สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๘ สิงหาคม ๒๕๕๖

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หารือเรื่องนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมในปี 2553 โดยเน้นย้ำว่าผู้ถูกจับและต้องคดี 1,833 คน เป็นเด็กและเยาวชน และการนิรโทษกรรมจะไม่เฉพาะเจาะจงคนในเรือนจำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนข้างนอกด้วย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธานครับ ผมกราบขออภัยเรื่องที่เพื่อนสมาชิกกรุณาทักท้วงนะครับ เพียงแต่ว่าผมเสร็จภารกิจแล้ว ผมรีบวิ่งเข้ามานะครับ คราวหน้าจะไม่ให้เป็นเช่นนี้ครับ ผมต่อเนื่องนะครับท่านประธานว่า กรณีความผิดมาตรา ๑๑๒ นั้น ขณะนี้มีผู้ถูกดําเนินคดีและถูกจําขังอยู่ทั้งสิ้น ๕ คน ในจํานวน ๕ คน ๑ คนอยู่ในขั้นตอนการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ อีก ๑ คนอยู่ในขั้นตอน ของการต่อสู้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ถึงขั้นศาลฎีกา ๒ คนกําลังอยู่ในระหว่างพิจารณาเรื่องจะยื่น ขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ อย่างไร อีก ๑ คน ศาลยังไม่ได้พิพากษาคดี เหตุที่ต้องให้ ข้อมูลตรงนี้ให้ชัด ก็เพื่อว่าประเด็นนี้จะได้เป็นที่ยุติในห้องประชุมนี้ เพราะไม่เป็นข้อเท็จจริง ไม่เป็นเป้าประสงค์ทั้งเปิดเผยและเคลือบแฝงใด ๆ ทั้งสิ้นในการตราพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนผู้ที่เข้าข่ายว่าถ้าหากพระราชบัญญัติฉบับนี้ มีผลบังคับใช้จะประกอบด้วยใครอย่างไรบ้างนั้น ผมเรียนท่านประธานว่าจะเอาตัวเลขนิ่ง ร้อยเปอร์เซ็นต์ตายตัว ลําบากสําหรับผมในการแสวงหาเหมือนกันครับ เพราะข้อมูลเคลื่อนตัว อยู่ตลอดเวลา แต่ผมยืนยันว่าไม่น้อยกว่าที่ผมจะพูดถึงนี้แน่นอน ข้อมูลที่เพื่อนสมาชิก บางท่านพูดว่ามีผู้ถูกจําขังอยู่ขณะนี้ที่เรือนจําผู้ต้องขังทางการเมืองหลักสี่ แล้วก็ที่อื่น ๆ รวมประมาณ ๓๐ คนนั้นถูกต้องครับ แต่ไม่ใช่ถูกทั้งหมด เพราะว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ หมายถึงกลุ่มผู้ชุมนุมทุกสีเสื้อ ทั้งแดง ทั้งเหลือง ทั้งหลากสี หรืออื่นใดก็ตามที่ถูกดําเนินคดี ข้อมูลของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมหรือ ศปช. ข้อมูลของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมหรือ ศปช. ซึ่งเป็นกลุ่มที่ นักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยเขารวมตัวกัน แล้วเขาลงพื้นที่ เขาติดตามประสานงาน กับหน่วยงานภาครัฐเพื่อตรวจสอบเอาเฉพาะว่าจากเหตุการณ์ชุมนุมปี ๒๕๕๓ มีผู้คน ถูกดําเนินคดีไปแล้วทุกข้อกล่าวหาทั้งสิ้นกี่คน ตัวเลขนี้สรุป ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ ครับท่านประธาน ปรากฏว่ามีจํานวนผู้ถูกดําเนินคดีทั้งสิ้น ๑,๘๓๓ คน ในจํานวน ๑,๘๓๓ คน เป็นคดีฝ่าฝืนพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ๑,๐๙๓ คน ในจํานวนทั้งหมดนี้เป็นเด็ก เป็นเยาวชนซึ่งต้องขึ้นศาลเยาวชน ๑๖๗ คน ใน ๑๖๗ คน ที่ขึ้นศาลเด็กและเยาวชน ต้องคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพียงอย่างเดียว ๑๔๐ คน ท่านประธานครับ การนิรโทษกรรม ผมเรียนตั้งแต่ต้นครับว่า ออกได้ทั้งก่อนที่จะมีการตัดสินหรือหลังมีการตัดสิน ดังนั้นถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จึงไม่ได้มีผลแต่คนในเรือนจํา มันจะมีผลกับคนข้างนอกด้วย ท่านประธานครับ ชีวิตคนเรา เกิดมาครั้งหนึ่งสุจริตมาโดยตลอด ไม่เคยทําผิดตัวบทกฎหมาย ขับมอเตอร์ไซด์ ใส่หมวกกันน็อค (Knock) ไม่เคยซ้อนสาม ชีวิตอยู่ในเส้นทางแห่งครรลองครองธรรม แต่วันหนึ่งเกิดความคิดทางการเมือง จะคิดเอง เข้าใจเอง เพื่อนชวน เพื่อเชียร์ (Cheer) หรืออย่างไรก็ตาม เขาออกมาชุมนุมโดยสงบสันติปราศจากอาวุธ รัฐบาลผู้มีอํานาจเวลานั้น ประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เขายังอยู่ในที่ชุมนุม สุดท้ายถูกจับ ดําเนินคดี หลายคดีท่านประธานไปดูสิครับ ถูกทั้งเกลี้ยกล่อม ทั้งบีบบังคับ บางคดีถูกลงไม้ลงมือ บอกว่าให้รับสารภาพแล้วน่าจะมีการรอลงอาญา คนไม่เคยทําความผิด ชีวิตไม่ได้กร้านโลก เจนเวที ถูกตํารวจจับไปขนาดนั้นจําชื่อ จําบ้านเลขที่ได้ก็เก่งแล้ว พอเขาทั้งขู่ ทั้งปลอบ ทั้งบีบ ทั้งคั้น หลายคนรับสารภาพ แล้วก็ถูกตัดสินจําคุก ๘ เดือน ๖ เดือน ๓ เดือน ๑ ปีก็มี ครับท่านประธาน แน่นอนที่สุดเหตุการณ์ผ่านมา ๓ ปีกว่า ๆ คนเหล่านั้นพ้นโทษออกมา มีอิสรภาพ แต่มีตราบาปในประวัติชีวิตว่าเคยถูกจําขังในเรือนจํา เคยต้องโทษ เป็นผู้ต้องคดี ความ ท่านประธานครับ ในจํานวนทั้งหมดนั้นมีเด็ก มีเยาวชน ๑๔๐ คน ถูกดําเนินคดี พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน บันทึกประวัติชีวิตครับ ถามว่าถ้าเด็กพวกนี้ ชีวิตเติบโตขึ้นไปสําเร็จการศึกษา ไปยื่นสมัครงานสอบเข้ารับราชการหรือเอกชนใด ๆ เขาตรวจสอบ เขามีประวัติเช็ก (Ckeck) ว่าเคยติดคุกมา เหตุการณ์ผ่านไป ๑๐ ปี ๒๐ ปีหลังจากนี้ใครจะไปทราบว่าคนยุคนั้น เวลานั้นจะเข้าใจเหตุการณ์ตรงนี้อย่างไร จะคิดถึงหรือจะมองภาพนี้แบบไหน เป็นตราบาปให้กับพวกเขาไปตลอดชีวิต ถ้าเขาเรียน ทางกฎหมายสําเร็จปริญญาตรีเขาไปต่อเนติบัณฑิต จะไปสอบเป็นอัยการ สอบเป็น ผู้พิพากษา เปิดประวัติมาปรากฏว่าเคยถูกจําขังติดคุกในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เขาก็หมดโอกาสของชีวิต คนกลุ่มพวกนี้ครับที่รัฐนี้จําเป็นต้องทํา