนกระทั่งมีการปิดถนนรถไฟ ท่านประธานที่เคารพครับ ถามว่าการชุมนุมปิดถนนนั้น สามารถทําได้ไหมครับ แน่นอนละมันขัดต่อกฎหมาย แต่การชุมนุมของพี่น้องเกษตรกร เพื่อสะท้อนความเดือดร้อนนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเกษตรกร ของปวงชนชาวไทย ที่จะสามารถแสดงออกในนานาอารยประเทศ การชุมนุมปิดถนนเกิดขึ้นได้เพราะการปิดถนน เป็นเรื่องชั่วคราว ไม่ใช่เรื่องถาวร เป็นส่วนหนึ่งของการใช้ปฏิบัติการกดดันเพื่อให้รัฐบาล หันมาสนใจ เพียงแต่ประเทศของเรายังไม่ใจกว้างพอที่จะยอมรับในเรื่องนี้ และรัฐบาลนี้ ก็ยังละเลยที่จะไม่ทํากฎหมาย พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะที่สมัยรัฐบาลที่แล้วได้ทํา เกือบสําเร็จแล้ว แต่รัฐบาลนี้ไม่สานต่อ ก็ทําให้เกิดปัญหาการชุมนุมของพี่น้องประชาชน ต้องถูกดําเนินคดีทุกกรณีไป และครั้งนี้ก็เช่นกันแล้วก็จะนําไปสู่ความขัดแย้งในระยะยาว มากขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับวันนี้ความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรเป็นผลมาจาก การที่ไม่รับผิดชอบ ไม่สนใจใยดีของรัฐบาลโดยแท้จริง รัฐบาลเป็นคนกระตุ้นให้มีการ ปลูกยาง ปลูกปาล์ม แต่ว่าไม่มีแผนการในการบริหารที่ถูกต้อง ที่เหมาะสม ปล่อยให้พี่น้อง เกษตรกรอยู่ตามยถากรรม กลับไปดูแลเฉพาะเรื่องเฉพาะราว และด้วยท่าทีที่รัฐบาล ไม่สนใจใยดี ไม่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่สาเหตุ ก็คือเรื่องของราคา เรื่องของความเดือดร้อน แต่มุ่งเน้นเพียงแต่ว่าทําอย่างไรให้พี่น้องเกษตรกรยุติการชุมนุม ทําอย่างไรให้เขาสลาย การชุมนุมเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นวิธีคิดในการแก้ปัญหาแบบนี้มันทําให้ไม่ลึกลงไปถึงสาเหตุ ปัญหาเหล่านี้จะยังยืดเยื้ออยู่ต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธาน ก็คือว่า ในระหว่างการชุมนุมของพี่น้องเกษตรกรนั้นมีปฏิบัติการที่น่าเกลียดของรัฐบาล เกิดขึ้น รัฐบาลทําอย่างไรครับ ปฏิบัติการนั้นผมเรียกว่าเป็นการปฏิบัติการแย่งชิงมวลชนด้วย การโฆษณาชวนเชื่อ ทําเป็นลําดับเลยนะครับ ในวันที่เราอภิปรายกันในสภาผู้แทนราษฎรวันที่มีการชุมนุมวันแรกนะครับ มีการใช้สื่อของ รัฐเสนอข่าวด้านเดียว พูดถึงปัญหาการชุมนุมที่สี่แยกควนหนองหงษ์ว่ามีผลกระทบกับ โรงพยาบาล กับโรงเรียน กับคนสัญจรไปมา สารพัดในทางร้าย แต่ในสภาพความเป็นจริงผม ไม่แน่ใจว่าตัวแทนของรัฐบาลได้ลงไปดูในพื้นที่จริง ๆ หรือไม่ โรงพยาบาลเดือดร้อนขนาดนั้น จริงหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลชะอวดซึ่งอยู่ในอําเภอที่มีการชุมนุม มีการใช้ สื่อมวลชนประโคมข่าวในวันนั้นว่า ผู้ป่วยโรงพยาบาลแห่งนี้อย่างน้อย ๔ รายกําลังเดือดร้อน ไปส่งต่อโรงพยาบาลมหาราชไม่ได้ ท่านประธานครับ โรงพยาบาลชะอวดเจ้าหน้าที่เขายัง บอกเองเลย เมื่อมีสื่อที่เขามีความเป็นกลางไปนําเสนอข่าวอีกด้านหนึ่ง เขาบอกว่าไม่ต้องไป ส่งโรงพยาบาลมหาราชหรอกครับ ไปส่งโรงพยาบาลมหาราชใช้เวลาเดินทางระยะทาง ๖๕ กิโลเมตร แต่ไปส่งที่โรงพยาบาลพัทลุงระยะเพียง ๔๐ กิโลเมตรเท่านั้น นี่เป็นตัวอย่าง เล็ก ๆ และไปถามพี่น้องประชาชนชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณนั้นไม่มีใครได้รับความเดือดร้อน อาจจะได้รับความไม่สะดวก เขาก็รู้ว่านี่เป็นความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรซึ่งสําคัญกว่า