จุติ ไกรฤกษ์ หารือเรื่องการปรับลดเงินงบประมาณกระทรวงสาธารณสุข 1% และเรียกร้องให้ส่งเอกสารเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายการเดินทางของนายกรัฐมนตรี และยังตั้งคำถามถึงการบริหารงานของกระทรวงสาธารณสุข นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดสรรงบประมาณที่กระทรวงสาธารณสุข วิพากษ์วิจารณ์นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขที่เปลี่ยนไปจากการจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลของรัฐไปสู่การให้เงินสนับสนุนโรงพยาบาลเอกชน และหารือเรื่องการให้บริการทางการแพทย์ในชนบท โดยเรียกร้องการปรับเปลี่ยนนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้แพทย์และพยาบาลมีคุณภาพและครอบคลุมในชนบท นอกจากนี้ยังหารือเรื่องข้าวสารไทยที่ปนเปื้อนสารพิษ และเรียกร้องให้สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้อย่างรวดเร็ว
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้แปรญัตติปรับลดงบประมาณในส่วน ของกระทรวงสาธารณสุขไว้ ๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ สาเหตุที่ผมขอปรับลดนั้น ผมก็เรียนตรง ๆ ว่า วันนี้ก่อนผมจะเริ่มท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่ง ครึ่งนาที เอกสารกรรมาธิการที่ส่งให้กับวิปฝ่ายค้าน คําชี้แจงเกี่ยวกับงบประมาณค่าใช้จ่าย ในการเดินทางไปต่างประเทศชั่วคราวของท่านนายกรัฐมนตรี คือส่งมาให้ของสํานัก นายกรัฐมนตรีเท่านั้น มันมีในส่วนของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน คณะผู้แทนการค้าไทย ซึ่งใช้งบประมาณไปเตรียมงานก่อน ท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศด้วย ก็ขอความกรุณาว่าท่านช่วยกรุณาส่งให้ผม ด้วยนะครับ เพราะผมเชื่อมั่นว่าท่านวิทยานั้นเป็นคนที่รักษาสัจจะเป็นอันมาก นอกจากนั้นแล้ว ผมก็อยากจะกราบเรียนครับว่า ในจํานวนรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขที่มีมานี้นะครับ ผมจําชื่อได้อยู่คนเดียวคือท่านรัฐมนตรีวิทยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ถามว่าทําไม เพราะว่าตั้งแต่ท่านพ้นจากตําแหน่งแล้ว ผมรู้สึกว่าวันนี้คนจนไม่ค่อยมีที่ยืน สําหรับการบริการของกระทรวงสาธารณสุขเลย ถามว่าทําไมครับ ทําไมก็เพราะว่า วันนี้จากที่ท่านพยายามแก้ไขเรื่องปัญหาแพทย์ขาดแคลน พยาบาลขาดแคลน ๒ ปี ก็ยังแก้ไม่ตกนะครับ ใช้รัฐมนตรีเปลืองถึง ๓ ท่าน สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านวันนี้ก็คือว่า กระทรวงสาธารณสุขนั้นได้มีวิสัยทัศน์ แล้วก็มีพันธกิจที่ชัดเจนครับ สํานักงานปลัดกระทรวง สาธารณสุขแจ้งว่าพันธกิจหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขนั้นคือการพัฒนาระบบบริการ ทางการแพทย์และสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมาตรฐาน
พันธกิจอีกอันหนึ่งก็คือว่าพัฒนาระบบการจัดการความรู้ทางการแพทย์และ สาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพ สําคัญนะครับคือคนที่คุมหัวใจบริหารทั้งหมดนั้นคือสํานักงาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่าจะจัดองค์กรที่เป็นเลิศด้านการบริหารบริการและวิชาการ ทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานครอบคลุมและเป็นธรรมเพื่อคนไทยสุขภาพดี วันนี้ครับท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่างบประมาณแสนกว่าล้านบาท ที่กระทรวงสาธารณสุขรับไปนั้น วันนี้กระทรวงสาธารณสุขนั้น หลังจากท่านรัฐมนตรี วิทยาแล้ว ได้เปลี่ยนไปครับ เปลี่ยนไปอย่างมากครับ ท่านประธานครับ วันนี้มีนโยบายมา จัดการเรื่องของเมดิคัล ฮับ (Medical Hub) อย่างที่ท่านสมาชิกท่านพิมพ์ภัทราพูดนะครับ ว่าอยากได้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากคนมาใช้บริการทางแพทย์ในประเทศไทย ถามว่าดีไหมครับ ดีครับ นําเงินรายได้เข้าประเทศดีไหมครับ ดีครับ แต่นโยบายนี้ผมเรียน ท่านตรง ๆ ว่า พ่อแม่รังแกฉันครับ เป็นนโยบายที่ทําร้ายคนจนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งคนจนในชนบทครับ ถามว่าทําไมวันนี้ท่านผลักดันศูนย์บริการทางการแพทย์ใช้ งบประมาณพุ่งไปทางนั้น แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไรครับ คนที่ได้ประโยชน์คือโรงพยาบาล เอกชนในการให้บริการ มีคนต่างชาติมาใช้เยอะครับ มีเงินเข้าประเทศจริงครับ แต่วันนี้ แพทย์ท่านไม่พอครับ ท่านก็ต้องหาแพทย์มาเพิ่มเพื่อมารักษาคนไข้ในต่างประเทศครับ เมื่อรักษาคนไข้ในต่างประเทศแล้ว ท่านก็ต้องดึงแพทย์ที่มีอยู่ในราชการนี้ครับ ออกมาครับ เขาได้เงินเดือนสูง ๆ แล้ววันนี้นโยบายของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ได้เปลี่ยนไปจากที่ แพทย์ชนบทเคยทํางานด้วยความรักชนบท ทํางานด้วยมีความรู้สึกว่าเขาได้รับการดูแล อย่างเป็นธรรม วันนี้เขาขมขื่นครับ ขมขื่นที่วันนี้ทําดีแล้วไม่ดีมันก็เลยเกิดนึกถึงคําสุภาษิต ที่ว่า ทําดีได้ดีมีที่ไหน ทําชั่วแล้วได้ดีมีถมไป ผมไม่ได้พูดถึงผู้ให้บริการสาธารณสุขของ กระทรวงสาธารณสุขนะครับ ผมกําลังพูดว่าการจัดสรรงบประมาณนี้มุ่งไปตรงนี้สร้างปัญหา ในขณะเดียวกันท่านอยากได้เงินเยอะ ๆ เข้าประเทศ อยากได้ธุรกิจเยอะ ๆ เข้าประเทศ โรงพยาบาลเอกชนรวยครับ มีรายได้เพิ่มขึ้น มีเงินปันผลเพิ่มขึ้น แต่ผมถามท่านประธานครับ คนจนจะมีที่ยืนไหมครับ ถามว่าทําไมคนจนจะไม่มีที่ยืน ผมถามท่านประธานครับว่า โรงพยาบาลเอกชนเมื่อต้องขยายตึก ขยายสถานที่รับบริการทางการแพทย์จากชาวต่างชาติ ลูกค้ารวย ๆ มากขึ้น เอาแพทย์จากไหน พยาบาลจากไหน ก็ต้องเอาคนไทยนี่แหละครับ เพราะว่ามีใบประกอบโรคศิลป์เป็นคนไทย พยาบาลไทย เอาจากไหนครับ ก็ต้องเอาจาก โรงพยาบาลของรัฐครับเพราะโรงพยาบาลเอกชนทุกคนเขารักษาของตัวเองไว้ แล้วโรงพยาบาลของรัฐมาจากไหนครับ ในกรุงเทพมหานครนี่อย่างไรครับ วันนี้เราบอกว่า แพทย์เรานั้นในกรุงเทพมหานครไม่ขาดแคลน แต่ความเพียงพออัตราส่วนแพทย์ต่อคนไข้ ต่างจังหวัดยังแย่อยู่นะครับ ในภาคอีสาน ภาคเหนือผมยังแย่ครับ ภาคใต้ผมยังแย่ครับ คนไข้ยัง ๑๐,๐๐๐ คนต่อนายแพทย์ ๑ คนครับ แล้ววันนี้ท่านกําลังจะให้ธุรกิจนั้นให้เงินเดือนสูง ๆ ให้โบนัสสูง ๆ ให้สวัสดิการดี ๆ แล้วดึงแพทย์ออกมาจากโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลรัฐก็ต้องไปดึงแพทย์จากชนบท แพทย์จากจังหวัดก็ต้องเข้ากรุงเทพมหานคร แพทย์จากอําเภอก็ต้องเข้าตัวเมืองจังหวัด และผมถามว่าคนจนที่อยู่ในชนบทเขาจะไปพึ่งใคร วันนี้อัตราส่วนขาดแคลนมัน ๑๐,๐๐๐ คนต่อแพทย์ ๑ ท่าน คนไข้ ๑๐,๐๐๐ คน ประชากร ๑๐,๐๐๐ คนต่อแพทย์ ๑ ท่าน แล้ววันนี้ถ้าท่านเอาเข้ามาผมถามท่านนะครับ อําเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก จะมีแพทย์เหลือไหม อําเภอจุนของท่านจะมีแพทย์เหลือไหม รักษาคนจนตรงนั้น คนจนย้ายเข้ามาขอรับการรักษาพยาบาลในเมืองได้ไหมครับ ในกรุงเทพมหานครได้ไหมครับ ไม่มีสตางค์ครับ ไม่มีสตางค์แม้กระทั่งค่ารถ แล้ววันนี้สิ่งที่คนจนเหลืออยู่ในชนบท ท่านประธานครับ อะไรครับ หนี้ก็บานเต็มแล้วครับ ส่งลูกไปเรียนโรงเรียนจังหวัด บางทีก็เสียแป๊ะเจี๊ยะครับบางจังหวัด แล้ววันนี้สิ่งที่เขาเหลืออยู่คือครูประชาบาล ก็จะไปปิดโรงเรียนเล็ก ครูประชาบาลก็จะไม่เหลือแล้ว เหลือหมออนามัย เหลือแพทย์ อยู่ตามโรงพยาบาลอําเภอ ก็จะไม่เหลือแล้ว เพราะจะไปหางานทําที่มันมีเงินดี แล้วก็มีผลตอบแทนดี แล้วก็ต้องไม่ได้รับการข่มขู่ คุกคามหรือว่าได้รับความไม่เป็นธรรม จากการบริหารงานจากนโยบายรัฐบาล ท่านประธานได้ยินแล้วนะครับว่า พีฟอร์พี (P for P) ผลตอบแทนให้สอดคล้องกับผลงาน วันนี้แพทย์ชนบท ล้า ท้อ นะครับ ท่านประธานครับ ผมถามว่าวันนี้ถ้าเขาทิ้งเงินเดือนถูก ๆ และเขาเข้ากรุงหมด ไปโรงพยาบาลเอกชนหมด ผมถามว่าวันนี้กระทรวงสาธารณสุขจะแก้ปัญหาอย่างไร กรรมาธิการได้ถามปัญหานี้ไหมครับ ผมทราบว่ากรรมาธิการได้ถาม แต่ไม่มีคําตอบจากกระทรวงสาธารณสุข เพราะผมได้อ่านชวเลข ที่ท่านถามตอบกันแล้ว ผมยิ่งอยากจะรู้ครับว่าวันนี้ท่านจะแก้ปัญหาตรงนี้อย่างไร ในการจัดสรรงบประมาณ
