สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๖

ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน หารือเรื่องงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการ โดยวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล และเรียกร้องให้ปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของรัฐบาล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการที่ทำให้ครูผู้สอนใช้เวลาเกินไปในการประเมินนักเรียนและการพัฒนาวิทยฐานะของตนเอง มากกว่าการสอนและดูแลนักเรียน และเรียกร้องการความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินประกัน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความผิดพลาดในการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการเงินเดือน 15,000 บาท สำหรับนักศึกษาที่จบปริญญาตรี ที่โรงเรียนเอกชนที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจาก สพฐ.

นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในงบประมาณของ กระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งไว้ ๔๘๐,๐๐๐ ล้านบาท แม้ว่าจะมีส่วนในการปรับลดลงในชั้น กรรมาธิการแล้วก็ตาม แล้วก็มีการปรับเพิ่มเข้ามา แต่ว่าผมคงต้องเรียนเหตุผลให้ ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกได้รับทราบเหตุผลของตัวกระผมเอง แม้ว่าในชั้นกรรมาธิการ จะได้มีการพูดซักถามผู้เข้ามาชี้แจงแล้วก็ให้ความเห็นต่อชั้นกรรมาธิการไปแล้วก็ตาม

ประเด็นที่สําคัญประเด็นแรกของกระทรวงศึกษาธิการที่เราจะมองข้ามไม่ได้ ก็คือเรื่องของผู้บริหาร ในช่วงระยะเวลา ๒ ปีที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการมีการเปลี่ยนแปลง ตัวรัฐมนตรีไปแล้ว ๔ ครั้ง จากครั้งที่ ๑ จนมาถึงรัฐมนตรีท่านปัจจุบันนี้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่า แม้ว่าจะมาจากพรรคการเมืองเดิม จากนโยบายเดิม แต่ว่ามันมีผลกระทบให้เห็นอย่างชัดเจน ในเรื่องของการเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี ซึ่งก็มีผลต่อการบริหารงานอย่างชัดเจน กรณีที่ผมคิดว่า จะยกเป็นตัวอย่างได้เห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรี แล้วทําให้มีผลกระทบ เมื่อสักครู่เพิ่งผ่านกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีก็เห็นชัดเจนว่า รัฐมนตรีท่านแรกที่เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาพอย้ายไปอยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์ ก็มีปัญหาเรื่องกรณีของการวิจัย ภายหลังกระบวนการที่เห็นภาพชัดเจนที่สุดในเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีและทําให้มีภาพปัญหาเรื่องของกระทรวงศึกษาธิการก็คือ เรื่องของ การทุจริตสอบบรรจุครู ครูผู้ช่วย ปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นอยู่ในชั้นของการสอบสวน แน่นอนครับว่า ด้วยความบริสุทธิ์ใจผมเชื่อว่าท่านรัฐมนตรีไม่เกี่ยว แต่ว่าจะเห็นชัดเจนครับ ว่าด้วยนโยบายหลักเกณฑ์ในการสอบบรรจุครู บรรจุครูผู้ช่วย ก็เป็นตัวการสําคัญในการที่ ทําให้กระบวนการในการสอบนั้นมีการเปลี่ยนแปลง แล้วก็เปิดช่องให้คนที่เขาตั้งใจจะทุจริต คนที่เขาอยากเข้ามาเป็นข้าราชการครูในลักษณะที่มิชอบ ในลักษณะที่ต้องการเข้ามา ในโอกาสที่ถือว่าได้เปรียบคนอื่นนั้นมันมีอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นกระบวนการในการที่เรา เปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้ ก็เป็นปัญหาหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการที่ทําให้ การพัฒนาการศึกษาในบ้านเรานั้นไม่เป็นไปในทิศทางที่ควรจะเป็น หรือว่าไม่สามารถที่จะ ทําให้เต็มประสิทธิภาพของเงินงบประมาณที่ใช้จ่ายภายในแต่ละปี

