สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๖

พุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ หารือเรื่องการลดภาษีสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการภาคอุตสาหกรรมและการใช้จ่ายงบประมาณในการชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย

นายพุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ กรุงเทพมหานคร

ท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ พุฒิพงษ์ ปุณณกันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ เรียนท่านประธานครับ ผมได้สงวนคําแปรญัตติของผมไว้ในมาตรา ๒๔ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมได้ปรับลดไว้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องฝากเรียนท่านประธาน ไปถึงท่านกรรมาธิการนะครับว่า ผมก็พยายามไปดูนะครับว่าในส่วนของกระทรวง อุตสาหกรรมนั้นท่านได้ซักถามแล้วก็ลงรายละเอียดในรายละเอียดมากน้อยแค่ไหน แต่เดี๋ยว ผมจะขออนุญาตใช้เวลาจากนี้ผ่านท่านประธานไปถึงท่านกรรมาธิการครับว่าความสําคัญ ที่มันเกิดขึ้นในกระทรวงอุตสาหกรรมแล้วท่านได้ละเลย รวมไปถึงการยื่นของบประมาณ ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ๒ ปีที่ผ่านมาว่าได้ทําอะไร ให้กับภาคอุตสาหกรรมมากน้อยแค่ไหน ผมเข้าใจดีว่านี่เป็นการอภิปรายงบประมาณ ในวาระที่สอง แต่มันจะสะท้อนให้เห็นครับ เพราะจะเห็นว่าตัวงบประมาณและเม็ดเงิน ที่ได้ขอมาจากรัฐบาลมันไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบันเลย

เรื่องแรกครับท่านประธาน เข้าไปดูในส่วนของกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งผมเชื่อว่าสมาชิกทุกท่านที่อยู่ในสภาแห่งนี้มาจากหลากหลายจังหวัด แล้วก็เกือบ ทุกจังหวัดครับ ต้องใช้คําว่า ทุกจังหวัด ก็มีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ในทุกจังหวัด ฉะนั้น ผมจําเป็นจริง ๆ ที่จะต้องเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ รวมถึงพี่น้องประชาชน ที่อยู่ทางบ้านว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นวันนี้มันเกิดอะไรขึ้น

เรื่องแรกครับ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปฏิเสธไม่ได้ว่ากรมโรงงาน ก็เป็นส่วนหนึ่งในการให้ใบอนุญาตโรงงานต่าง ๆ ในทุก ๆ จังหวัด ทุก ๆ พื้นที่ทั่วประเทศไทย แต่ท่านประธานทราบไหมครับว่างบประมาณที่ขอเข้ามาประมาณ ๖๐๐ กว่าล้านบาท ในส่วนของกรมโรงงานอุตสาหกรรมนั้น แทบไม่มีส่วนไหนเลยที่ลงไปดูความเดือดร้อน ของพี่น้องประชาชนที่เขามีหมู่บ้านอยู่ติดกับโรงงาน โรงงานมาสร้างอยู่ข้าง ๆ ความเดือดร้อนที่เกิดจากปัญหาต่าง ๆ มลพิษ มลภาวะ ขยะอุตสาหกรรม ขยะที่เกี่ยวกับ ขยะอันตรายต่าง ๆ น้อยมาก ผมก็ไม่แน่ใจว่าแนวคิดของทางผู้บริหาร รวมไปถึงกรรมาธิการ ที่ได้สอบถามนี้ได้ไปขนาดไหน แต่ผมเรียนครับเมื่อลงไปดูในตัวเลข ดูในโครงการต่าง ๆ แล้ว น่าเสียใจเป็นอย่างมาก และผมเรียนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนในห้องนี้ครับ ผมเชื่อว่าต้องกลับไปตอบคําถามกับพี่น้องประชาชนในทุก ๆ จังหวัด ทุก ๆ อําเภอว่า จะเอาอย่างไรกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ลองไปเปิดดูสิครับในรายละเอียดที่ทางกระทรวงได้ขอมา มีแต่การอบรมสัมมนา ทําความเข้าใจกับภาคอุตสาหกรรม แต่ไม่มีเลยแม้แต่โครงการเดียวที่เป็นโครงการที่เกี่ยวข้อง ต่อเนื่องเข้าไปเยียวยา เข้าไปดูแลพี่น้องประชาชนที่อยู่ใกล้โรงงานอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ สารพิษต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่ผมต้องมาถามครับว่าท่านได้มองในมิติด้านอื่น ๆ ของกรมโรงงานอุตสาหกรรมบ้างหรือไม่ ผมขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งซึ่งจะทําให้เห็นครับว่า การบริหารจัดการของรัฐบาลชุดนี้มีปัญหาภายใต้การบริหารในเรื่องของภาคอุตสาหกรรม เมื่อประมาณ ๓ ปีกว่าที่แล้ว สมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้มีกลุ่มที่เราเรียกว่าเอ็นจีโอ (NGO) หรือท่านที่อาจจะมีความสนใจและเป็นห่วงเป็นใยในเรื่องของกลุ่มพี่น้องประชาชน ในบริเวณจังหวัดระยอง บริเวณมาบตาพุด ได้ไปทําหนังสือร้องเรียนศาลปกครองให้ช่วย เข้ามาดูแลมลภาวะในส่วนของบริเวณมาบตาพุดซึ่งก็เป็นนิคมอุตสาหกรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ ท่านประธานทราบไหมครับว่าในขณะนั้น ผมจําได้ว่าทุกคนตื่นตระหนกตกใจไปหมด เพราะว่าเมื่อศาลปกครองมีคําสั่งคุ้มครอง โรงงานเกือบ ๗๑ โรงงานต้องหยุดดําเนินการ ในขณะนั้น เพราะเนื่องจากว่าเห็นแล้วว่ามันมีความเดือดร้อนและกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตามรัฐธรรมนูญที่เรากําลังจะแก้กันนี่ละครับ มาตรา ๖๗ วรรคสอง แล้ว ณ ขณะนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ซึ่งตอนนั้นท่านก็ให้ความสําคัญมาก ก็ตั้งรองนายกรัฐมนตรี แล้วก็คณะทํางานลงไปในพื้นที่มาบตาพุดเพื่อไปแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน แล้วก็ให้ งบประมาณเป็นงบกลางและงบอื่น ๆ ที่สนับสนุนได้ ลงไปอย่างเต็มกําลัง แต่เป็นที่น่าเสียใจ เหลือเกินว่าหลังจากที่เปลี่ยนรัฐบาลมาเป็นรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อเรื่องสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ไม่มีเลยครับ งบประมาณตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้ไม่มีอะไรเลยที่ลงไปถึงพี่น้องประชาชนซึ่งอยู่ในบริเวณ พื้นที่มาบตาพุด และผมเรียนยืนยันอีกอย่างหนึ่งว่าศาลปกครองขณะนั้นชัดเจนนะครับ ได้ประกาศพื้นที่มาบตาพุดให้เป็นเขตควบคุมมลพิษ แล้วโรงงานทั้งหมดก็ต้องกลับมาเข้าระบบ ในการผ่านกระบวนการทางสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ๒ ปีกว่าผ่านไป ดูจากงบประมาณ ไม่มีแม้แต่บาทเดียวที่ลงไปให้กับพี่น้องประชาชนที่อยู่ในละแวกนั้นเลย มีแต่โครงการ ที่จะเอาไปสนับสนุน โครงการทําประชาสัมพันธ์ โครงการเรียกนักอุตสาหกรรมทั้งหลาย มาสัมมนา ผมถามว่านี่ก็คือแนวทางที่จะเดินไปในภาคอุตสาหกรรมในวันนี้และอนาคตหรือครับ แล้วลูกหลานเราจะอยู่กับมลพิษกับมลภาวะแบบนี้โดยที่ท่านไม่บริหารจัดการ จะเอาแบบนี้ หรือครับ แล้วเห็นข่าวไม่เว้นแต่ละวันที่มีการทิ้งขยะอุตสาหกรรม เอาไปทิ้งไว้ตามที่ต่าง ๆ หลายจังหวัด ผมเชื่อผมไม่แน่ใจจังหวัดท่านประธานจะมีหรือเปล่า เอาไปแอบทิ้งตามที่ว่าง ที่รกร้าง สารเคมีบ้าง ขยะอันตรายบ้าง ไหนล่ะครับงบประมาณที่เราจะไปดูแลในส่วนของ สิ่งที่เกิดขึ้น ผมถึงอยากจะเรียนท่านประธานไปถึงกรรมาธิการว่าดูเหมือนไม่สําคัญนะครับ มองเผิน ๆ อาจจะเห็นว่าก็เป็นแค่กรมโรงงานอุตสาหกรรมมีหน้าที่อนุมัติ อนุญาตในการสร้างโรงงานต่าง ๆ กระทรวงอุตสาหกรรมก็เห็นพูดกันดีว่าภาคอุตสาหกรรมกําลังเฟื่องฟูหลังจากน้ําท่วม นี่คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ๆ และถูกละเลยจากรัฐบาลชุดนี้ครับ ที่ผมกล้าพูดอย่างนี้เพราะผม สะท้อนมาจากโครงการและงบประมาณที่เขาได้ยื่นขอเข้ามา ผมจําเป็นเหลือเกินที่จะต้อง อธิบายและพยายามทําความเข้าใจให้พี่น้องประชาชนที่เขาเป็นเจ้าของภาษี เจ้าของเงิน ให้เห็นว่าเขาจะต้องอยู่กับมลภาวะ มลพิษ ของภาคอุตสาหกรรมอย่างนี้ต่อไปถ้าไม่มีการ บริหารจัดการ และผมเชื่อว่ามันเดือดร้อนไปทั่วทุกจังหวัดครับ

