สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๖

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของรัฐบาล โดยมีจุดเน้นเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนโมเดลการพัฒนาประเทศของไทยจากประเทศที่รับจ้างทําของไปสู่ประเทศที่มีการออกแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม และมีแบรนด์ของตัวเอง

นายอลงกรณ์ พลบุตร บัญชีรายชื่อ

เพราะกระผมเห็นว่ากองทุนส่งเสริม เศรษฐกิจสร้างสรรค์นั้นซึ่งกําหนดไว้ในการของบประมาณประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๗ จํานวน ๗๐๐ ล้านบาทนั้น ที่ผมได้เสนอแปรญัตติปรับลด เพราะต้องการที่จะถาม คณะกรรมาธิการว่าได้มีการตรวจสอบซักถามถึงผลดําเนินการอย่างไรหรือไม่ เพราะว่า ตลอด ๒ ปีที่ผ่านมานั้นการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยมีกลไกกองทุน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ไม่ได้เดินหน้าเลย นับแต่เราได้มีการประกาศนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยประกาศเป็นพันธสัญญา ๑๒ ข้อ ที่ทําเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ โดย ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ด้วยความมุ่งหวังว่าเราจะเปลี่ยน โมเดล (Model) การพัฒนาประเทศสู่แนวทางใหม่ นั่นก็คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยนจากประเทศที่เป็นโออีเอ็ม (OEM) มาสู่ประเทศที่เป็นโอดีเอ็ม (ODM) และโอบีเอ็ม (OBM) ก็คือเปรียบเทียบง่าย ๆ ก็คือเปลี่ยน จากการรับจ้างทําของมาสู่การมีการออกแบบ สร้างมูลค่าเพิ่ม แล้วก็ไปสู่การมีแบรนด์ (Brand) ของตัวเอง นั่นคือแนวทางเดียวที่จะก้าวพ้นความยากจนของประเทศนี้ เนื่องจากว่า ในงบประมาณแผ่นดินที่เราขอมาแต่ละปีนั้น โดยเฉพาะปีนี้ก็ขอมาถึง ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท แต่เราไม่สามารถก้าวพ้นความยากจน เราไม่สามารถที่จะทําให้เรามีสินค้าบริการ แทนที่จะ ขายแต่วัตถุดิบหรือการแปรรูปเบื้องต้นจึงทําให้รายได้ของประชาชนยังไม่ถึง ๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อปี ถูกประเทศมาเลเซียซึ่งใน ๑๐ ปีเศษเท่านั้นเองเขาได้ปรับโมเดล ของการพัฒนาเศรษฐกิจมาสู่แนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่ม จนประชากรของเขามีรายได้ต่อหัว เกือบ ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐต่อปี มากกว่าเรา ๑ เท่าตัวแล้ว นั่นเป็นเพราะยุทธศาสตร์ และนโยบายในการขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ จะเรียกว่าเป็นการปฏิรูปประเทศ ด้วยแนวทางของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็ว่าได้ แต่กระผมไม่เห็น ๒ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ปีที่ผ่านมานั้นว่าได้มีการดําเนินนโยบายในกิจกรรมแผนงานต่าง ๆ ตามงบประมาณที่ขอมานั้น อย่างสัมฤทธิ์ผล ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติที่รัฐบาลที่แล้ว ได้ตั้งขึ้นเรียบร้อย อยู่ในสังกัดสํานักนายกรัฐมนตรี มีแต่เรื่องของการไปขอแก้ไขระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรี แล้วก็ยังไม่ได้ดําเนินการอะไร รวมไปถึงกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ก็ไม่ดําเนินการใด ๆ ก็ไปแก้ไข ออกแก้ไขระเบียบใหม่ ยกเลิกระเบียบเก่า แล้วก็เขียน ระเบียบใหม่ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อจากสํานักงานกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาสู่กองทุน ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แล้วก็ย้ายจากที่ให้สภาพัฒน์มาอยู่ในสํานักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นอกจากนั้นไม่ว่าจะเป็น โครงการในเรื่องของสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือว่าครีเอทีฟอะคาเดมี (Creative Academe) ซึ่งเราได้ร่วมมือกับ ๑๐๐ กว่ามหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชน ในการที่จะให้เป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะ ศูนย์วิจัยและพัฒนาสินค้าและบริการร่วมกับ ผู้ประกอบการภาคเอกชนใน ๑๕ กลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ ก็แทบจะลืมเลือนหายไปหลังจากที่ เรามีกระแสขับเคลื่อนเรื่องนี้จนกระทั่งออกไปสู่อาเซียนในช่วงปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ แม้แต่ตํารับตําราวิชาเรียนวิชาสอนที่ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อเปลี่ยนการเรียนการสอน เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของเด็กไทย นักศึกษาไทยไปสู่แนวทางของการคิดเป็นทําเป็น จากการท่องจํา และได้มอบให้ตํารับตําราวิชาเรียนให้กับ ๕ กระทรวงซึ่งมีสถาบันการศึกษา ในสังกัดก็กลับปรากฏว่าหายเงียบไป รวมไปถึงโครงการการจัดประชุมนานาชาติ ว่าด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อให้ประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางของแนวทางเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้ซึ่งก็ทํามาอย่างต่อเนื่อง มีหลายสิบประเทศมาร่วมและองค์การ ระหว่างประเทศ เช่น อังค์ถัด (UNCTAD) ก็ดี หรือว่าดับเบิลยูทีโอ (WTO) ก็ดี หรือว่า ไวโป (WIPO) ก็ดี ได้มีส่วนร่วมอย่างสําคัญในการที่จะขับเคลื่อนเพื่อให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้ แล้วก็ขยายแนวทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้สามารถที่จะ เปลี่ยนประเทศนี้ให้ก้าวพ้นความยากจนจากประเทศที่รับจ้างทําของเหมือนช่างเย็บเสื้อผ้า โหลนั้นไปสู่การผลิตเสื้อผ้าที่มีแฟชั่นและมีแบรนด์ ดังนั้นกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งได้ตั้งงบประมาณมาติดต่อกัน ๒-๓ ปีงบประมาณแล้วครับ ปีนี้ ๗๐๐ ล้านบาท กรรมาธิการได้มีการซักถามหรือไม่ครับว่าผลงานที่ผ่านมาเป็นอย่างไรเพราะไม่ปรากฏเลยว่า ได้มีโครงการใด ๆ ของภาคเอกชนที่ต้องการได้รับการสนับสนุนหรือว่าเมืองเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ต้นแบบ ๑๐ เมืองที่เราดําเนินการเสร็จเรียบร้อย หรือว่า ๑๕ สถาบันพัฒนา เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในความร่วมมือ ๑๔๒ มหาวิทยาลัยทั่วทั้งประเทศ และรวมถึงโครงการ รางวัลนายกรัฐมนตรีที่เรียกว่า พีเอ็ม ครีเอทีฟ อวอร์ด (PM Creative Award) เพื่อเป็น แรงบันดาลใจ ล้วนแล้วแต่หายเป็นกลีบเมฆจึงต้องการความใส่ใจ เพราะนี่อาจจะเป็นเพียง กุญแจดอกเล็ก ๆ แต่มันจะเป็นกุญแจไขประเทศนี้ไปสู่การพ้นความยากจน ไม่ต้องขายข้าว เป็นตัน แต่ขายข้าวเป็นกิโลกรัม เป็นกรัมให้มากขึ้นด้วยการแปรรูปสร้างมูลค่า ด้วยการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมที่เป็นมรดกของเรามา ด้วยทักษะความรู้ความสามารถ เกาหลีสามารถส่งออกสินค้าดนตรี ภาพยนตร์ ละคร หรือการออกแบบในเรื่องของ แอนนิเมชัน (Animation) ประสบความสําเร็จ เราก้าวเดินไม่ได้ห่างกันเท่าไรนัก เพียงแต่ ขาดตอนใน ๒ ปีนี้ จึงขอให้ท่านคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงหน่อยครับ เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ เรื่องเล็ก ๆ แต่มันหมายถึงโฉมหน้าใหม่และทิศทางใหม่ในการขับเคลื่อนประเทศครับ