มีเส้นทางลัดเลาะ มีเส้นทางเลี่ยงมากมาย และผู้ชุมนุมที่ดูแลเรื่องการดูแลเส้นทางเขาก็บอก ทางให้พี่น้องที่เดินทางได้ มีคนพูดกันว่าคนที่ปิดถนนไม่ใช่เกษตรกรหรอกครับ เป็นตํารวจ ต่างหาก ตํารวจไปกั้นไว้เลยว่าอย่าเข้าเส้นทางตรงนี้เพราะมีการชุมนุม แต่รถที่ผ่านไปผ่านมา เช่น รถโดยสาร รถตู้ รถรับส่งนักเรียน รถโรงพยาบาล ผ่านเข้าออกบริเวณนั้นได้โดยสะดวก ไม่มีความเดือดร้อน นี่เป็นความจริงอีกด้านหนึ่งซึ่งผมคิดว่าการใช้สื่อของรัฐเข้าไปเสนอข่าว เพียงด้านเดียวนั้นเป็นอันตราย สําคัญที่สุดครับ มีการใช้กลไกของรัฐ เช่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปแยกสลายการต่อสู้ของพี่น้องประชาชนซึ่งไม่ควรจะทํา ผู้ชุมนุมเป็นคนในพื้นที่แถวนั้นละครับ พยายามพูดพยายามบอกเหลือเกินว่าไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่มาสร้างความเดือดร้อนในพื้นที่ บ้านผมอยู่แถวนั้นครับ อยู่ในพื้นที่นั้น รู้ว่าใครไปชุมนุม ก็พี่น้องประชาชนในแถวบ้านที่เขา เดือดร้อน เพื่อนบ้านก็เห็นกันอยู่ เขาไปชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่คนข้างนอก และไป ทําให้เขาขัดแย้งกับกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเขาต้องสัมพันธ์กันไปตลอดชีวิตครับ ทําแบบนั้น ทําไม แล้วโหมบอกว่าเป็นม็อบการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พวกเรา ส.ส. ภาคใต้ ๓๐ กว่าคนลงไปแถลงข่าวข้างล่าง ยืนยันว่าการชุมนุมของพี่น้องเกษตรกรเป็น การดําเนินการโดยอิสระของพี่น้องเกษตรกร พวกเราเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เป็น ส.ส. ในพื้นที่ มีหน้าที่คือการแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องเกษตรกรผู้เดือดร้อนเหล่านั้น เราจะไม่ดู ดําดูดีไม่ได้ คําแถลงของเรามีความชัดเจนว่าไม่ได้อยู่เบื้องหลัง ไม่ได้มี นาย ส ไม่ได้มี นาย ถ นาย น อะไรทั้งสิ้น แสดงออกอย่างเปิดเผยว่าห่วงใยกับการชุมนุมของพี่น้อง เกษตรกร แต่ข้อเรียกร้องของเราในวันนั้นก็คือว่าขอให้นายกรัฐมนตรีลงมารับผิดชอบ มาสนใจกับปัญหาของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางพาราต่างหาก นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรทํา และตอกย้ําด้วยว่าท่านจะต้องไม่ใช้ความรุนแรงกับพี่น้องเกษตรกรไม่ว่าด้วยรูปแบบใด ๆ เพราะความรุนแรงนั้นรังแต่จะทําให้เกิดบาดแผลที่ยืดเยื้อยาวนานและการดํารงอยู่ต่อไป จะไม่สงบสุขกัน ท่านประธานครับ ในพื้นที่ชุมนุมที่จังหวัดนครศรีธรรมราชในอดีตเคยเป็น พื้นที่สีแดง เคยเป็นเขตปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อหลังเหตุการณ์ วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นเขตพื้นที่ที่พี่น้องประชาชนมีความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และลุกขึ้นมาต่อสู้กับอํานาจรัฐอย่างรุนแรงมาแล้ว เราสูญเสีย เราพบกับความไม่เป็นธรรมมากมายมาอยู่แล้ว แต่ในหัวใจของพี่น้องที่นั่นเขาต่อสู้นะครับ เพราะฉะนั้นอย่าใช้ความรุนแรงกับคนที่นั่น เพราะผลสะท้อนกลับมามันจะรุนแรงหนักกว่า หลายเท่า นี่คือสิ่งที่จะบอกกับรัฐบาลและผู้ที่มีหน้าที่ในการดูแลแก้ไขปัญหานี้ ผมมีความ คาดหวังนะครับว่ารัฐบาลจะคลี่คลายปัญหานี้ได้โดยเร็วและสามารถที่จะประสานจุดยืนของ รัฐบาลและข้อเรียกร้องของเกษตรกรให้เดินไปด้วยกันได้ นี่เป็นความปรารถนาดีที่พวกเรา อยากเห็นครับ ขอบคุณครับท่านประธาน