ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของกฎหมายและความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาและหลีกเลี่ยงวิกฤตใหม่ นอกจากนี้เขายังชี้แจงเกี่ยวกับการออกกฎหมายนิรโทษกรรมและความเสี่ยงของการนำไปสู่การนิรโทษกรรมที่ไม่เหมาะสม
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายสําคัญอย่างยิ่ง ฉบับหนึ่งกับประวัติศาสตร์ความขัดแย้งทางการเมืองของสังคมไทยที่ก่อตัว แล้วก็ยาวนาน ต่อเนื่องมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร ๒๕๔๙ จนปัจจุบัน แล้วก็มีแนวโน้มที่น่ากังวลครับ ว่าถ้าหากฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะคนในกลไกบริหารนิติบัญญัติและตุลาการ ซึ่งใช้อํานาจอธิปไตยของประชาชน ไม่เกิดสํานึกร่วมกันในการพยายามที่จะแก้ไขถอนฟืน ออกจากกองไฟแล้วนําพาประเทศไทยออกจากวิกฤตนี้ไปให้ได้ ก็สุ่มเสี่ยงว่าเหตุการณ์ ที่รออยู่ข้างหน้าอาจจะเกิดวิกฤตอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขยายใหญ่ แล้วเกิดความสูญเสีย เกิดความเสียหายมากยิ่ง ๆ ขึ้นไป วันนี้สภานี้พูดจาหารือพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมว่าถูกที่ แม้อาจจะไม่ถูกเวลา เพราะโดยข้อเท็จจริงเราควรพูดคุยกันเรื่องนี้ ควรเดินหน้า ผลักดันเรื่องนี้กันมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะมีประเด็นต่าง ๆ ซึ่งกราบเรียนท่านประธานว่าผมจะใช้เวลาโดยกระชับสําหรับการอภิปรายวันนี้ ผมขออนุญาต ปูพื้นความเข้าใจเกี่ยวกับคําว่า กฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อให้ปรากฏชัดต่อที่ประชุม แล้วก็ หวังใจว่าการอภิปรายนับเนื่องไปจากนี้ก็น่าจะเกิดภาพความเข้าใจพื้นฐานอย่างเดียวกัน การออกกฎหมายนิรโทษกรรมสําหรับสังคมไทย ท่านประธานครับ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ไม่ใช่เรื่อง ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสภาชุดนี้ รัฐบาลชุดนี้ ประเทศนี้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม นับรวมทั้ง พระราชบัญญัติ พระราชกําหนดเบ็ดเสร็จแล้ว ๒๔ ฉบับ เริ่มต้นมาตั้งแต่ช่วงเวลาของ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี ๒๔๗๕ เหตุเกิดต่างกรรมต่างวาระ ต่างเงื่อนไข ต่างปัจจัย แต่สุดท้ายที่สุดก็ใช้กฎหมายนิรโทษกรรมในการแก้ปัญหา
ท่านประธานครับ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยหลักการเป็นอํานาจ ของฝ่ายนิติบัญญัติที่จะต้องใช้กระบวนการรัฐสภาในการออกกฎหมายฉบับนี้ มีบ้างครับ ที่รัฐบาลใช้อํานาจ ใช้ดุลยพินิจออกกฎหมายนิรโทษกรรมออกมาก็เป็นพระราชกําหนด แต่ก็ต้องนํามาให้สภาเห็นชอบอยู่ดี แล้วการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ท่านประธานครับ ทําได้ทั้งก่อนแล้วก็หลังการมีคําพิพากษา เมื่อออกมาแล้วก็เท่ากับว่าคนที่ถูกดําเนินคดี คนที่ถูกตัดสินลงโทษก็เท่ากับไม่เคยกระทําความผิด ไม่เคยถูกดําเนินคดี ไม่เคยถูกตัดสิน ลงโทษ ผลที่เกิดขึ้นต่อมาก็คือสิทธิต่าง ๆ ตามกฎหมายก็จะคืนกลับโดยสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิทางการเมือง สิทธิในการเข้ารับราชการ หรือสิทธิอื่นใดก็ตาม ท่านประธานที่เคารพ วันนี้สิ่งที่เรากําลังพูดกันนี่ แน่นอนที่สุดครับว่าการร่าง การตรากฎหมายทุกฉบับ ผมก็เห็น เหมือนที่เพื่อนสมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านอภิปรายว่าสิ่งที่ต้องยึดไว้ให้มั่นก็คือ หลักนิติธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญของตัวบทกฎหมาย เป็นแต่เพียงว่ากฎหมายนิรโทษกรรม หาใช่หมายความเหมือนกับกฎหมายทั่ว ๆ ไปไม่ แต่กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นกฎหมายที่มี ลักษณะพิเศษ คือเป็นเครื่องมือให้กับฝ่ายการเมืองหรือฝ่ายผู้มีอํานาจใช้ในการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งทางการเมือง แล้วเขาใช้เครื่องมือชิ้นนี้กันมาทั่วโลก รวมกระทั่งประเทศไทย หลายต่อหลายครั้ง ผมไม่ได้บอกว่า เวลาประเทศไหนมีความขัดแย้งก็ต้องออกกฎหมาย นิรโทษกรรมอยู่ร่ําไป ไม่ใช่ ท่านประธานครับ การแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองมันมี หลายวิธีการ หลายรูปแบบในการปฏิบัติ แต่หนึ่งในนั้นคือการออกกฎหมายนิรโทษกรรม อย่างแน่นอน เมื่อกฎหมายนิรโทษกรรมเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ใช้แก้ไขความขัดแย้ง ทางการเมือง การกําหนดมุมมองต่อกฎหมายลักษณะนี้จึงใช้แต่มุมมองเพียงมิติทางกฎหมาย อย่างเดียวไม่ได้ ท่านประธานครับ ต้องใช้มุมมองในมิติทางสังคมเข้าไปประกอบด้วย พูดอีกอย่างหนึ่งให้ชัดขึ้นก็คือการออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะยึดเพียงหลักนิติธรรม เพียงลําพังไม่ได้ จําเป็นที่จะต้องยึดหลักมนุษยธรรมควบคู่กํากับเข้าไปด้วย แล้วหลายต่อหลาย ประเทศ รวมทั้งประเทศไทยก็ปรากฏพบว่าหลังจากมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแล้ว สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง บรรยากาศที่เป็นความตึงเครียดของสังคมก็มักจะคลี่คลายหรือยุติลงไป ท่านประธานที่เคารพ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าพูดถึงหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ซึ่งแน่นอนครับ ก่อนที่ ผมจะลุกขึ้นอภิปรายก็ได้ยินคํานี้มาก หลังจากที่ผมอภิปรายแล้วผมก็เชื่อว่าคํานี้ก็ยัง เป็นคําหลักในการอภิปรายของทุก ๆ ท่าน ทีนี้เราก็ต้องมามองกันให้ชัดนะครับว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้ถูกกล่าวอ้างว่ากําลังละเมิดต่อหลักนิติธรรม ทั้ง ๆ ที่ผมเสนอแนวคิดว่า ต้องใช้หลักมนุษยธรรมหรือมิติทางสังคมกํากับด้วย ถ้าอย่างนั้นมันน่าจะมองอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีการละเมิดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมอย่างร้ายแรงชัดแจ้งมาโดยตลอด แล้วยังคงปรากฏ อยู่จนถึงขณะนี้ การละเมิดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมที่ร้ายแรงที่สุดในระบอบประชาธิปไตย คือการก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ยึดเอา อํานาจอธิปไตยของประชาชนมาไว้ภายใต้บุคคลเพียงคนเดียวในฐานะรัฏฐาธิปัตย์ นั่นคือ การละเมิดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง นั่นคือการก่ออาชญากรรมอย่างร้ายกาจ ที่สุดในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกครั้งที่ประเทศไทยมีการรัฐประหารท่านประธานครับ ก็จะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมตามมา ตัวอย่างล่าสุด หลังการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ก็มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับคณะรัฐประหาร ใครล่ะครับ จะมาออกในตอนนั้น ก็คณะรัฐประหารเองนั่นละ ใช้อํานาจที่ยึดปล้นไปจากประชาชน เท่านั้นยังไม่พอท่านประธานครับ หลังจากมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ได้มีการบัญญัติ การนิรโทษกรรม ซึ่งไม่เคยปรากฏมีมาก่อนก็เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญนี้ มาตรา ๓๐๙ นิรโทษกรรม ซ้ําเข้าไปอีก บอกว่าสิ่งใดก็ตามที่คณะรัฐประหารกระทําการตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ยันอนาคต ไม่ถือเป็นความผิด ท่านประธานครับ นี่ละครับ คือการละเมิดหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม อย่างชัดแจ้ง แล้วมันแสดงชัดเจนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยหลักการ ถ้ากฎหมายสูงสุด ในการปกครองประเทศ มีมาตราใดมาตราหนึ่งขัดต่อหลักนิติธรรมจะเรียกว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วพวกผมและพรรคเพื่อไทยก็ต่อต้านคัดค้านเรื่องนี้มาโดยตลอด เราพยายามที่จะ ยื่นให้มีการแก้ไขมาตรานี้ตั้งแต่คราวการรณรงค์รับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ น่าประหลาดใจครับ มีพรรคการเมืองบางพรรคกลับแสดงออกถึงการปกป้อง กลับแสดงออกถึงการสนับสนุน ให้คงมาตรานี้ต่อไป แล้วแสดงอาการต่อต้านชัดเจนเมื่อมีการพูดคุยว่าจะมีการแก้ไข มาตรา ๓๐๙ นี้ ทั้ง ๆ ที่อธิบายให้เป็นหลักนิติธรรม นิติรัฐอย่างไรก็อธิบายไม่ได้ ท่านประธานครับ ผมก็พยายามจะหาเหตุผลว่าทําไมมีคนบางคน คนบางกลุ่ม กลุ้มรุมกัน คัดค้านต่อต้านการจะแก้ไขมาตรา ๓๐๙ ซึ่งขัดหลักนิติธรรมที่กล่าวอ้างกันพบว่า น่าจะมี เหตุผลสําคัญประการเดียวครับ คือไปคิดกันเอาเอง วิเคราะห์กันเอาเองว่าการแก้ไข มาตรา ๓๐๙ ให้ถูกต้องตามครรลองครองธรรม ให้เป็นกฎหมายที่บังคับใช้อย่างเท่าเทียม แท้จริง อาจจะไปเกิดผลดีกับพันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร เข้า นี่หมายความว่า ต่อให้กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศมันขัดหลักนิติธรรม แต่ถ้าเป็นโทษกับ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ก็เอาไว้หรือครับ นี่หมายความว่า ถ้าหากมีกฎหมายใดก็ตามที่ มันขัดหลักนิติธรรม แต่มันจัดการ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้ก็ให้อยู่ อย่างนั้นหรือครับ แล้วถ้าเรามีวิธีคิดสําหรับกฎหมายสูงสุดของประเทศแบบนี้ เรามีวิธีคิดต่อหลักนิติธรรมเช่นนี้ แล้วเราจะกล่าวอ้างถึงหลักนิติธรรมอื่นใดได้อย่างไร เราจะ วิพากษ์วิจารณ์พระราชบัญญัติ เราจะวิพากษ์วิจารณ์พระราชกําหนด เราจะวิพากษ์วิจารณ์ กฎเกณฑ์ข้อบังคับใด ๆ ของสังคมว่าขัดหลักนิติธรรมได้อย่างไรในเมื่อเราก้มหัวให้กับ กฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธานว่าวันนี้สิ่งที่ผมจะต้องพูดคุยกันต่อก็คือกฎหมายฉบับนี้ออกแล้ว หมายถึงใคร อย่างไรบ้าง พูดกันเยอะครับ รวมกระทั่งคดีอันเกี่ยวเนื่องกับสถาบันเบื้องสูง เป็นคดีความ เป็นฐานความผิดที่รวมอยู่ในร่างกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ อย่างไร ผมก็ต้องเรียน อย่างที่เพื่อนสมาชิกหลายคนได้บอกละครับว่ากฎหมายฉบับนี้มุ่งนิรโทษกรรม ให้กับประชาชนทุกคน ทุกฝ่าย ทุกสีเสื้อที่ได้รับผลกระทบต้องคดีความทางการเมือง จากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องกันมานับตั้งแต่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ถึงในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ แน่นอนในกฎหมายบัญญัติอย่างนี้ เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งอภิปรายเมื่อคืนผมเห็นด้วยว่าจะต้องมีการขยายกรอบระยะเวลา อย่างไร เดี๋ยวจะขอแสดงความเห็นในประเด็นนั้น ทีนี้พอมีกรอบเวลาค่อนข้างเห็นชัด จะมีการปรับแก้บ้างว่ากัน มีกลุ่มประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกสีเสื้อก็ชัด คําถามต่อมา ก็คือว่าแล้วคนเหล่านั้นที่จะได้รับการนิรโทษกรรมจะต้องเป็นคนที่กระทําความผิด ทางการเมืองใช่หรือไม่ ตอบว่าใช่ครับ เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งได้กรุณาหยิบยกนาม ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ปูชนียบุคคลด้านกฎหมายของสังคมไทย บอกว่าท่านอาจารย์ ผู้อาวุโสได้อธิบายลักษณะความผิดทางการเมืองไว้ชัดเจนว่าคือการกระทําต่อองค์การแห่งรัฐ ใช่ครับ เป็นเช่นนั้น แต่ท่านไม่ได้อธิบายให้ครบถ้วน ถ้อยคําของท่านศาสตราจารย์จิตติ ยังอธิบายขยายความต่อไป และบรรดานักเรียนกฎหมายทั้งหลายเขาศึกษาเรียนรู้ ก็เป็นตามนี้ หลักฐานตามข้อมูลวิชาการต่าง ๆ ไม่ว่าจะในตํารับตํารา ในเว็บไซต์ (Web site) ก็ปรากฏเช่นนี้ ว่านอกเหนือจากเป็นการกระทําความผิดต่อองค์การแห่งรัฐแล้ว ยังเป็นการกระทําความผิด ต่อรูปแบบการปกครองหรือต่อสิทธิทางการเมืองของประชาชน ซึ่งอาจพิจารณาได้จากสภาพ ความผิดหรือมูลเหตุจูงใจ หรือจุดประสงค์ในการทําความผิด หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าเมื่อเกิดการกระทําแล้วก็ไม่ใช่จะชี้ชัดลงไปทันทีได้ ยังต้องมีองค์ประกอบ ในการพิจารณาถึงมูลเหตุจูงใจ ถึงจุดประสงค์ในการกระทําด้วย ผมกําลังจะกราบเรียน ท่านประธานว่าคนที่เรากําลังพูดถึงอยู่ในกฎหมายฉบับนี้หมายถึงประชาชนทั้งหลายนั่น ถ้าหากไม่มีสถานการณ์ทางการเมือง ไม่มีความขัดแย้งแบ่งแยกฝักฝ่ายหลายสี คนพวกนี้ ก็อาจจะเป็นสุจริตชนทํามาหากิน ร่ําเรียนหนังสือ ใช้ชีวิตตามปกติทั่วไป แต่เมื่อเขาออกมา ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง แล้วก่อเหตุอันเป็นที่ต้องคดีความแล้ว ก็เป็น เรื่องที่เราจะต้องมาพิจารณากันวันนี้ครับท่านประธานครับ ผมเรียนท่านประธานว่าการออก กฎหมายนิรโทษกรรม เพื่อนสมาชิกก็ยกตัวอย่างกันมาก ฝ่ายรัฐบาลก็ยกตัวอย่างเหตุการณ์ เดือนตุลาคม เดือนพฤษภาคม เหตุการณ์รัฐประหาร กบฏนั่นนี่ ฝ่ายค้านก็ยกตัวอย่าง เหตุการณ์หลายเหตุการณ์ขึ้นมาเหมือนกันวันนี้ ผมเรียนอย่างนี้ครับ การออกกฎหมาย นิรโทษกรรมที่ใช้กันอยู่ในประเทศไทย แต่ละครั้งเหตุผล เงื่อนไขและข้อเท็จจริงของ สถานการณ์มันแตกต่างกัน แล้วถ้าจะหยิบยกมาอธิบายนี่มันหยิบยกได้ทุกมุมครับ ถ้าเราจะบอกว่าการกระทําความผิด แล้วทรัพย์สินของรัฐเสียหาย เกิดเหตุไฟไหม้อาคาร ตึกรามบ้านช่อง ที่ทําการหน่วยงานของรัฐก็มีการนิรโทษกรรมกันมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เหตุการณ์เดือนตุลาคม เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ กรมประชาสัมพันธ์กองสลาก เกิดเหตุเพลิงไหม้ สุดท้ายมีการนิรโทษกรรมผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ถ้าเราจะบอกว่าความผิด ทางการเมืองมันต้องไม่เกี่ยวกับความผิดที่ก่อเหตุร้ายทําลายชีวิต หลายเหตุการณ์ ท่านประธานครับ ก็มีการนิรโทษกรรมต่อความสูญเสียเหล่านั้น แน่นอนเป็นเรื่องเศร้า เป็นเรื่องเจ็บปวด แต่นี่ประวัติศาสตร์มันปรากฏ กบฏแมนฮัตตันเขาไล่ยิงกันอย่างกับ ในหนัง ท่านประธานครับ ทรัพย์สินเสียหายมากมาย ท่านประธานที่เคารพครับ เหตุการณ์ กบฏบวรเดช มีการยกกําลังห้ามหั่นกันเสียชีวิตหลายสิบ มีการตั้งศาลพิเศษแล้วถูกจับกุมคุมขัง จากการตัดสินเป็นร้อยชีวิต หลังจากนั้นก็มีการนิรโทษกรรม เพื่อนสมาชิกบางท่านบอกว่า ที่ผ่าน ๆ มา เวลาเกิดเหตุเพลิงไหม้ เกิดเหตุถึงแก่ความตาย ที่นิรโทษกรรม เพราะว่าเวลานั้น ไม่พบการกระทําความผิดของบุคคลใด ท่านยืนยันได้เลยครับ ไม่พบหรือไม่หาครับ ไม่พบ หรือว่าแท้จริงแล้วผู้ที่ดูแลบ้านเมืองกันอยู่ในเวลานั้นเห็นว่าน่าจะใช้กฎหมายนิรโทษกรรม น่าจะใช้มิติทางสังคม แล้วก็เปิดโอกาสให้ประเทศเดินหน้ากันไปใหม่ ความขัดแย้งที่มีอยู่ ไม่ใช่ให้ลืม แต่จดจําเอาไว้เรียนรู้ต่อไป เป็นอย่างนี้หรือไม่ครับท่านประธาน ก็เหตุการณ์ เดือนตุลาคม เหตุการณ์เดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ หรือเหตุการณ์อื่นในภายหลังมีการจดจํา บันทึก ในภายหลังมีการทําหนังสือพ็อกเก็ต บุ๊ค (Pocket Books) ในภายหลังมีการทําสื่อ ต่าง ๆ ตามกันจริง ๆ เจอครับว่าใครเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตรงไหนบ้าง อายุความ อายุคดี ๒๐ ปีครับ ทุก ๆ เหตุการณ์นี้ก่อน ๒๐ ปีทั้งนั้นละครับ ท่านประธาน ก็จะมีข้อมูลข้อเท็จจริง เหล่านี้ปรากฏออกมา แต่แน่นอนที่สุดหลังการนิรโทษกรรมไปแล้ว แล้วผมก็เชื่อว่าในเวลา ที่เกิดเหตุดูกันจริง ๆ หากันจริง ๆ เจอครับว่าใครเกี่ยวข้อง แต่ขึ้นอยู่กับมอง ขึ้นอยู่กับวิธีคิด ของคนที่มีหน้าที่ดูแลบ้านเมืองอยู่ ณ ขณะเวลานั้น ๆ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียน ท่านประธานว่าถ้าความผิดทางการเมือง หมายถึงการกระทําของประชาชนต่อองค์การรัฐ การกระทําของประชาชนต่อรัฐที่เป็นความผิดแล้ว ผมว่าเป็นหน้าที่นะครับ ที่รัฐจะต้อง มาพิจารณากันว่าประชาชนที่กระทําการดังกล่าวโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองเขาควร ได้รับโอกาส เขาควรได้รับการให้อภัยจากสังคมโดยรัฐนั้นหรือไม่ อย่างไร เหมือนที่เรากําลัง พูดคุยกันนี้ภายใต้วัตถุประสงค์ว่าเพื่อนําพาประเทศเดินหน้าต่อไป เพื่อลดทอนเงื่อนไขของ ความขัดแย้ง ท่านประธานครับ จริง ๆ ความผิดที่เป็นเรื่องร้ายแรงมากกว่าสิ่งที่ประชาชน กระทําการต่อรัฐ จากเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา คือความผิดอันหน่วยงานรัฐกระทําต่อ ประชาชนต่างหาก ความผิดที่ประชาชนกระทําต่อรัฐเกิดขึ้นมามากมายท่านประธานครับ แต่ความผิดที่หน่วยงานรัฐกระทําต่อประชาชนผมยืนยันว่าเหตุการณ์ ๗ ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ๒๕๕๓ เป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรง แล้วอํามหิตที่สุดที่เคยเกิดขึ้น ความจริงก็คือประเทศนี้มีรัฐบาลแรกของโลกที่ให้มีการเอาปืนสไนเปอร์ (Sniper) มาจัดการ กับการชุมนุมของประชาชน ความจริงก็คือประเทศนี้ปรากฏภาพออกไปทั่วโลกว่ามีเจ้าหน้าที่ ภายใต้คําสั่งของผู้มีอํานาจถือปืนติดลํากล้องยืนส่องตามจุดสูง ข่มตึกสูงต่าง ๆ ในการชุมนุม ทางการเมืองของประชาชน นี่คือการกระทําของรัฐที่มีต่อประชาชน แล้วนี่คือเรื่องร้ายแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในสังคม ประชาธิปไตย ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียนท่านประธานว่าผู้มีอํานาจในรัฐบาลชุดก่อน ท่านก็พูดหลายครั้งต่างกรรมต่างวาระว่ากฎหมายนี้ไม่ต้องออกมา ท่านไม่สนใจ ท่านไม่ต้องการ ถ้าหากเห็นว่าท่านกระทําความผิดก็เอาผิดท่านได้เลยสุด ๆ ไม่ต้องมา นิรโทษกรรมให้ อันนี้ผมชื่นชมครับ แล้วท่านต้องยืดอกพูดเช่นนั้น แต่ผมเรียนท่าน ให้เข้าใจว่าท่านไม่ต้องเรียกร้องหรอกครับ เพราะพวกผมไม่คิดให้อยู่แล้ว ถึงขอก็ไม่ให้ เพราะการกระทําของรัฐที่มีต่อชีวิตของประชาชนต้องมีคนรับผิดชอบครับท่านประธาน ที่เคารพ ในขณะเดียวกันคนที่เป็นแกนนําการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของขบวนการประชาชน ก็จะต้องอยู่นอกเหนือสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังการบังคับใช้ของกฎหมายฉบับนี้ ทุกคดีความ ต้องเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเฉกเช่นเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ ผมเรียน ท่านประธานว่าความเจ็บปวดของแผ่นดินมันมี ความสูญเสียของประชาชนนี้มันลบไม่ได้ มันไม่มีใครหักใจลืมหรอกครับ รัฐใดก็ตามที่กระทําต่อชีวิตประชาชน รัฐนั้นจะต้อง รับผิดชอบต่อชีวิตของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สํานวนไทยโบราณเขามีครับ เกิดเป็นลูกถ้าฆ่าพ่อฆ่าแม่เขาเรียกไอ้ทรพี เกิดเป็นนายกรัฐมนตรีถ้าฆ่าประชาชน เขาเรียกไอ้ทรราชย์ มันก็จะต้องมีการดําเนินการ ต้องมีการรับผิดชอบกันตามกฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วตกลงมันหมายถึงใคร ผู้มีอํานาจในรัฐบาลในช่วงเวลาของ ความขัดแย้งก็ไม่ใช่ เจ้าตัวท่านก็ยืนยันตรงนี้อย่างที่เรียนผมชื่นชม แกนนําในการชุมนุม ก็เห็นฝ่ายพันธมิตรเขายืนยันว่าเขาไม่ประสงค์สิ่งนี้ พวกผมนี่ล่ะครับแกนนําคนเสื้อแดง ก็ยืนยันตลอดถ้าท่านประธานจําได้ ในการชุมนุมเวทีที่ราชประสงค์ พวกผมขึ้นเวที ปฏิเสธการนิรโทษกรรมตั้งแต่คราวนั้น มีคลิปวิดีโอ มีภาพ มีเสียงเป็นหลักฐานแล้วยืนยัน จนถึงวันนี้ จะอย่างไรกันก็ได้ครับท่านประธาน ถ้าพวกผมผิดจริงจะเอาไปตัดหัวคั่วแห้ง ตามโทษานุโทษด้วยความยินดี แล้วจะระบุชื่อกันอย่างไร ให้พวกผมไม่ได้อยู่ในสิ่งที่กฎหมาย ฉบับนี้บังคับใช้ด้วยความยินดี ใส่ชื่อได้ครับ ใส่นามสกุลได้ แล้วผมจะเอารายชื่อพรรคพวก ที่ถือว่าเป็นแกนนําของคนเสื้อแดงเอาไปมอบให้ท่านที่ไหน อย่างไรด้วยความเต็มใจครับ ท่านประธาน เพราะเราพูดชัดว่าการนิรโทษกรรมคราวนี้เป็นการนิรโทษกรรมให้กับประชาชน ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกสีเสื้อ มีผู้พูดในสภาครับท่านประธาน และผมมีความรู้สึกว่าแม้ไม่ได้ เอ่ยนามแต่กระทบเอาเข้ากับผมโดยตรง แต่ผมก็ไม่ได้ยกมือใช้สิทธิพาดพิงใด ๆ เหตุผล ก็เพราะว่าผมคิดว่าการพิจารณากฎหมายฉบับนี้บรรยากาศที่ผ่านมาแม้ตอนต้นจะมี ความวุ่นวายอยู่บ้าง แต่หลังจากจับหลักพูดคุยกันแล้วทุกอย่างก็เดินหน้าไปด้วยดี ฝ่ายค้าน พูดก็ไม่ได้มีใครยกมือประท้วงอะไรมากมายนัก ฝ่ายรัฐบาลพูด ฝ่ายค้านก็กรุณาให้เกียรติ รับฟัง แล้วก็ว่ากันไปตามเหตุตามผลตามหลักการ แต่มีคนพูดในสภานี้หลายคนว่ากฎหมาย ฉบับนี้ถ้ามีผลบังคับใช้จะทําให้คนในสภานี้ที่เป็นคนผิดรอดจากความผิด ไม่ต้องถูกดําเนินคดี ตามกฎหมาย ผมอยากให้ท่านระวังคําพูดหน่อย คนในสภานี้ที่ต้องคดีความเกี่ยวกับความขัดแย้ง ทางการเมืองใครเป็นคนผิดท่านชี้เองได้ ศาลยังไม่ตัดสินสักคดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนี้ตัดสินได้หรือครับว่าใครคนนั้นผิดแล้ว คนนี้ผิดแล้ว คนนั้นต้องรับโทษเท่าไร อย่างไร ถ้าท่านตัดสินได้ก็ดีครับ คดีมันจะได้ไวขึ้น ผมก็จะได้โอนคดีมาขึ้นอยู่กับสภานี้ ดังนั้นต้องระมัดระวังครับ ไม่ใช่นึกจะพูดอะไรก็พูด แล้วมันขัดกับหลักการ มันขัดกับบทบาทอํานาจหน้าที่ ผมมีตัวอย่างครับ ผมจําได้ สภาชุดก่อนมีรองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งตอบคําอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน บอกว่า รู้แล้วว่าใครเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ขึ้นชาร์ท (Chart) เสร็จสรรพครับ เอ่ยชื่อผู้ต้องคดีด้วย แล้วชี้ว่าคนพวกนั้นละเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เป็นเยาวชน ๒ คน ผมขออนุญาตไม่เอ่ยชื่อ แล้วก็ เป็นชายไทยอีก ๒ คน ชื่อนายสายชล แพบัว กับนายพินิจ จันทร์ณรงค์ รองนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งเอ่ยชื่อซ้ําแล้วซ้ําเล่า ซ้ําเล่าซ้ําแล้ว ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาศาลยกฟ้องคนพวกนี้ครับ ศาลบอกว่าไม่มีพยานหลักฐานใด ๆ จะไปชี้ชัดยืนยันว่าเยาวชน ๒ คน และนายสายชล แพบัว นายพินิจ จันทร์ณรงค์ เป็นคนเผาห้างสรรพสินค้าที่เซ็นทรัลเวิลด์หรือที่ แยกราชประสงค์ เอาเขาไปขัง ๓ ปีครับท่านประธาน ตลอดเวลา ๓ ปีมีโอกาสพูดทุกเวที ในสภาก็พูด ที่ไหนก็พูดว่าชื่อพินิจ ชื่อสายชล อ้ายนี่ละครับเผาเซ็นทรัลเวิลด์ เขาไม่มีโอกาส ได้รับการประกันตัว จนศาลยกฟ้องได้รับอิสรภาพออกมา ไหนล่ะครับความรับผิดชอบของ ผู้มีอํานาจ ไหนล่ะครับสิ่งที่ท่านยืนยันประกาศชื่อ ประกาศนามเขามาโดยตลอด เขาติดคุก ไม่มีโอกาสได้รับการประกันตัว พ่อ แม่ ญาติพี่น้องอยู่ด้วยความเจ็บปวด ไปไหนมาไหน สังคมก็กระซิบกระซาบว่าลูกอ้ายนี่ละเผาห้าง ว่าหลานอ้ายนี่ละเผาเซ็นทรัลเวิลด์ ถามว่ารู้ ได้อย่างไร ก็ทําไมจะไม่รู้ละ ก็ฝ่ายบ้านเมืองเขาพูดซ้ําแล้วซ้ําอีกทุกวี่ทุกวัน ดังนั้นใคร จะพูดอะไร จะกล่าวหาอะไรขอให้รับผิดชอบด้วยนะครับ แล้วขอให้คํานึงถึงหลักการ ถึงข้อเท็จจริงด้วย ถ้าผมจะพูดเอาบ้างละครับว่าใครคนนั้นคนนี้บงการสังหารประชาชน ผมก็พูดได้แต่ผมไม่พูดเพราะผมตัดสินเองไม่ได้ แต่ผมจะอธิบายว่าท่านกําลังถูกกล่าวหา แล้วมีหน้าที่ไปเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล ขณะนี้ท่านยังไม่ใช่คนผิด แต่แน่นอนท่านต้อง เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วต้องรับผิดชอบกับสิ่งนี้ตามที่กระบวนการยุติธรรมตัดสินชี้ชัด ท่านประธานครับ ยังมีเพื่อนสมาชิกบางท่านหยิบยกคลิปวิดีโอ (Clip Video) ที่มีคนตัดต่อ เพียง ๒๐ กว่าวินาที คําพูดที่ผมพูดบอกเผาเลยพี่น้อง ผมรับผิดชอบเอง แล้วก็ชี้ว่านั่นละครับ คือการสั่งการให้มีการเผาห้างสรรพสินค้า เผาสถานที่ต่าง ๆ ในการชุมนุมเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๕๓ ผมยืนยันไม่ทราบว่าจะกี่ครั้ง แล้วได้แสดงหลักฐานนี้ต่อศาลครับ ว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกี่ยวข้องใด ๆ กับการชุมนุมที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๓ ยุติวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เหตุการณ์นั้นเกิดเมื่อวันที่ ๒๓ มกราคม ที่เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี คลิปวิดีโอนั้นถ้าเปิดเดินหน้าไปอีก ๒ นาที ชัดหมดครับว่าวันที่เท่าไร สถานที่ไหน และถ้าเปิดฟังทั้งหมดก็จะชัดอีกว่าไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมไม่ว่ากรณีใด ๆ เพราะวันที่ ๒๓ มกราคม ยังไม่มีการนัดหมายวัน เวลา และสถานที่ชุมนุมใหญ่ ยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นสะพาน ผ่านฟ้าลีลาศ เป็นราชประสงค์ หรือเป็นที่ไหน แต่เวลากล่าวหามันง่าย แต่โชคยังดีหน่อยครับ ผมมันคนพอมีปากมีเสียงบ้าง พอมีที่ยืน พอมีเวทีให้อธิบาย แต่เวลาท่านกล่าวหา กับประชาชนเขาจะอธิบายตรงไหนครับ เกาะลูกกรงทีก็เจ็บปวดที เพราะเขาชี้ก่อน ศาลตัดสินว่าคุณนั่นละผิด ว่าคุณนั่นละทํา แล้วก็ไม่มีความรับผิดชอบใด ๆ ไม่มีคําว่า เสียใจ ไม่มีคําว่า ขอโทษ จากผู้มีอํานาจเหล่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องกรอบเวลา ประเด็นนี้ครับที่ผมบอกว่าผมเห็นด้วยกับเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน ว่ามีการเคลื่อนไหวชุมนุม ทางการเมืองก่อนการรัฐประหารวันที่ ๑๙ กันยายนแล้ว เมื่อครั้งประชาชนออกมาเผชิญหน้ากับรัฐบาล พันตํารวจโท ดอกเตอร์ ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้นถ้าหากในชั้นกรรมาธิการจะแปรญัตติปรับกรอบเวลาอย่างไร ผมขอประกาศไว้ตรงนี้ ว่าผมเห็นด้วย และผมขอเรียกร้องคณะกรรมาธิการพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยเถอะครับ ขยายกรอบเวลา เอาให้รอบ เอาให้ครอบ เอาให้คลุม เพราะเราตั้งใจจะให้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เรื่องนี้ไม่มีปัญหาครับ
ประการต่อมา รู้สึกว่าจะเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจงใจจะขยายความ กันมากเหลือเกิน ท่านประธานครับ ว่าถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จะเป็นการ นิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ต้องคดีความหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ จริง ๆ เพื่อนสมาชิกฝ่ายรัฐบาลทุกคนที่ลุกขึ้นอภิปรายก็พูด ผมก็จะพูด ให้ชัดมากขึ้น ว่าเนื้อหาสาระในกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้หมายรวมถึงผู้กระทําความผิด หรือต้องคดีความจากประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ อันเกี่ยวเนื่องกับสถาบัน พระมหากษัตริย์แต่อย่างใด ไม่สบายใจจะเขียนอย่างไรให้ชัดก็ได้ แต่ไม่ควรเจตนาอธิบาย บิดเบือนให้ประชาชนสับสนอีกต่อไป และผมหวังในใจนะครับว่าพูดกันชัดแบบนี้ ยืนยัน กันตรงนี้ หลังจากนี้ใครลุกขึ้นมาอภิปรายก็ไม่ควรจะใช้ข้ออ้างว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่มีผล ถึงผู้กระทําความผิด หรือผู้ถูกดําเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อีกต่อไป ผมให้ข้อมูลเพิ่มเติมครับ เพื่อให้มันชัดมากขึ้น ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ท่านประธานที่เคารพครับ มีผู้ถูกดําเนินคดีจําขัง อยู่เวลานี้ทั้งสิ้น ๕ คน