สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๖

อภิชาต การิกาญจน์ หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรม โดยให้เหตุผลว่าพันธกิจของกระทรวงไม่สอดคล้องกับยุคสมัย และจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลก รวมถึงการเตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการสร้างวินัยในสังคม การสร้างค่านิยมและวัฒนธรรมที่ดีให้กับประชาชน การสร้างการเมืองดี และเรียกร้องการสนับสนุนจากกระทรวงวัฒนธรรมในการรณรงค์ให้คนดีเข้าสู่การเมือง

นายอภิชาต การิกาญจน์ นครศรีธรรมราช

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายอภิชาต การิกาญจน์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราชครับ ผมได้ช่วงเวลาที่มีการปะทะระหว่างม็อบชาวสวนยางกับเจ้าหน้าที่ตํารวจอยู่ที่อําเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราชนะครับ ก็จะใช้เวลานี้ขอเพียงว่าอย่าให้มีการสูญเสีย อย่าให้มี การบาดเจ็บก็แล้วกันนะครับ ผมได้ขออภิปรายในมาตรา ๒๐ ของกระทรวงวัฒนธรรม ขอปรับลดร้อยละ ๘ นะครับ ที่จริงกระทรวงวัฒนธรรมเป็นกระทรวงเล็ก ๆ ที่เงินงบประมาณไม่มาก ผมคิดว่าคําถามของคณะกรรมาธิการงบประมาณก็คงจะไม่มากมาย แต่ในทรรศนะของผมนี้กลับเห็นว่ากระทรวงเล็กอันนี้ครับ เป็นกระทรวงที่ใหญ่ เป็นกระทรวงที่มีความสําคัญ เป็นกระทรวงที่ส่งเสริมความเป็นชาติ เราจะรู้ว่าชาติไทย เป็นอย่างไรนะครับ นี่ละคือกระทรวงเล็ก ๆ ที่ต้องเข้ามารับภาระหน้าที่ในการจัดการ เรื่องวัฒนธรรม ผมขอปรับลดด้วยเห็นว่าพันธกิจทั้งหมด ทั้ง ๕ ข้อของกระทรวงวัฒนธรรม จะเกี่ยวเนื่องแล้วก็อยู่ในกรอบที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมทั้งสิ้น ถามว่าการอยู่ในกรอบ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องศิลปวัฒนธรรมนั้นเป็นเรื่องที่สังคมหรือประเทศชาติน่าจะพอใจ แต่ขอปรับลดด้วยเห็นว่าไม่สอดคล้องกับวัน เวลาและสถานการณ์ที่จะต้องมีการพัฒนาไป มากกว่าที่เป็นอยู่ ผมคิดว่าพันธกิจของกระทรวงวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมนั้นไม่สอดคล้องกับยุคสมัยและไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสังคม สิ่งที่เราอยากเห็นก็คือ วันนี้สังคมเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ภารกิจนอกเหนือจากภารกิจทั้ง ๕ ประการที่เป็นพันธกิจ ของกระทรวงแล้ว จะทําอย่างไรให้กระทรวงวัฒนธรรมสามารถดําเนินกิจกรรมที่เรียกว่า วัฒนธรรมเชิงรุกที่สอดคล้องกับยุคสถานการณ์ของความเปลี่ยนแปลง ที่เราต้องการให้สังคม เป็นแบบนั้น ความก้าวหน้าของสังคม ความเปลี่ยนแปลงของโลก การเตรียมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในอีก ๒ ปีข้างหน้า สิ่งเหล่านี้เป็นความจําเป็นอย่างยิ่งที่กระทรวงวัฒนธรรมเองก็จําเป็น จะต้องปรับตัว ผมคิดว่าสิ่งที่เป็นแนวทางที่ต้องดําเนินการแล้วคือการสร้างความเข้มแข็ง ของวัฒนธรรมขึ้นมาใหม่ เมื่อเราก้าวสู่ประชาคมอาเซียน เราจะมีคนเข้ามา หลั่งไหลมา ในประเทศเรามากยิ่งขึ้น ต่อความจําเป็นในการที่จะสร้างมรรยาทสังคม ในการที่จะสร้าง วัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับการดําเนินชีวิตของผู้คนในการต้อนรับคนที่ก้าวมาสู่ประเทศของเรา ในความเปลี่ยนแปลงในวันข้างหน้า จากสังคมที่มีคน ๖๐ ล้านคน ไปสู่สังคมที่มีคนเพิ่มขึ้นอีก ๑๐ เท่า เป็น ๖๐๐ ล้านคน ผมเชื่อว่าการเตรียมผู้คนให้รองรับโดยการสร้างความเข้มแข็ง ของวัฒนธรรมเป็นความจําเป็นที่จะต้องมีขึ้น สิ่งที่เป็นตัวอย่างของปรากฏการณ์ที่เรา ควรจะสร้าง เช่น เรื่องความมีวินัยของคนในชาติ ซึ่งผมคิดว่าทุกวันนี้ความมีวินัย ของคนในชาติเราอ่อนด้อยลงไป เราอ่อนล้าลงไป เราจึงจําเป็นจะต้องสร้างขึ้นมา เพื่อให้คน สามารถที่จะดําเนินชีวิตแล้วเป็นประโยชน์ต่อผู้คนที่จะหลั่งไหลเข้ามาในบ้านเมืองของเรา ในวันข้างหน้า การสร้างความเข้มแข็งของวัฒนธรรมหรือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ เป็นความจําเป็นที่กระทรวงวัฒนธรรมจะต้องดําเนินการให้มีขึ้น ถามว่าเรามีอยู่แล้ว อ่อนล้าลงไป เราจะสร้างหรือจะทําให้เข้มแข็งขึ้นมาใหม่ได้อย่างไร ทําได้ครับ เราทําได้ ๒ แนว

แนวที่ ๑ ก็คือการกําหนดเป็นแนวคิดในสังคม แล้วก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปเร่งรัดในการปฏิบัติ ในการจัดการให้พี่น้องประชาชนได้ดําเนินการ ผมมีตัวอย่าง ของการกําหนดแนวทางที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องของการสร้างความมีวินัยในเรื่องการจราจร มันมีคําขวัญที่ตรงกับสถานการณ์มากเลยนะครับ เช่น วินัยจราจรสะท้อนวินัยชาติ ผมเห็นว่า เป็นการกําหนดที่เป็นประโยชน์ต่อการมีวินัยในการขับขี่ยวดยานของผู้คนในประเทศไทย ในเมืองใหญ่ ซึ่งเรามีปัญหาเหล่านี้มาก เช่น การขับรถสวนเลน การไม่หยุดไฟแดง การไม่ดู สัญญาณจราจร สิ่งเหล่านี้เป็นความจําเป็นที่เราต้องกลับมาเร่งรัดให้มีมากขึ้น วันนี้พอเรานั่ง ในรถนี่ครับ คนที่อยู่ในรถคันอื่นเรามองเป็นศัตรูหมดเลยนะครับ เราจะเบียด เราจะแซง เราจะปาดหน้า เราจะเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยมาก แต่วันที่บ้านเมืองเปลี่ยนแปลง สังคม เปลี่ยนแปลง การเร่งรัดสิ่งเหล่านี้จําเป็นจะต้องกลับมา ส่วนหนึ่งก็คือการกําหนดแนวคิด จากด้านบนแล้วให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกํากับให้ปฏิบัติเป็นไปตามแนวทาง

แนวทางที่ ๒ ในทางกลับกันนะครับ กําหนดเป็นแนวปฏิบัติจากเบื้องล่าง เร่งรัดในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นปัญหา ซึ่งเป็นความจําเป็นที่ต้องได้รับการแก้ไข แล้วให้คน ปฏิบัติซ้ําแล้วซ้ําอีก จนเป็นแบบแผนปฏิบัติ แล้วยกระดับไปเป็นค่านิยมหรือเป็นแนวคิด วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่ทําให้เข้มแข็งได้ วัฒนธรรมเป็นเรื่องที่เราสร้างได้ เราต้องการสังคม ของคนในยุคปัจจุบันในเรื่องใดบ้าง ผมคิดว่าเป็นภาระหน้าที่นอกเหนือจากงาน ศิลปวัฒนธรรมที่เราทําอยู่แล้ว และก็ทําได้ดีอยู่แล้ว มีเรื่องอื่นนะครับ เช่น การอยู่ อย่างมีเหตุมีผล การใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า การใช้ชีวิตอย่างสงบ ใช้ความสันติในการแก้ปัญหา หรือเรื่องละเอียดอ่อน เช่น การใช้ชีวิตอย่างมีศิลปะ ผมคิดว่าสังคมไทย กระทรวงวัฒนธรรม จะต้องเข้ามามีภาระในเรื่องเหล่านี้ที่จําเป็นจะต้องทําให้เกิดขึ้น

ภาระที่ ๒ ที่เห็นว่าเป็นเรื่องสําคัญที่กระทรวงวัฒนธรรมไม่เคยทํามาก่อน แล้วเป็นเรื่องที่กระทรวงเล็กจะเป็นกระทรวงที่ยิ่งใหญ่ได้ ก็คือภาระในการสร้างการเมืองดี ผมพูดเรื่องนี้ด้วยเห็นว่าการสร้างการเมืองดีเป็นความจําเป็น กระทรวงวัฒนธรรม จะรณรงค์อย่างไรที่จะส่งเสริมคนดีให้มาสร้างการเมืองดี ในการเมืองเราต้องการคนดี เข้าสู่สภา แต่เราไม่สามารถสกัดกั้นคนชั่วไม่ให้เข้าสู่สภานี่ไม่ได้ ด้วยจะดีหรือชั่วเขาบอกว่า ถ้ามีคุณสมบัติถูกต้อง เหมาะสม ครบถ้วน เขาสามารถที่จะสมัครได้ แล้วเมื่อสมัครแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนแล้วมีคนเลือกด้วยคะแนนที่รองรับมากกว่าคนอื่นเขาก็มีสิทธิ มาเป็นนักการเมืองได้ เพราะฉะนั้นการที่เราไม่สามารถหรือไม่สามารถแยกเฉพาะคนดี หรือคนที่ดีกว่ามาสู่การเมือง ผมคิดว่าการรณรงค์ของกระทรวงวัฒนธรรมในเรื่องการเมือง ดูจะเป็นเรื่องที่ต้องทํา

อีกเรื่องหนึ่งเรื่องที่เป็นปัญหาของพวกเราในระยะเวลา ๒-๓ วันนี้ คือการเมืองในระบบรัฐสภาเราอยู่ในระบบรัฐสภาที่เป็นแบบรัฐสภาแบบมีการอภิปราย นะครับ มันมีหลักที่ศาสตราจารย์ดอกเตอร์หยุด แสงอุทัย จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พูด ไว้เมื่อประมาณ ๔๐ ปีที่แล้วว่าการเมืองในระบบรัฐสภาแบบอภิปรายมันมีหลักอยู่ ๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ก็คือผู้อภิปรายจะต้องมีข้อมูล มีหลักฐาน มีในเรื่องที่สนใจ อย่างเพียงพอ

เรื่องที่ ๒ ก็คือการนําเสนอโดยการอภิปรายภายใต้ระเบียบข้อบังคับ ของการประชุมภายใต้รัฐธรรมนูญ และเนื่องจากเป็นระบบรัฐสภาแบบอภิปรายแน่นอนครับ การกระทบด้วยการทําหน้าที่เป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครชมผมชอบ ใครด่าผมไม่ชอบ มันเป็นอย่างนี้ เมื่อไม่ชอบ เมื่อมีการกระทบกระทั่ง เมื่อการอภิปรายเสียดสี มีการมาว่ากันมันก็เลยมีหลักข้อ ๓ ว่าเนื่องจากเป็นการทําหน้าที่ในฐานะสมาชิกสภาของ รัฐสภา

หลักข้อ ๓ ก็คือจําเป็นจะต้องทําให้ ก็คือการต้องให้อภัยกันว่าเป็นการทํา หน้าที่เราต้องให้อภัย สรุปแล้วหลักของรัฐสภาแบบอภิปราย ก็คือ

๑. เรื่องเสรีภาพ ทุกคนที่อยู่ในที่นี้ผ่านการเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา มีเสรีภาพที่จะลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นอภิปรายได้

๒. เป็นความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นท่านหญิง ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล มีความเสมอภาคกันในการที่จะทําภาระหน้าที่ ในสภา

๓. ก็คือเรื่องภราดรภาพ ทําหน้าที่กันไปไม่มีการโกรธขึ้ง ไม่มีการโกรธแค้น ไม่มีการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา กระทรวงวัฒนธรรมจําเป็นจะต้องรับภาระหน้าที่ ในฐานะกระทรวงเล็กที่มีความยิ่งใหญ่และจําเป็นจะต้องดําเนินการนะครับ ผมพูดถึง การเมืองในระบบรัฐสภาด้วยเห็นว่าทัศนะของประธานคณะกรรมการประสานงาน พรรคร่วมรัฐบาลได้ให้ทัศนะไว้อย่างนี้นะครับ ส.ส. ควรมาร่วมกันทําเวทีสภาให้สร้างสรรค์ พรรคการเมืองต้องแก้นิสัยไม่ดีของนักการเมือง โดยเฉพาะเรื่องกิริยามารยาท การพูดหยาบคาย เราควรมาทบทวนนับหนึ่งเรื่องนี้กันใหม่ นี่เป็นทัศนะของประธานคณะกรรมการ ประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล เป็นคําคมในมติชนในต้นสัปดาห์นะครับ ผมคิดว่าหน่วยงาน ที่มีภาระรับผิดชอบมีความจําเป็นที่สุดที่จะต้องดําเนินการให้เกิดประโยชน์ในการสร้างสรรค์ ในเรื่องเหล่านี้ ในเรื่องการเสริมสร้างวัฒนธรรม ในเรื่องการทําความเข้มแข็งของวัฒนธรรม ในเรื่องการเร่งรัดการทํางานสภาให้มีภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นในวันข้างหน้า ผมเห็นว่าภาระเหล่านี้ ไม่อยู่ในพันธกิจของกระทรวงวัฒนธรรม จึงจําเป็นต้องขอปรับร้อยละ ๘ ครับ