นอกจากนั้นแล้วสิ่งที่ผมเป็นห่วงมากกว่านั้นก็คือว่า สิ่งที่กําลังเกิดขึ้น ท่านประธานครับ วันนี้ผมถามว่าคนชนบททําผิดอะไรที่เขาจะต้องรับภาระแพทย์ พยาบาล ที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งขัดกับวิสัยทัศน์ ขัดกับพันธกิจของกระทรวงสาธารณสุขโดยชัดเจนครับ วิสัยทัศน์บอกว่า จะเป็นองค์กรที่เป็นเลิศด้านการบริหาร บริการ และวิชาการทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่มีมาตรฐานครอบคลุมและเป็นธรรม ผมถามวันนี้เพราะผมกลัวคนชนบท ครับ ส.ส. ในสภานี้มาจากชนบททั้งนั้นครับท่านประธานครับ คนเราไม่มีใครทุกข์มากเท่ากับ ตอนป่วย ตอนเจ็บหรอกครับ แล้วเขาจะพึ่งใคร ถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าอยู่อย่างนี้ แล้วก็บอก ว่าทําอย่างนี้แล้วประเทศไทยนั้นจะมีรายได้เข้า จะเกิดความคุ้มค่า ผมถามครับว่ากระทรวง สาธารณสุขนั้นได้ปรับเปลี่ยนนโยบายคิดหากําไรกับชีวิตคนตั้งแต่เมื่อไร คิดหากําไรจากชีวิต คนตั้งแต่เมื่อไร ผมเห็นนายแพทย์นั่งอยู่นี่ครับ ทุกอย่างพยายามที่จะให้คนไข้นั้นรอดก่อน จะต้องเสียสตางค์ เสียยาเท่าไร งบไม่พอ ให้คนไข้นั้นรอดก่อน นั่นคือจรรยาบรรณของ แพทย์ไทยที่มีคุณภาพสูง แต่วันนี้ครับ นโยบายของรัฐบาล งบประมาณของรัฐบาลนั้นกําลัง มัดมือชกแพทย์ชนบท มัดมือชกแพทย์ดี ๆ ที่ยังต้องการรักษาคนป่วยในชนบทอยู่ ผมจึง จําเป็นต้องปรับลดงบประมาณอันนี้ครับ เพื่อไม่ให้ท่านทําโครงการนี้สําเร็จ จนกว่าท่าน จะทําให้ชนบทนั้นเข้มแข็ง มีแพทย์ มีพยาบาลที่มีคุณภาพที่ครอบคุลมและเป็นธรรมกับ คนยากคนจนในชนบทครับ ผมถามนะครับ นั่งข้างบนนั้นก็มีครับ คุณหมอชลน่าน แพทย์ชนบทอยู่แล้ว อยู่จังหวัดน่านมาอยู่แล้ว ลองถามสิครับว่าถ้าไม่มีแพทย์ ไม่มีพยาบาล แล้วมีแต่อนามัย คุณหมอจะทําอย่างไร คนไข้จะไปหาใคร ที่ไหน เดินทางเป็นร้อยกิโลเมตร นะครับท่านประธานครับ บางอําเภอเข้าตัวจังหวัดนะครับ จังหวัดผมนี่ถ้าเผื่ออําเภอ ชาติตระการเกือบ ๒๐๐ กิโลเมตร แล้วเขาจะไปอย่างไรถ้าเผื่อแพทย์ในชนบทนั้นไม่มีเหลือ แล้ว นี่คือคําถามข้อที่ ๑ ซึ่งผมมีความเป็นห่วงอยู่ตรงนี้