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาผมมีอีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ผมขออนุญาต ท่านประธานไล่ลงไปที่กระทรวงอุตสาหกรรมในส่วนของสํานักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุนหรือบีโอไอ (BOI) ผมเรียนว่าเป็นที่น่าตกใจแล้วก็แปลกใจอีกเล็กน้อยนะครับว่า จริง ๆ ผมก็มีความคุ้นเคยหน่วยงานนี้นะครับ หน้าที่ของเขาก็คือว่าไปชักจูงนักลงทุนจาก ต่างประเทศให้มาลงทุนในประเทศไทยหลังจากวิกฤติน้ําท่วมเมื่อปี ๒๕๕๔ พวกเรากังวลมาก เพราะว่านิคมอุตสาหกรรมที่บอกว่าเอาอยู่ก็เอาไม่อยู่แล้วก็ท่วมหมด เราก็มีความกังวลว่าคน ที่เขามาลงทุนภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทยก็จะเดือดร้อนกันหมด แล้วเขาก็จะย้ายฐาน การลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้าน แต่ผมจําได้ครับว่าหลังจากนั้นไม่นานแม้กระทั่งต้นปีนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบก็บอกว่าไม่มีปัญหา เพราะว่า นักลงทุนให้ความเชื่อมั่นแล้วก็จะกลับมาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง การทํางาน ในส่วนของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอนั้นผมเรียนท่านประธานว่า แบ่งเป็น ๓ หลักใหญ่ ๆ เท่านั้นเองครับ หลักที่ ๑ คือ เชิญชวนนักลงทุนให้เขามาลงทุน ในประเทศไทยอันนั้นคือส่วนที่ ๑ ส่วนที่ ๒ ก็คือพยายามเชิญชวนให้นักลงทุนของคนไทย ที่แข็งแรงแล้วขยายออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ที่เราจะเข้าสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และส่วนที่ ๓ ก็คือมาส่งเสริมคนไทยที่อยู่ในภูมิภาคก็คือ ในต่างจังหวัด ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสานให้แข็งแรงเพื่อจะพร้อมรับกับการเข้ามาสู่ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ท่านประธานทราบไหมครับว่าในส่วนของการชักจูงการลงทุน จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย ในงบประมาณในครั้งนี้ขอไว้ ๑๑๘ ล้านบาท เฉพาะค่าเดินทางแล้วก็ไปจัดนิทรรศการหรือว่าการชักจูงที่เราเรียกว่าโรดโชว์ (Roadshow) ๑๑๘ ล้านบาท การลงทุนในส่วนที่จะเชิญให้นักลงทุนไทยที่มีศักยภาพไปลงทุน ในต่างประเทศ ซึ่งก็เป็นโอกาสที่ดีเพราะเรากําลังบอกว่าเรากําลังจะเป็นเออีซี ผมก็ไม่แน่ใจ ว่าทําไมหลุดสายตาท่านกรรมาธิการไปได้อย่างไร ท่านตั้งงบประมาณเอาไว้ให้เขา ๔.๕ ล้านบาทครับ ๔.๕ ล้านบาท คนไทยที่ไหนจะช่วยใครให้เขาไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านได้ นี่คือหลักความเป็นจริง เห็นตัวเลขแค่นี้ก็ทราบแล้วว่าท่านละเลยและท่านไม่ได้มีความใส่ใจ ในเรื่องของการให้ความจริงจังกับภาคอุตสาหกรรมเลย กับในอีกส่วนหนึ่งก็คือ สร้างความเข้มแข็งของนักลงทุนไทยในประเทศไทย เพื่อคอยถ้าเกิดเออีซีเกิดขึ้น มีต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยจะได้แข็งแรงสู้เขาได้ ตั้งงบประมาณไว้ ๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไปเชิญชวนเขามา ๑๑๘ ล้านบาทนะครับ ภูมิภาคในพวกเรากันเอง ๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท สนับสนุนให้คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศในเออีซี ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท นี่คือรายละเอียดที่ผมได้มาจากกรรมาธิการนี่ละครับทีนี้ ผมไปดูในส่วนที่เป็น ๑๑๘ ล้านบาท ที่ไปชักจูงการลงทุนในต่างประเทศให้เขามาลงทุนในประเทศไทย