ประเด็นที่ ๒ ถ้าเราไม่มองในส่วนของตัวผู้บริหาร เรามองไปดูถึงเรื่องของ สัดส่วนของการจัดสรรงบประมาณลงไปในแต่ละปี การอภิปรายงบประมาณแผ่นดิน ๓ ครั้ง ที่ผ่านมา กระผมเองให้ความสําคัญกับกระทรวงศึกษาธิการเป็นอย่างมาก แล้วก็บอกทุกครั้ง ว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นกระบวนการในการจัดสรรงบประมาณลงไปนั้นไม่ได้ถือว่ามากเกินไป แต่ว่าผิดสัดส่วน ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน คงต้องย้ําให้เพื่อน ๆ สมาชิก ท่านประธานได้ทราบว่า ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เราเห็นชัดเจนว่ากระบวนการในการจัดสรรงบประมาณลงไป ในกระทรวงศึกษาธิการนั้นผิดสัดส่วน ยิ่งโดยเฉพาะปีนี้ยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล พูดถึงเรื่องของการก้าวเข้าไปสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนที่กําลังจะก้าวเข้ามาถึง ในปี ๒๕๕๘ จะยิ่งเห็นชัดเจนครับว่า สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการทํานั้นเป็นเรื่องที่ผิดหลัก ผิดยุทธศาสตร์จากที่ตั้งไว้ในยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเป็นอย่างมาก กระทรวงศึกษาธิการ มีงบประมาณรวมอยู่ ๔๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท อยู่ที่สํานักปลัด ๕๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท คิดเป็น ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านปรับลดลงไปอีก ๕๐๐ กว่าล้านบาท ความสําคัญอยู่ตรงที่ว่า สํานักปลัดวันนี้ดูแลการศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัยด้วย สัดส่วนต่อมาครับ สพฐ. เป็นหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดอยู่ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท หรือประมาณ ๖๓ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณทั้งหมดของกระทรวงศึกษาธิการ ทีนี้ถ้าไปดู ของอาชีวศึกษาและของอุดมศึกษานี้ อาชีวศึกษาได้รับอยู่ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ อุดมศึกษาได้รับอยู่ ๗,๐๐๐ ล้านบาท ไม่นับรวมที่ไปอยู่ตามมหาวิทยาลัย หรือสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ กระบวนการในการขับเคลื่อนการก้าวเข้าไปสู่ความเป็น ประชาคมอาเซียนที่กําลังจะมาถึงในปี ๒๕๕๘ นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าประเทศในอาเซียน เขาพูดกันมาในเรื่องของสภาพเศรษฐกิจ การแข่งขัน โดยเฉพาะการแข่งขันในเรื่องของ ตลาดแรงงานมีฝีมือ เราก็ทราบดีว่าพื้นฐานของกระบวนการในการผลักดันงบประมาณ ไปอยู่ที่ สพฐ. นั้นท้ายที่สุดเด็กที่อยู่ในการศึกษาขึ้นพื้นฐาน อยู่ในชั้นประถม มัธยมก็ก้าวเข้าไป สู่ระดับมหาวิทยาลัย แต่ว่าวันนี้ส่วนที่สําคัญที่สุดในเรื่องของอาชีวศึกษา หรือเรื่องของ การศึกษานอกโรงเรียนนั้นเป็นส่วนสําคัญเป็นอย่างยิ่งในการที่จะพยายามผลักดันพัฒนา ในเรื่องของฝีมือแรงงานให้สู้กับอีกหลาย ๆ ประเทศที่เขากําลังมีการพัฒนาในด้านนี้อยู่ได้ ท่านกลับจัดสรรงบประมาณไปอยู่ตรงนี้ ถ้าดูในอาชีวศึกษาคือประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ ดูในสํานักปลัดซึ่งดูแลตัว กศน. อยู่ด้วยคือ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ชัดเจนว่าสัดส่วนของ งบประมาณนั้นผิดรูปผิดรอยเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นประเด็นที่สําคัญมากที่สุด ที่ทําให้ผมมีความรู้สึกว่ากระบวนการในการนํางบประมาณที่ได้รับอยู่ ๔๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ไปใช้นั้นไม่น่าที่จะทําให้มันเกิดประสิทธิภาพในการทําตามยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลตั้งไว้ได้