คําถามข้อที่ ๒ ครับ ภารกิจของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องอาหารและยา ท่านประธานครับ อาหารและยานี่คือวิสัยทัศน์บอกว่า สํานักงานคณะกรรมการอาหาร และยาจะเป็นองค์กรที่เป็นเลิศ ด้านการคุ้มครองและส่งเสริมการบริโภคผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและสมประโยชน์ มุ่งสู่สังคมสุขภาพดี นี่คือวิสัยทัศน์ของ คณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งปีนี้รับงบประมาณสูงถึง ๗๐๐ กว่าล้านบาท พันธกิจของ สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาบอกว่าอย่างไรครับ บอกว่าจะพัฒนา กํากับ ดูแล ส่งเสริมให้มีการนําเสนอผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ท่านประธานครับ ท่านประธานเห็นใช่ไหมครับว่าวันนี้คนไทยตื่นเรื่องอะไรครับ ตื่นเรื่องข้าวสารปนเปื้อน วันนี้ประเทศญี่ปุ่นก็ตื่นนะครับ ประเทศญี่ปุ่นตื่นเรื่องน้ําปนเปื้อนจากกัมมันตภาพรังสี โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มันรั่วอยู่ แต่วันนี้คนไทยตื่นเรื่องอะไรครับ เรื่องข้าวสารปนเปื้อนสารพิษ ยาฆ่าแมลงหรือไม่ ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ ผมนั่งดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ คอยเงี่ยหูฟังครับว่า เมื่อไร อย. จะมาแถลงว่าข้าวสารนั้น อย. ได้ไปดูแล้วปลอดภัย ผมกราบเรียนท่านประธานว่า วันนี้ผมกังวลใจครับท่านประธานว่ารัฐบาลนั้นออกมาปฏิเสธเรื่องข้าวปนเปื้อนสารพิษ แล้วก็บอกว่าใครที่มาปูดเรื่องข้าวปนเปื้อนสารพิษจะต้องถูกดําเนินคดีหมิ่นประมาท ผมก็ตกใจครับว่ารัฐบาลปกติแล้วกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์มีหน้าที่คุ้มครอง ผู้บริโภค แต่วันนี้กลับกลายไปคุ้มครองผู้ผลิต แต่จะลงโทษผู้บริโภคในฐานะหมิ่นประมาท แทน มันกลับกันเลยนะครับวันนี้เอาหัวเดินต่างตีนครับ ไม่เคยเห็นครับ ไม่เคยเห็นว่าจะมีใคร กล้าออกมาการันตี (Guarantee) เอกชนมากถึงขนาดว่าจะขู่ลงโทษผู้บริโภคถ้าผู้บริโภคนั้น แจ้งว่าจะถูกคดีหมิ่นประมาท สิ่งที่รัฐบาลทําคือพลิกจากประชาชนผู้เสียหายในฐานะ ผู้บริโภคให้กลายเป็นจําเลยคดีหมิ่นประมาทแทน มีประเทศเดียวครับ ประเทศไทยที่ทําได้ แล้วพอพวกผมเอามาพูดก็ตําหนิอีก บอกว่ามาทําลายตลาดข้าวไทย ทําลายความน่าเชื่อถือ ของข้าวไทย พวกผมพูดด้วยความสุจริตใจ ท่านประธานครับ ไม่ต้องการให้คนไทยตาย ด้วยโรคมะเร็ง ตายด้วยสารปนเปื้อนพิษ เรากําลังคอยอยู่ว่าสํานักงานคณะกรรมการอาหาร และยาซึ่งมีวิสัยทัศน์ มีพันธกิจต้องดูแลความคุ้มครองความปลอดภัยในอาหารและยาให้มี สุขภาพ สุขอนามัยนั้นทําหน้าที่ครบถ้วนหรือไม่ และวันนี้ครับ เมื่อบ่ายนี้ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีดูแลกระทรวงพาณิชย์ออกมาโวยวายกันว่าใครก็ตาม มาเปิดเผยเรื่องข้าวสารปนเปื้อนพิษนั้นทําลายเครดิตข้าวไทย