สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณของกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ เนื่องจากเห็นว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษมีการใช้อำนาจหน้าที่ไม่เป็นธรรม และไม่ปฏิบัติตามหลักนิติธรรม และเรียกร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใสและชอบด้วยกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมได้เสนอ ขอปรับลดงบประมาณในส่วนของกระทรวงยุติธรรมลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ และปรับลด งบประมาณในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน ความจริงแล้ว ผมได้เสนอปรับลดงบประมาณในส่วนกระทรวงยุติธรรมนี้ในทุกกรมนะครับ แต่จากการ ตรวจสอบของผม และติดตามการทําหน้าที่ของคณะกรรมาธิการนั้น ผมเห็นว่าการปรับลด งบประมาณในส่วนกระทรวงยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีการปรับลดลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น กล่าวคือมีการขอเอาไว้ที่ ๑,๑๒๒ ล้านบาทเศษ แต่ท่านปรับลดไป ๑,๐๘๘ ล้านบาท ผมเห็นว่ายังปรับลดน้อยไป น้อยไปเพราะเหตุว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความสําคัญ ท่านอธิบดีกรมสอบสวนคดี พิเศษได้ไปชี้แจงในคณะกรรมาธิการ มีบันทึกเอาไว้อย่างชัดเจนว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น เป็นความยุติธรรมต้นทาง ความหมายก็คือว่าถ้าหากกระบวนการยุติธรรมต้นทาง ไม่รักษาความเป็นธรรม มีการประพฤติปฏิบัติที่หมิ่นเหม่ต่อการทําผิดกฎหมายเสียเอง แม้แต่กระทั่งการวินิจฉัยที่มีประเด็นปัญหาว่ากลับไปกลับมาในหลายครั้งนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการทําหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเอง และถ้าย่อหย่อนประสิทธิภาพลง เงินงบประมาณของแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน ซึ่งรอคอยความหวังจากการทําหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษย่อมถูกกระทบกระเทือน ไปด้วย เงินงบประมาณกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นมีงบอยู่จํานวนหนึ่ง ซึ่งในคณะกรรมาธิการ ท่านเองมีการซักถาม นั่นก็คืองบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการไปดําเนินการกับคดี ที่มีความล่าช้า ในเอกสารของกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ชี้แจงกรรมาธิการว่ามีคดีตกค้าง ในช่วงเวลา ๓ ปีอยู่ประมาณ ๔๔ คดี เป็นคดีที่ต้องแสวงหาพยานหลักฐานค่อนข้างเยอะ นอกจากนั้นยังมีการพูดถึงงบประมาณในส่วนของงบประมาณลับ ๓๕ ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวข้อง กับอํานาจหน้าที่ที่กรรมาธิการก็ชี้แจงเองว่าเป็นอํานาจหน้าที่ที่มาก่อนการรับเป็นคดีพิเศษ เพราะฉะนั้นการตรวจสอบกรมสอบสวนคดีพิเศษของผมนั้นจึงจะคาบเกี่ยวกันระหว่าง งบประมาณกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเจ้ากระทรวงคือรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นผู้บังคับบัญชาของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ การดําเนินการใด ๆ ของท่านที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย ต่อความรู้สึก ต่อความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน เป็นหน้าที่ของผมครับ แล้วผมสรุปว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษนั้นสมควรจะต้องถูกปรับลดงบประมาณลง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในเอกสารคําของบประมาณของกรสอบสวนคดีพิเศษ ในเอกสารเล่มขาว คาดแดงได้พูดถึงเอาไว้ในส่วนที่เป็นพันธกิจว่าป้องกันปราบปรามสืบสวนสอบสวนและ ดําเนินคดีพิเศษอย่างมีประสิทธิภาพด้วยความเป็นธรรม ความเป็นธรรมนี้สําคัญครับ ท่านประธาน ความเป็นธรรมหมายความถึง ข้อความที่มาจากรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๓ ซึ่งพูดถึงหน่วยงานของรัฐและองค์กรอื่น จะต้องปฏิบัติหน้าที่โดยถือหลักนิติธรรม หลักนิติธรรมคือหลักที่คุ้มครองผู้สุจริต ประชาชนผู้สุจริตย่อมต้องถูกคุ้มครอง แต่ผมเห็นว่า การใช้อํานาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษเท่าที่ได้ติดตามนั้น มิได้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ และพันธกิจ กล่าวคือไม่มีความเป็นธรรม
ในประการที่ ๑ ผมเห็นว่าการใช้อํานาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษนั้น มีการวินิจฉัยที่ส่อความไม่โปร่งใส กลับไปกลับมา เข้าลักษณะเข้าด้วยช่วยเหลือผู้มีอํานาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีสําคัญที่กรมสอบสวนคดีพิเศษรับผิดชอบ เป็นการดําเนินการ ที่ขัดหลักนิติธรรม ในคดีแรกที่ผมเห็นว่าการดําเนินงานกรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นตัวอย่างว่า มีการวินิจฉัยโดยไม่โปร่งใสนั้น คือคดีพิเศษที่มีการประชุมเป็นคดีพิเศษโดยกรรมการคดีพิเศษ ครั้งที่ ๔/๒๕๓๓ เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ซึ่งมีมติเอกฉันท์ให้รับคดีการกระทํา เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ โดยมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เรียกว่า คดีขบวนการล้มเจ้า หรือ คดีผังล้มเจ้า ในคดีนี้นั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยคณะกรรมการคดีพิเศษได้รับเป็น คดีพิเศษแล้ว ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าในห้วงระยะเวลาของการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนมาต่อเนื่องว่าคดีนี้มีการกระทํา เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ โดยมุ่งร้ายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มีการกระทําเชื่อมโยง เป็นขบวนการ มีกลุ่มทุนหนุนหลังเพื่อเปลี่ยนอุดมการณ์การปกครองประเทศ ซึ่งปรากฏ เป็นข่าวในกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ วันที่ ๘ กรกฎาคม ปี ๒๕๕๓ และได้ไปกล่าวในรายการ ทางโทรทัศน์ช่อง ๑๑ ยืนยันโดยท่านอธิบดีท่านนี้ว่าขบวนการล้มเจ้ามีจริง ประเด็นที่ผม กล่าวหาว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่สําคัญและส่งผลกระทบต่อความรู้สึกประชาชน และส่อสะท้อนถึงประสิทธิภาพการทํางานกรมสอบสวนคดีพิเศษก็เพราะว่า ในคดีนี้เป็นคดีที่ อยู่ในความสนใจของประชาชน สถาบันสูงสุดอันเป็นที่เคารพนั้นเป็นสิ่งซึ่งผู้ใดมิบังควร ที่จะไปกระทําให้เกิดความเสียหายไม่ว่าโดยประการใด เมื่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งต้องดําเนินการตามมติของกรรมการคดีพิเศษกล่าวอย่างหนักแน่นว่าคดีนี้มีการกระทํา อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ มุ่งร้ายต่อสถาบัน กระทําเชื่อมโยงเป็นขบวนการ มีกลุ่มทุนหนุนหลัง แปลว่ามีพยานหลักฐานในชั้นสืบสวนสอบสวนเบื้องต้นชัดเจน แต่การกลับกลายเป็นว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในวันที่ ๒๓ สิงหาคม ปี ๒๕๕๔ พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนําในการเป็นรัฐบาล บรรดาบุคคลที่อยู่ในข่ายที่ควรเป็น ผู้ต้องหาคดีนี้มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องเป็นฝ่ายเดียวกับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนํารัฐบาล ปัจจุบัน ปรากฏว่าอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกับพวก ซึ่งเป็นคณะกรรมการ สืบสวนสอบสวนคดีนี้ มีการแถลงกลับความคิดเห็นเบื้องต้น ๓๖๐ องศา เรียกว่า ขาวเป็นดํา ในวันที่ ๑๑ เมษายน ปี ๒๕๕๕ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องผู้ที่ อยู่ในข่ายเป็นผู้ต้องหาทุกคนในคดีนี้ โดยอ้างว่าคดีไม่มีมูลหรือพยานหลักฐานที่เพียงพอ จะดําเนินคดีต่อไปได้ กรณีเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้สุจริต ซึ่งรอการดําเนินการต่อ คดีผังล้มเจ้าเพราะเป็นคดีสําคัญ การวินิจฉัยกลับไปกลับมาในครั้งนี้หลายฝ่ายได้ตั้งข้อสังเกต ว่า เป็นการดําเนินการวินิจฉัยคดีในอํานาจหน้าที่ของตน โดยมีปัญหาไม่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการละเว้นไม่ทําการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน อย่างจริงจังทั้ง ๆ ที่กรรมการคดีพิเศษมอบหมายให้ปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงาน อีกหลายหน่วยที่มีศักยภาพสูงในการแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน นี่เป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษซึ่งต้องดําเนินการตามกฎหมายคดีพิเศษ ปี ๒๕๔๕ จะต้องดําเนินการ ประเด็นจึงอยู่ตรงที่กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยอธิบดีที่เป็นผู้นํา สูงสุด