สุรสาล ผาสุข หารือเรื่องการลดรายจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะการบริหารจัดการงวดงานและงวดเงินของค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง และเรียกร้องการปรับลดเงินงวดเหล่านี้ลง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการที่เบิกจ่ายต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และเรียกร้องการตรวจสอบการใช้งบประมาณในการจ้างที่ปรึกษา และการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยของรัฐ เพื่อให้มหาวิทยาลัยใช้งบประมาณของรัฐน้อยลงในแต่ละปี และยังหารือเรื่องการรายงานผลการปฏิบัติราชการของหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประเมินการปฏิบัติราชการของสถาบันอุดมศึกษา เพื่อพิจารณาประกอบการพิจารณาในการปรับลดหรือเพิ่มงบประมาณ
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย ขอแปรญัตติตัดทอนรายจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ความจริงนั้น จะตัดทอนเท่าไรอาจจะไม่ใช่ประเด็นที่สําคัญนะครับ แต่ประเด็นที่สําคัญที่อยากจะ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากกว่านะครับ สาเหตุที่กระผมขออนุญาตปรับลดงบประมาณของกระทรวงแห่งนี้ลงทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริง หลายหน่วยงานภายใต้กระทรวงแห่งนี้ควรจะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นก็ตาม เหตุผลประการที่ ๑ ครับ กระทรวงศึกษาธิการนั้นไม่สามารถบริหารจัดการงวดงาน และงวดเงินของค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง โดยเฉพาะงบผูกพันเดิมที่ยังไม่มีการดําเนินการ หรือดําเนินการล่าช้า อันนี้เป็นเรื่องสําคัญมากนะครับ จากการที่เคยไปทําหน้าที่เป็นคณะอนุกรรมาธิการพิจารณา ปรับลดงบประมาณของกระทรวงแห่งนี้ พบว่ามีการสะสมเงินที่เป็นค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ของแต่ละหน่วยงานนั้น เป็นจํานวนมากพอสมควร ซึ่งถ้าดูตัวเลขแล้วน่าจะเป็นห่วง เป็นอย่างยิ่ง สําหรับการที่เงินจํานวนมากมายมหาศาลแห่งนี้ อย่างนี้จํานวนนี้ ต้องไปกองอยู่ใน ที่ใดที่หนึ่ง โดยที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แต่ประการใด เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่ง เป็นเหตุหนึ่งที่ทําให้ตัดสินใจที่จะทําอย่างไรจึงจะให้กระทรวงศึกษานั้น มีวิธีการที่จะ ดําเนินการจัดบริหารจัดการงบประมาณตรงส่วนนี้ให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้
ประการที่ ๒ กระทรวงศึกษาธิการนั้น ไม่สามารถบริหารจัดการ ให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามความเหมาะสมได้ส่งผลให้มีการเบิกจ่าย งบประมาณต่ํา อันนี้จากการรายงานของหน่วยงานที่เข้าไปเกี่ยวข้องได้รายงานให้ทราบถึง การเบิกจ่ายงบประมาณของแต่ละหน่วยงานภายใต้กระทรวงแห่งนี้ หลายหน่วยงานนั้นมีผล การเบิกจ่ายต่ํากว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น ซึ่งถ้าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น อาจจะนําไปสู่การเปลี่ยนแปลงรายการในช่วงปลายปีงบประมาณนะครับ นําไปจัดซื้อสิ่งอื่น ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้แผนงานและโครงการที่วางไว้แต่เดิม เช่น ไปซื้อครุภัณฑ์ ซื้อโต๊ะ เก้าอี้ ซื้อเครื่องปรับอากาศ ซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ของหน่วยงาน เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ เป็นอีกประเด็นหนึ่งนะครับ