ตกใจครับว่าคิดอย่างนี้ ได้อย่างไร ทําไมไม่คิดบ้างละครับว่า ถ้าไม่พูดแล้ว ถ้าคนไทยกินเข้าไปแล้วเป็นมะเร็ง ไม่คิดถึงคนกินข้าวสารแล้วเป็นมะเร็งบ้างหรือครับ ช่วยผู้ผลิต ช่วยผู้ค้าบอกว่าพูดไม่ได้ จะต้องหมิ่นประมาท ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าเอกสารที่ผมมีอยู่นี้ เป็นเอกสารใบขนสินค้าซึ่งผมยังไม่ได้ขออนุญาตท่านประธานโชว์นะครับ เป็นเอกสาร ใบขนสินค้าเข้าพร้อมแสดงแบบรายการภาษีสรรพสามิตครับ เอกสารนี้เป็นเอกสารใบตีกลับ สินค้าส่งออกจากประเทศไทยครับ ที่พวกผมพูดว่าสินค้าส่งออกข้าวไทยแล้วสหรัฐอเมริกา เขาห้าม รัฐมนตรีก็มาบอกมีที่ไหน ๆ จะต้องไปตรวจสอบดู ยกมือปิดฟ้าเท่าไรก็ไม่มิดครับ อินเตอร์เน็ตมันมี ไลน์ (Line) มันมี เฟชบุ๊กมันมี ข่าวทั่วโลกเขามีหมดครับ ทุกคนรู้หมด ทั้งโลก ยกเว้นรองนายกรัฐมนตรีที่คุมกระทรวงพาณิชย์กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เท่านั้นที่ไม่รู้ว่าข้าวสารไทยนั้นปนเปื้อน ส.ส. ในสภาเกือบค่อนสภารู้ครับ แล้วไปอยู่กันที่ไหนมา สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาทําไมไม่มาแถลง ทําไมต้องปล่อยให้องค์กรคุ้มครอง ผู้บริโภคเอาข้าวไปตรวจสอบเอง แล้วก็มาแถลงบอกมีข้าวสารปนเปื้อน ทําไมต้องปล่อยให้องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคเอาข้าวไปตรวจสอบเอง แล้วก็มาแถลงบอก ข้าวมีสารปนเปื้อน เสร็จแล้วก็ไปด่าเขาขอดูสิ อ้ายนี้มันมาจากแล็ป (Lab) ห้องไหน เขาก็กลัวครับ ว่าจะไปทําลายความน่าเชื่อถือของแล็ปห้องทดลองอันนั้น เขาก็ไม่บอก สิ่งที่ผมกําลังพูด จะบอกว่าสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยานั้นต้องให้ปัญหานี้จบครับ จบโดย การสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยาครับ แล้วสิ่งที่ผมให้ดูนี้ ท่านประธานครับ เป็นข้าวหอมมะลิ ๓ เอ (3A) ถุงนี้นะครับ แล้วถุงนี้ผมบอกท่านประธาน ได้เลยครับว่า เป็นถุงที่ถูกส่งตีกลับมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา ส่งไปแล้ว ๔,๐๐๐ ถุงครับ ท่านรัฐมนตรีวิทยาครับ เขาตีกลับมา ๑,๒๐๐ ถุง ไม่ได้ตีกลับมาหมดนะครับ ๓,๒๐๐ ถุง มีสารปนเปื้อนครับ นี่คือใบเสร็จครับ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีดูเหลือเกิน อยากให้ รองนายกรัฐมนตรีดูเหลือเกิน อยากให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ดูเหลือเกินว่า นี่คือใบเสร็จครับ ใบเสร็จนี้ไม่ใช่เป็นการประจานรัฐบาลครับ เป็นการนําไปสู่การแก้ไขครับ ว่าที่ไหนที่ส่งข้าวออกไปแล้วมีสารปนเปื้อนมาจากโกดังไหนเข้าไปดูทําความสะอาดเสีย