หน้าที่ในการดูแลและให้โอกาสเขาด้วยครับท่านประธาน ชีวิตหนึ่งเกิดมาเพียงแค่มา นั่งชุมนุมใส่เสื้อสีแดง แล้วบังเอิญเขาประกาศ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน แล้วก็ถูกจับ มือเปล่า ๆ ไม่มีอาวุธอะไรใด ๆ ทั้งสิ้นครับ แต่กลายเป็นว่ามีตราบาป ไปตลอดชีวิต ปิดโอกาสของตัวเองไปตลอดชีวิต เราไม่คิดที่จะเอาเขาออกมาจากตราบาป เหล่านั้นหรือครับ ไม่ใช่ความรับผิดชอบของรัฐนี้หรือครับที่จะต้องดูแลคนเหล่านั้น แล้วถูก บันทึกประวัติว่าติดคุกนี่มันแก้ไขยากครับท่านประธานที่เคารพ ถ้าเขาเกิดว่าไปหนีทหาร เขาอาจจะใช้เส้นสายความสามารถไปเอาเอกสารหลักฐานปลอมแล้วชีวิตก็เดินต่อ เป็นใหญ่เป็นโตได้ แต่นี่เขาถูกติดคุกครับ จะไปลบประวัติที่ไหนครับท่านประธาน คนกลุ่มนี้ครับ คือกลุ่มที่ กฎหมายฉบับนี้กําลังพูดถึง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตพูดเลยไปถึงพี่น้องกลุ่มผู้ชุมนุม ในนามพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อนสมาชิกบางคนบอกว่า ไม่มีแล้วพันธมิตร ที่ถูกดําเนินคดี หรือถ้ามีพันธมิตรเขาบอกว่าไม่ต้องการ อย่าพูดเลยครับ ผมยืนยันว่า ในสภานี้ ๕๐๐ คน ไม่มีใครมีความชอบธรรมหรือมีสถานะจะพูดแทนพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยได้ เพราะกับพรรคเพื่อไทย พันธมิตรเขาก็มองเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ พรรคฝ่ายค้านบางพรรคตอนเป็นรัฐบาลก็เห็นเขาไล่กันหัวซุกหัวซุนนี่ครับ วันนี้ก็แทบจะผีไม่เผา เงาไม่เหยียบ แล้วเราจะเอาความชอบธรรมที่ไหนมาพูดแทนผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรละครับ เราจะมายืนยันตรงนี้ได้อย่างไรว่าเขาไม่เอา เขาปฏิเสธ ถ้าแกนนําน่ะใช่ แล้วผมขอพูด ให้ปรากฏในสภานี้ ผมดูเหตุการณ์ที่ผ่านมาทั้งหมดจนถึงวันนี้ ผมว่าหัวใจของแกนนํา พันธมิตรหลายคนเป็นลูกผู้ชายครับท่านประธาน นี่พูดจากหัวใจผมเช่นเดียวกัน แต่ว่า ผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรนี่ครับ ท่านประธานครับ ท่านจําได้ไหมครับ ตอนที่เขาไล่รัฐบาล นายกรัฐมนตรีสมัคร นายกรัฐมนตรีสมชาย เขาก็ก่อเหตุน่าตกใจหลายเรื่อง ในปลายเดือนสิงหาคม มีชายฉกรรจ์ทั้งหมด ๘๕ คน เป็นผู้ใหญ่ ๘๒ เป็นเยาวชน ๓ บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) สถานีโทรทัศน์ของรัฐที่ถนนวิภาวดีครับ แน่นอนท่านประธานครับ คน ๘๕ คนนั้น เขาคงไม่ได้แค่อยากออกทีวีเลยไปยึดสถานีครับ แต่เขามีเหตุจูงใจทางการเมือง ที่เวที เขาประกาศว่าจะล้มจะกดดันรัฐบาลต้องไปยึดสถานีเขาบุกเข้าไปครับ ปรากฏว่าตํารวจ ไปจับได้ตอนเช้ามืด ดําเนินคดีครับท่านประธานที่เคารพ จากปลายเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๑