สิ่งที่น่าตกใจเข้าไปอีกครับ ท่านประธาน ปกติเขาก็จะเลือกกลุ่มเป้าหมายของประเทศที่เขาจะไปจัดนิทรรศการ แล้วก็ไปเชิญชวนนักลงทุนให้มาลงทุนในประเทศไทย ปีหนึ่งไม่เกิน ๒๐-๓๐ ครั้ง เต็มที่ครับ คือไปเชิญชวน เชิญท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีไปให้ความมั่นใจในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐาน นโยบาย แนวทางของรัฐบาล ปีหนึ่งไม่เกิน ๒๐ ครั้ง ท่านทราบไหมครับว่า ปี ๒๕๕๗ ที่ขอเข้ามาครั้งนี้กี่ครั้ง ๑๑๐ ครั้งครับ จากปกติก็ประมาณ ๒๐ กว่าครั้ง ผมก็ไม่แน่ใจว่านี่เป็นอีกอันหนึ่งหรือเปล่าที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะต้องเดินทางไป ถึงได้ตั้งไว้บ่อยขนาดนี้ ประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ พวกเรามีปีหนึ่งมี ๓๖๕ วัน ถ้าเดินทางไป ๑๐๐ กว่าครั้ง ครั้งหนึ่งสัก ๕ วันนี้ผมว่ามันเกิน ๑ ปีครับ ผมก็ถึงไม่แน่ใจว่า กรรมาธิการท่านได้ถามหรือไม่ว่าการเฉลี่ยหรือความเป็นไปได้ของแนวทางการไปชักจูง การลงทุนนั้นมันสมเหตุสมผลหรือไม่ แล้วก็ที่อ้างกันเออีซี เออีซี นั้น เมื่อมาดูในงบประมาณ อันนี้แตกต่างกันลิบลับครับ คนไทยเชิญชวนเออีซี ๙,๕๐๐,๐๐๐ บาท ๔,๕๐๐,๐๐๐ บาท ไปเชิญชวนเขามาคณะผู้บริหารท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี รัฐมนตรีก็ดี อีก ๑๐๐ กว่าครั้ง ๑๑๘ ล้านบาท เฉพาะที่รับรองและไปทําโรดโชว์นะครับ ท่านกรรมาธิการต้องตอบครับว่า สัดส่วนตรงนี้มันเกิดอะไรขึ้น กับอีกเรื่องหนึ่งครับ ในส่วนนี้เหมือนกันครับ การที่ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่รับผิดชอบได้ออกมาว่า ไม่ต้องห่วง ตัวเลขการลงทุนของประเทศไทยมากขึ้นทุกปี มากขึ้นกว่าปีที่แล้วด้วย ผมเรียน ครับนั่นเป็นภาพลวงตาที่พวกเราเข้าใจได้ ตัวเลขการลงทุนมันก็เพิ่มขึ้นเป็นลําดับอยู่แล้ว โดยปกติครับ ท่านอย่าไปอ้างแต่ตัวเลขที่มันเพิ่มขึ้นครับ วันนี้ถ้าให้ดีท่านต้องถามว่า เพื่อนบ้านเขาเพิ่มขึ้นมากกว่าเราหรือไม่ ไม่ใช่บอกปีที่แล้ว ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปีนี้อีก ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็บอกนี่อย่างไรตัวเลขการลงทุนมันเพิ่มขึ้น ท่านต้องไปเทียบเคียงกับ เพื่อนบ้านครับ ว่าประเทศเพื่อนบ้านเขาเพิ่มอีกเป็นร้อยเท่า นั่นคือสาเหตุและเหตุผลที่ท่าน ต้องไปดูว่าตัวเลขการลงทุนมันเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ แต่ไม่ใช่บอกว่ามันเพิ่มขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว วันนี้เราบอกอย่างไรครับว่าเราจะกําลังขยายประเทศเพื่อไปสู้กับประเทศเพื่อนบ้านต้อนรับ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่ท่านไม่ไปดูเพื่อนบ้านเลยว่าเขาทําอะไรกัน นั่นคือเหตุผล แล้วก็แนวทางครับ นี่ผมแค่ยกตัวอย่างนะจริง ๆ มันมีอีกมากมายโครงการเป็นเล่มนะครับ แล้วก็เป็นโครงการที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแนวทางในการบริหารกระทรวงอุตสาหกรรมและ เป็นประโยชน์ในช่วงที่สถานการณ์แบบนี้เลย แต่เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาครับ ผมก็ พยายามยกตัวอย่างให้เห็นนะว่าการบริหารจัดการมันไม่ได้จริง ๆ แล้วท่านนายกรัฐมนตรี บริหารแบบนี้ภาคลงทุนแล้วมันก็จะผูกพันไปอีกถึงภาคครัวเรือนด้วยก็จะเดือดร้อน เพราะฉะนั้นผมถึงมีความจําเป็นเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องตัดลดงบประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ของกระทรวงอุตสาหกรรม ขอบคุณท่านประธานครับ