ประการที่ ๓ นั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่า ในหลายหน่วยงานมีการใช้งบประมาณจ้างที่ปรึกษา ซึ่งกระผมมองว่าในสถานการณ์ ที่มีการจ้างที่ปรึกษานั้น ยังไม่มีความจําเป็น ยกตัวอย่างเช่น การจ้างที่ปรึกษา ที่จะนําไปสู่การเตรียมตัว เตรียมความพร้อมของหน่วยงานของมหาวิทยาลัยหรือ ของหน่วยงานต่าง ๆ ภายใต้กระทรวง ในการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ถามว่ามีความจําเป็นมากไหมกับการที่จะต้องจ้างที่ปรึกษามาเพื่อการนี้ ผมว่าศักยภาพ ของคนไทยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้หน่วยงานนั้น มีศักยภาพเพียงพอที่จะเตรียม ตนเองเพื่อนําพาหน่วยงานออกไปสู่การรองรับการเปิดประตูสู่อาเซียนได้ โดยไม่มีความ จําเป็นต้องจ้างที่ปรึกษา อันนี้อาจจะหมายรวมถึงการตั้งงบประมาณในการไปศึกษาดูงาน ต่างประเทศชั่วคราวด้วย มีทุกหน่วยงานครับ ผมไม่ทราบว่านี่เป็นการตั้งงบประมาณ ล้อกันไปหรือทําไปนะครับ หน่วยงานโน้นทํา หน่วยงานนี้ก็ทําบ้าง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายงบประมาณเป็นอย่างยิ่งนะครับ
ประการที่ ๔ ประการนี้ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้ ท่านขจิตร ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงประเด็นนี้ไปแล้วนะครับ คือเรื่องของการบริหาร จัดการมหาวิทยาลัยในกํากับของรัฐให้เข้าใจบริบทของการของบประมาณจากรัฐบาล เพราะว่าถ้าเกิดว่ามหาวิทยาลัยไม่เข้าใจนั้น ผมตั้งคําถามว่าจะมีความแตกต่างกันอย่างไร ระหว่างมหาวิทยาลัยในกํากับ กับมหาวิทยาลัยของรัฐ ในการขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจําปี ต่างกันตรงไหน ในขณะที่มหาวิทยาลัยในกํากับนั้นมีอิสระในการที่จะบริหารจัดการ มหาวิทยาลัย โดยสภามหาวิทยาลัยด้วยตัวเองนะครับ งบประมาณเหลือจ่ายอาจจะ ไม่ต้องส่งคืนคลังนะครับ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการ ถึงแม้จะไม่มีอํานาจที่จะไปบริหารจัดการโดยตรงกับมหาวิทยาลัย แต่ก็ควรจะมีวิธีการ ที่จะดําเนินการให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนั้น ได้พยายามใช้งบประมาณของรัฐให้น้อยลง ในแต่ละปี
ประการที่ ๕ ซึ่งเป็นประการสุดท้ายก็ฝากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง คณะกรรมาธิการว่า ได้มีการรายงานต่อคณะอนุกรรมาธิการทุกครั้งที่หน่วยงานหนึ่ง เข้าไปชี้แจงงบประมาณ เช่น รายงานเรื่องของการใช้จ่ายงบประมาณในปีที่ผ่านมา รวมถึงการรายงานผลการประเมินการปฏิบัติราชการตามคํารับรองการปฏิบัติราชการ ของสถาบันอุดมศึกษาว่ามีผลการปฏิบัติราชการเป็นอย่างไรบ้าง ได้คะแนนเท่าไร ในมิตินั้นมิตินี้ แต่ผมพิจารณาดูแล้ว ดูเหมือนว่าการรายงานของ หน่วยงานราชการ เช่น รายงานเรื่องการใช้งบประมาณของผู้แทนจากสํานักงบประมาณก็ดี หรือ กพร. ก็ดีเหล่านี้ ก็รายงานกันเป็นธรรมเนียมเท่านั้น แต่มิได้นําเอาผลที่เกิดขึ้นนั้น ไปพิจารณาประกอบการพิจารณาเพื่อที่จะเพิ่มงบประมาณหรือปรับลดงบประมาณ แต่ประการใด ผมว่าตรงนี้เป็นประเด็นที่อยากจะฝาก กราบเรียนท่านประธาน ผ่านยังกรรมาธิการว่าในปีต่อไปนั้นผลการประเมินการปฏิบัติราชการก็ดี เรื่องของ การใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณที่ผ่านมาก็ดี หรือเรื่องอื่นใดก็ดีนั้นควรจะได้ ถูกหยิบยกขึ้นมาประกอบการพิจารณาเรื่องการปรับลดงบประมาณอย่างจริงจัง มิใช่รายงาน เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงกราบเรียนผ่านท่านประธานว่า นี่เป็นสาเหตุ ๔-๕ ประการที่กระผมเห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการนั้นงบประมาณที่ขอไปนั้น บางครั้งมันอาจจะมีบางสิ่ง บางส่วน บางจํานวนที่สมควรจะปรับลดลงมาเพื่อเอา งบประมาณจํานวนนี้ งบค้างท่อเหล่านี้ งบอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ไปให้กับหน่วยงานอื่น ที่ยังมีความจําเป็นอยู่ ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ ในส่วนของ บางหน่วยงานนั้นก็ยังน่าสงสารอยู่นะครับ เช่น มหาวิทยาลัยบางแห่ง ซึ่งผมไม่ขอเอ่ยนามครับ มีประสิทธิภาพการทํางานไม่ต่างกับมหาวิทยาลัยดัง ๆ ของรัฐ หลายแห่ง แต่งบประมาณ ที่ได้รับนั้นค่อนข้างจะต่ําครับ ขออนุญาตกราบเรียนท่านแล้วก็ขออนุญาตปรับลด งบประมาณของกระทรวงแห่งนี้ลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบพระคุณครับ