สาทิตย์ วงศ์หนองเตย แสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดีในกรณีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมของ นปช. และการเปลี่ยนแปลงการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และมีการจับหมายจับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แต่ภายหลังได้มีการสั่งไม่ฟ้อง ทำให้ประชาชนสงสัยว่าวินิจฉัยของกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่โปร่งใส
ท่านประธานครับ ที่ผมได้อภิปราย ไปนั้นผมยืนยันว่าเป็นข้อเท็จจริงซึ่งตรวจสอบได้ และประชาชนเองก็ได้รับทราบ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ แต่ผมพูดแทนใจประชาชนว่า ไฉน ๒ เรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องกระทบต่อ สถาบันสูงสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งควรที่จะมีบทบาทหน้าที่ในการดําเนินการสืบสวน สอบสวนตามอํานาจหน้าที่ที่มีอยู่ ด้วยเงินภาษีของพี่น้องประชาชนที่ไปจากงบประมาณ เอาคนผิดจาบจ้วงเหล่านั้นมาลงโทษ แต่เพียงแต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ความเห็น ของข้าราชการซึ่งรับเงินภาษีประชาชนในนามกรมสอบสวนคดีพิเศษกลับเปลี่ยนทิศทาง ไป ๓๖๐ องศา มันเกิดอะไรขึ้น นี่ต่างหากครับ ที่เป็นข้อสงสัยของผมที่ตั้งประเด็น ต่อการทํางานความโปร่งใสในข้อวินิจฉัย ว่ามันมีความโปร่งใสหรือไม่ หรือเป็นการเข้าด้วย ช่วยเหลือคนที่มีอํานาจ และเป็นการเข้าด้วยช่วยเหลือที่มีความหมิ่นเหม่ต่อเรื่องของ หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ประเด็นนี้ครับ ที่ในการทํางานกรรมาธิการผมได้ตรวจดูคําซักถาม ของกรรมาธิการโดยละเอียดทุกตัวอักษรจากที่มีกรรมาธิการท่านหนึ่งเปิดเผยไว้ ไม่มี ประเด็นเหล่านี้ในการทํางาน ในฐานะที่ไปรักษาเงินงบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน ผมถึงบอกต้องปรับลด ๒ เรื่องนี้กระทบความรู้สึกมากนะครับ ประเด็นที่ผมจะยกถัดไปนั้น จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการทํางานในกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยเฉพาะ เช่นเดียวกัน เป็นประเด็นคดีที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีมีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมของ นปช. เป็นคดีพิเศษ ที่ ๘/๒๕๕๔ ผู้ต้องหาชื่อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประเด็นก็คือว่า เมื่อมีการ ดําเนินการสืบเนื่องจากกรณีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมแล้ว เมื่อพนักงานสอบสวนของ กองบัญชาตํารวจนครบาลทําสํานวนชันสูตรศพเสร็จ ก็จะส่งไปให้ดีเอสไอ หรือกรมสอบสวน คดีพิเศษเพื่อรวมไว้ในสํานวนคดีอาญา ต่อมาจากการสอบสวน ถ้าดีเอสไอเห็นว่ามีผู้ตาย บางรายที่น่าเชื่อว่าตายจากอาวุธปืนเจ้าหน้าที่ ก็ได้ส่งสํานวนชันสูตรของผู้ตายรายนั้น ๆ คืนไปยังกองบัญชาการตํารวจนครบาลเพื่อทําสํานวนชันสูตรให้ถูกต้องตามกฎหมายต่อไป แต่ปรากฏว่ามีเหตุเอกสารรั่วไหลครับ แล้วปรากฏข้อเท็จจริงตามข่าวว่าเอกสารดังกล่าว ได้รั่วไหลไปถึงนายจตุพร ในวันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๕๓ นายจตุพร นําเอกสารดังกล่าวไปยื่นให้ผู้บัญชาการทหารบก โดยมีผู้แทนกองทัพบกรับเอาไว้ ปรากฏว่าเหตุมีการซักถามดีเอสไอกลับมาว่าปล่อยให้เอกสารซึ่งต้องเป็นเอกสารลับ ของทางราชการไปอยู่กับนายจตุพรได้อย่างไร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงสั่งการให้ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งชื่อ พันตํารวจโท ถวัลย์ รับคดีทําการสอบสวนเอาผิดต่อคนซึ่งได้เอกสารไป พันตํารวจโท ถวัลย์ ก็รับคําร้องทุกข์เป็นคดีพิเศษ ที่ ๘/๒๕๕๔ โดยมีอธิบดีกรมสอบสวน คดีพิเศษเป็นผู้กล่าวหาด้วยตนเอง แล้วมีนายจตุพรตกเป็นผู้ต้องหา ต่อมา พันตํารวจโท ถวัลย์ นี่ละครับ ที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษนี้รวบรวมหลักฐาน แล้วไปขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับนายจตุพร ข้อหาว่ากันไป แต่ต่อมาครับ พอเปลี่ยน รัฐบาลมาเป็นพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลกลับมีคําสั่งไม่ให้ฟ้องในคดีนี้ อธิบดีกรมสอบสวน คดีพิเศษสั่งให้ พันตํารวจโท ถวัลย์ คนเดิมที่ตัวเองสั่งให้ไปดําเนินคดี แล้วกลายเป็นคดีพิเศษ เพราะเอกสารลับทางราชการรั่วไหลไป แล้วเป็นคดีที่เกี่ยวเนื่อง เป็นคดีพิเศษนั้น ทําสรุป สํานวน ทําความเห็น สั่งไม่ฟ้องให้กับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ แล้วส่งต่อไปยังอัยการ เมื่อเดือนเมษายน ปี ๒๕๕๕ โดยไม่มีการจับกุมหรือเรียกมาแจ้งข้อหาแต่ประการใดเลย นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ประสิทธิภาพการทํางานตามกฎหมาย ความรับผิดชอบต่อกฎหมาย และความศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองในกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นประเด็นที่ค้างคาใจประชาชน ที่จ่ายภาษีแน่นอนครับ เพียงแค่เปลี่ยนรัฐบาลเรื่องที่มีขั้นถึงออก ขอศาลอาญาออกหมายจับ แล้วไม่มีการดําเนินการแม้แต่กระทั่งเป็นการดําเนินการเรียกมาพบพนักงานสอบสวน หรือแจ้งข้อหา ไม่มีการดําเนินการเลยมันเกิดอะไรขึ้น ประชาชนมีสิทธิครับ ที่จะตั้งข้อสงสัย ต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษและกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะรับเงินภาษีจากประชาชน ต้องทําความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง คดีที่มีผลกระทบยิ่งใหญ่ขนาดนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษใช้อํานาจอะไรที่ไม่ดําเนินการใด ๆ ในเรื่องเหล่านี้ครับ
มีประเด็นถัดมาอีกท่านประธานครับ จะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคน ซึ่งอยู่นอกสภาผู้แทนราษฎรนี้เช่นเดียวกัน แต่เป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง เป็นกรณี ที่เกี่ยวข้องกับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องของ นายอริสมันต์ที่ไปปราศรัยที่หน้ากองบัญชาการกองทัพบก เมื่อเดือนมกราคม ปี ๒๕๕๓ และที่จังหวัดขอนแก่น ถ้าท่านประธานจําได้ เรื่องนี้มีการเผยแพร่กันไปทั่ว คนรู้ไปหมดครับ นั่นก็คือเรื่องของแก้ว ๓ ประการ และเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของคําว่า น้ํามัน เติมน้ํามันขวดละลิตร ล้านขวด ล้านลิตร แล้วกรุงเทพ ฯ จะเป็นทะเลเพลิง เรื่องนี้เป็นความผิดแน่นอนครับ ตามมาตรา ๑๑๖ ของประมวลกฎหมายอาญา เพราะเป็นเรื่องกระทําให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจาหนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทําตามความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เหตุการณ์นี้นะครับ มีคนไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองปราบ กองปราบก็รับเรื่องเห็นว่า เป็นความผิดจริงก็ไปออกหมายจับกับศาลอาญาทั้ง ๒ คดีมีหมายจับตามศาลอาญา ที่ ๖๑๒/๒๕๕๓ และ ที่ ๖๑๓/๒๕๕๓ ต่อมาก็เกิดเรื่องครึกโครมเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๕๓ ครับ พอสืบรู้ตัวว่าอริสมันต์หลบหนีไปอยู่ที่เอสซี พาร์ค (SC Park) ตํารวจยกกันไป แต่ต่อมา ก็มีกลุ่มเสื้อแดงยกกําลังไปขัดขวาง คดีนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพราะต่อมากรรมการคดีพิเศษได้รับให้เป็นคดีพิเศษ กองปราบก็ส่งเรื่องสํานวนไปให้ดีเอสไอ ดีเอสไอรับไว้เป็นคดีพิเศษ ที่ ๒๔๒/๒๕๕๓ และ ๒๔๓/๒๕๕๓ เป็นช่วงรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์เหตุการณ์เหมือนกันเลย ต่อมาเมื่อเปลี่ยนเป็นรัฐบาลพรรคเพื่อไทย นายอริสมันต์ซึ่งหลบหนีไปอยู่เขมรกลับมาเมืองไทยเข้ามอบตัวตามหมายจับ ๒ คดีนี้ เมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๕๔ประเด็นที่เกิดขึ้นก็คือต่อมามีการสรุปสํานวนสั่งไม่ฟ้องให้อธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษลงนามส่งไปให้อัยการ เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ออกหมายจับแล้วติดตามจับกุมกันมานาน จนนายอริสมันต์ต้องหนีไปอยู่เขมร แต่จู่ ๆ ก็กลับมาเป็นการสั่งไม่ฟ้อง ประชาชนที่เขาจ่ายเงินภาษีให้กรมสอบสวนคดีพิเศษมีสิทธิสงสัย ไหมครับว่าวินิจฉัยของกรมสอบสวนคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษวินิจฉัย โดยโปร่งใส ยึดหลักกฎหมายหรือไม่