ประเด็นที่ ๓ วิธีบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการเอง เพื่อนสมาชิกเมื่อ สักครู่ได้พูดชัดครับ เรื่องของคุณภาพที่ด้อยลงทางการศึกษาของนักเรียนไทย ซึ่งเรา ก็เห็นชัดเจนครับ ไม่ว่าจะผลการสํารวจหรือวิธีการในการวัดผล จะพิซ่า (PISA) ก็ตาม หรือแม้แต่ของเราเอง โอเนต (O-NET) เอเนต (A-NET) หรืออะไรก็ตามแต่ จะเห็นว่า กระบวนการในการวัดผลทางการศึกษาจะเห็นชัดเจนว่าเด็กไทยนั้นมีคุณภาพด้อยลงทุกกรณี ที่เป็นอย่างนั้นมันก็มองได้อยู่หลายปัญหา แต่ผมคิดว่ากระบวนการที่ชัดเจนที่สุดที่ทําให้ เด็กไทยนั้นมีการศึกษาด้อยลงก็คือวิธีการบริหารจัดการภายในกระทรวงศึกษาธิการเอง เช่น การวัดผลสําเร็จทางการศึกษาจากการประเมิน วันนี้แม้แต่ระดับอนุบาลก็ตามแต่ ครูต้องประเมินนักเรียนด้วยกลไกวิธีการประเมิน ด้วยวิธีการวัดผลที่กระทรวงตั้งมา ท้ายที่สุดทําให้ครูผู้สอนใช้เวลาเกือบทั้งหมดอยู่กับการประเมินมากกว่าอยู่กับเด็กนักเรียน อันนี้แหละครับเป็นปัญหาสําคัญในระดับของการเรียนการสอน นอกเหนือไปจากนั้น ตัวบุคลากรทางการศึกษาเองจะมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงานได้ สิ่งที่ต้องทําก็คือ ต้องถูกประเมินเหมือนกัน นอกเหนือไปจากการถูกประเมินเหมือนกันแล้ว สิ่งที่จะทําให้เขา มีรายได้พอเลี้ยงชีพได้ มีความก้าวหน้าทางอาชีพได้คือเรื่องวิทยฐานะ มันก็เลยตอบโจทย์ ครับท่านประธาน ว่ากรณีต่าง ๆ เหล่านี้ทําให้ครูผู้สอนใช้เวลาเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไปกับ การประเมินนักเรียนและการทําวิทยฐานะให้ตัวเองได้เลื่อนขั้นเพื่อไปรับเงินเพิ่ม เงินพิเศษ หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ไม่ได้อยู่กับเด็ก ไม่ได้อยู่กับนักเรียน ไม่ได้อยู่ในห้องเรียน เพราะฉะนั้น เราจะเห็นชัดเจนว่านี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความเสียหายที่เกิดขึ้นในกระทรวง ศึกษาธิการ เพราะมีวธีการบริหารจัดการที่ผิดรูปผิดรอย

อีกประเด็นหนึ่งที่สําคัญ ก็คือเรื่องของกระบวนการบริหารที่ไม่โปร่งใส ในชั้นกรรมาธิการมีการพูดกันมาก โดยเฉพาะเมื่อถึงตอนที่ผู้ชี้แจงคือ สํานักงาน คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. เข้ามาชี้แจง เงินประกัน การทําประกันต่าง ๆ การกู้เงินในกรณีต่าง ๆ แม้แต่กู้เงินทําศพ ก็ตาม เงินต่าง ๆ ที่ถูกใช้ในกระบวนการเหล่านี้เพื่อสวัสดิการและสวัสดิภาพครู ถูกใช้ไป อย่างไม่โปร่งใส กรรมาธิการหลายท่านพูดกันว่าน่าจะตัดกันตั้งแต่อยู่ในชั้นกรรมาธิการใหญ่ ด้วยซ้ําไป แต่ปิดท้ายก็ปล่อยให้อนุกรรมาธิการไปจัดการบริหารในเรื่องของการดูแล การตัด หรือจัดสรรงบประมาณต่อ ในรายละเอียดมีเยอะมากครับ ผมคงจะไม่กล่าว ไปถึงตรงนั้น เพราะว่าจะเป็นการเสียเวลาในที่ประชุม แต่ผมเชื่อว่าทุกท่านทราบกันดีว่า กระบวนการในการที่จะหาเงินทุนมาให้ครูเพื่อกู้ในลักษณะต่าง ๆ การทําประกันสุขภาพ ประกันชีวิต ประกันเงินฝากของครูนี้มันมีที่มาที่ไป แล้วมีการพูดคุยกันก่อนที่จะเข้ามาถึง ชั้นการพิจารณาในกระทรวงก่อนหน้านั้นแล้วทั้งหมดครับ เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงกรณีรถตู้ เราพูดกันถึงเรื่องราคา พูดถึงเรื่องอะไรกันแล้วก็ตามแต่ จาก ๑,๐๐๐ คัน ถูกตัดมาเหลือ ๓๐๐ คันในการยุบหรือควบรวมโรงเรียน แต่ปิดท้าย ๓๐๐ คันนี้ไปอยู่ในโครงการ โรงเรียนดีศรีตําบล มีคําถามในชั้นกรรมาธิการว่าถ้าโครงการโรงเรียนดีศรีตําบล ต้องการรถตู้ตั้งแต่ทีแรกทําไมไม่ใส่มาให้ครบตามจํานวนที่ถูกตัดจากการยุบควบรวมโรงเรียน แล้วย้ายไปอยู่ที่โรงเรียนดีศรีตําบล อันนี้ก็เป็นประเด็นที่เราเห็นชัดเจนมากในชั้นกรรมาธิการ

ท้ายที่สุดอีกประเด็นหนึ่งที่ผมต้องเรียนในเรื่องของความผิดพลาดการบริหาร ซึ่งมาจากนโยบายภาพใหญ่ของรัฐบาลก็คือ การให้เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท สําหรับปริญญาตรี เราดูแลกันแต่ในโรงเรียนของ สพฐ. แต่ขาดการดูแลโรงเรียนเอกชนที่เขามีปัญหาในเรื่อง การแบกรับภาระของค่าใช้จ่ายลูกจ้างที่เป็นบุคคลากรในการศึกษาในโรงเรียนเขา ตรงนี้เห็นชัดเจนครับว่าหลาย ๆ โรงเรียนนั้นมีข้อร้องเรียนมาถึงกรรมาธิการการศึกษาว่า เขาไม่สามารถแบบรับการเพิ่มเงินเดือน และวิธีบริหารจัดการมันเชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ว่าวิธีบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการในการจ่ายเงินรายหัวให้กับโรงเรียน ของ สพฐ. เองกับโรงเรียนเอกชนนั้น แตกต่างกัน การบริหารจัดการค่าใช้จ่ายเป็นรายหัว ส่งไปถึงโรงเรียน สพฐ. เป็นรายปี ในขณะที่ส่งถึงโรงเรียนเอกชนเป็นรายเดือน เพราะอ้างว่ามีการนับจํานวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละเดือน ท้ายที่สุด ทําให้โรงเรียนเอกชนเหล่านั้นไม่สามารถที่จะบริหารจัดการภาระของเขาได้จากเงิน จํานวนที่จะเป็นก้อนใหญ่เป็นก้อนรวม กลายเป็นว่าได้เงินเป็นรายเดือนเป็นเบี้ยหัวแหลกหัวแตก ตรงนี้ก็ทําให้เป็นปัญหาที่โรงเรียนเอกชนซึ่งเข้ามาแบ่งเบาภาระของ สพฐ. ในกรณีที่ สพฐ ไม่สามารถดูแลโรงเรียนได้ทั้งหมด แต่ตัวเองไม่สามารถยืนได้ด้วยขาของตัวเอง แล้วจะไปช่วย สพฐ. ได้อย่างไร ๓-๔ ประเด็นที่ผมเรียนท่านประธานมาทั้งหมดนี้ ๑. ผู้บริหารมีการเปลี่ยนแปลง และไม่มีความชัดเจน เปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อย ๒. เรื่องของสัดส่วนงบประมาณในการบริหารหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ๓. วิธีการในการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึง ๔. เรื่องของการทุจริต ในกระทรวงศึกษาธิการ ทําให้ผมมีความรู้สึกว่างบประมาณทั้งหมดจํานวน ๔๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น ไม่เหมาะสมจะให้กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีปัญหาดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วนั้น เอาไปบริหารจัดการจึงมีการตัดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ กราบขอบพระคุณครับ