แล้วออกใบประกันการันตี ครับ ว่าที่นี่ไม่มีสารปนเปื้อนอีกแล้ว ก็จะสร้างความน่าเชื่อถือได้ แต่วันนี้กลับมาด่าพวกผมเสีย ๆ หาย ๆ ครับ หาว่าเป็นคนเปิดโปงทําให้บ้านเมืองป่วน วุ่นวาย ลดเครดิต (Credit) ข้าวไทย ไม่ใช่ครับ สิ่งแรกผมต้องการทําคือ ไม่ให้คนตาย จากข้าวสารปนเปื้อนครับ ไม่อยากให้คนป่วยเป็นโรคมะเร็งจากข้าวสารปนเปื้อนพิษครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่า คือสิ่งที่พวกผมนั้น ระมัดระวังเป็นอันมาก ทุกคนรักประเทศครับ ผมรักประเทศครับ แต่ผมรักชีวิตประชาชนมากกว่าเงินที่จะได้ครับ เราไม่เคยคิดครับ ท่านประธานอย่าเพิ่งเบรกผมครับ กําไรขาดทุนมาจากชีวิตคน มันไม่ใช่ครับ ถ้าเผื่อตายเงินร้อยบาท เงินล้านบาท เงินร้อยล้านบาทมันก็ไม่พอ ที่จะทดแทนชีวิตได้ครับท่านประธานครับ สิ่งที่ผมเสนอปรับงบประมาณอันนี้ ผมกราบเรียน ท่านประธานว่า เป็นสิ่งที่ต้องทําครับ วันนี้คนจนไม่มีที่ยืนแล้วครับ ในนโยบายรัฐบาลครับ ไม่มีแล้วครับ ครูก็จะปิดโรงเรียนเขา แพทย์ก็จะหางานอื่นทําหมด ไม่มีใครที่มีคุณภาพ ดูแลคนชนบทแล้วครับ ท่านประธานอย่าปล่อยให้เขาลงโทษคนจน คนเกิดในชนบท โดยที่ไม่ใช่ความผิดเขานะครับ เกิดเป็นคนจนไม่ใช่ความผิดนะครับ เกิดในชนบท ไม่ใช่ความผิดของเขานะครับ เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข ครับท่านประธาน เป็นสิทธิของคนไข้ สิทธิของประชาชนได้รับการดูแลรักษา เป็นสิทธิของเขาครับ หน้าที่ อยู่ที่กระทรวงสาธารณสุข รัฐบาลจัดหางบประมาณให้เขาครับ ดูแลให้ได้ตามวิสัยทัศน์ ตามพันธกิจ แต่ว่าวันนี้ผมกราบเรียนท่านประธานว่ากระทรวงสาธารณสุขนั้น อาจจะไม่ใช่ กระทรวงที่ต้นเหตุครับ แต่เป็นกระทรวงที่ปลายเหตุ แต่ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ปลายเหตุอย่างไรก็ตาม ท่านต้องพูดกับคนในรัฐบาลให้ดีว่า คนไม่ใช่หมู ไม่ใช่หมา ไม่ใช่ผัก ไม่ใช่ปลา เอามาคิดเป็นเงินไม่ได้ กําไรขาดทุนไม่ได้ครับ ชีวิตคนไม่ใช่ขายของครับ ชีวิตคนนั้นมีค่าครับท่านประธานครับ ผมจึงขอปรับลดงบประมาณกระทรวงสาธารณสุขนั้น ๑ เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติว่าสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นทุกวันนี้รัฐบาลกําลังคิดชีวิตคน เป็นขาดทุนกําไร เป็นผักเป็นปลา เป็นหญ้าไม่ใช่ครับ คนคือคน คือมนุษย์ มีจิตมีวิญญาณครับ เพราะฉะนั้นต้องให้คนจนมีที่ยืน ให้คนจนนั้นได้รับสิทธิในการรักษา สิทธิในการบริโภคอาหาร อย่างมีคุณภาพสมกับงบประมาณที่ท่านเอาไปถึงแสนล้านบาทครับ กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