กษิต เสนอไทยเปลี่ยนเป็นศูนย์กลางซ่อมบำรุงอากาศยานในเอเชียแปซิฟิก

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

กษิต ภิรมย์ เสนอให้เปลี่ยนยุทธศาสตร์จากการผลิตอากาศยานเป็นการเน้นการพัฒนาการซ่อมบำรุงเพื่อใช้ศักยภาพที่มีอยู่และยกระดับความสามารถเทียบเท่าสิงคโปร์ พร้อมยืนยันความพร้อมด้านบุคลากรและเสนอความร่วมมือกับบริษัทอย่างแอร์บัสและโบอิง โดยชี้ว่าการผลิตเครื่องบินไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงคมนาคมแต่เป็นอำนาจของบีโอไอ จึงเสนอให้ศึกษาความพร้อมอุตสาหกรรมพื้นฐานและวิเคราะห์ข้อจำกัดจากประเทศอื่น ๆ ก่อนตัดสินใจสร้างกฎหมายรองรับการลงทุนใหม่

นายกษิต ภิรมย์ บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติ การเดินอากาศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เนื้อหามันเกี่ยวกับ ๒ ประเด็น คือการซ่อมกับการผลิต แล้วผมก็มองกลับมาที่ประเทศไทยว่า ณ วันนี้เราอยู่ที่ไหนในกิจการที่เกี่ยวกับการเดินอากาศ ก็เห็นว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการบินระหว่างประเทศที่สําคัญที่สุดอันหนึ่งของโลก แล้วก็แทบจะอยู่เป็นที่ ๑ ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะถามว่าระหว่าง ซ่อมกับการผลิตด้วยเงินอันจํากัด ขีดความสามารถอันจํากัดนั้น เราจะเอาอันไหนมาก่อน มาหลัง แล้วผมก็คิดว่าประเทศไทยเราทั้งหมดน่าจะเน้นไปที่การซ่อมบํารุงรักษา เพราะเรา ทําอยู่แล้ว แล้วก็มีสถาบันที่จะทําการบริการการซ่อมได้ ของกองทัพอากาศแล้วก็ของบริษัท การบินไทย เพราะฉะนั้นเราเป็นทั้งศูนย์กลางการบินแล้วก็เป็นศูนย์กลางของการซ่อมอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราจะต้องมีความพร้อมแล้วก็มีการพัฒนาเพิ่มขึ้น ที่ต้องพัฒนาเพิ่มขึ้นนั้น ก็เพื่อไม่ให้เป็นรองประเทศสิงคโปร์ครับ เพราะผมทราบและผมคิดว่าทางท่านรัฐมนตรี ทางรัฐบาลสามารถจะยืนยันได้ว่าการซ่อมเครื่องบินสําคัญ ๆ นั้นยังต้องไปทําที่ประเทศ สิงคโปร์หรือไม่ทางบริษัทสายการบิน จะเป็นแอร์บัสก็จะต้องส่งผู้เชี่ยวชาญจากประเทศ ฝรั่งเศสหรือประเทศเยอรมันมาที่ประเทศไทย เพราะฉะนั้นเราจะต้องทุ่มให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของการซ่อมบํารุงอันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เรามีฐาน เรามี บุคลากร มีความพร้อม เพียงแต่ว่าเติมให้มันเต็มเท่านั้น น่าจะเป็นเรื่องที่สําคัญที่สูงสุด นะครับ แล้วก็ส่วนจะร่วมมือกับบริษัทผลิตเครื่องบินก็สามารถที่จะกระทําได้ เพราะเราก็ เป็นลูกค้าทั้งของแอร์บัสแล้วก็ของโบอิงอยู่แล้ว ส่วนเงื่อนไขอย่างไรมันก็เข้าไป ก็สามารถ ที่จะเจรจากันได้

ส่วนประเด็นที่ ๒ ถ้าเผื่อเราอยากจะผลิตเครื่องบินหรือว่าชิ้นส่วน ผมก็เห็นว่า อันนี้ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงคมนาคมดังที่เพื่อน ๆ สมาชิกได้พูด กระทรวงคมนาคมนั้น มีหน้าที่เกี่ยวกับการบริการครับ ที่เรียกว่า เทรด อิน เซอร์วิส (Trade in Services) การค้า บริการ แต่ว่าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ เทรด อิน แมนูแฟคเทอริ่ง (Trade in Manufacturing) หรือว่า ในเรื่องของการผลิตแต่อย่างใด ในขณะเดียวกันในรัฐบาลไทย ในกระบวนราชการของเรา เราก็มีทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม แล้วก็ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมเราก็มีสํานักงานส่งเสริม การลงทุนแล้วก็มีกฎหมายส่งเสริมการลงทุน เพื่อนสมาชิกผม ท่านพีระพันธุ์ ก็ได้พูดไปแล้ว ว่าถ้าเผื่ออยากจะมาเปิดโรงงาน จะผลิตเครื่องบิน หรือจะทําชิ้นส่วน ก็สามารถที่จะให้ บีโอไอพิจารณาได้ ไม่จําเป็นจะต้องมีร่างพระราชบัญญัติอีกฉบับหนึ่ง ก็เสมือนกับว่าเราจะมี หน่วยงานบีโอไอ ๒ ส่วนด้วยกัน แล้วคําถามที่จะถามต่อไปก็คือ ถ้าเผื่อประเทศไทยอยากจะ เป็นศูนย์กลางของการผลิตเครื่องบินแล้วก็ชิ้นส่วนนอกเหนือจากเป็นศูนย์กลางการซ่อมด้วย แล้วทําไมเราถึงไม่ทําเรื่องของเรือเดินสมุทรละครับ ทั้งเรือสําราญแล้วก็เรือพาณิชย์ซึ่งสินค้าส่งออกของไทยเกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ก็ไปทางเรือแล้วทําไมเราไม่มุ่งไปทางนี้ เพื่อเราจะได้มีกองเรือพาณิชย์ ที่สมหน้าสมตาแล้วจะไม่ต้องพึ่งบริษัทเดินเรือต่างประเทศ ทีนี้กลับมาที่ประเด็นของการผลิต มันก็เป็นเรื่องของบีโอไอนะครับ ความจําเป็นของการที่จะมีร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ โดยกระทรวงคมนาคมผมคิดว่ามีความจําเป็นน้อย คราวนี้ถ้าเผื่อในอนาคตอีกประเด็นหนึ่ง สําหรับในแง่เนื้อหาของการที่จะผลิตเครื่องบินหรือว่าชิ้นส่วนก็ฟังจากเพื่อน ๆ สมาชิกและ จากที่ความรู้ที่ผมมีเองนั้นประเทศไทยยังไม่พร้อมครับ อยู่ดี ๆ เพียงแต่ว่าจะมีกฎหมายเพื่อ จะรองรับการลงทุนจากต่างชาติ โดยที่สถาบันการศึกษา สถาบันฝึกอบรม บริษัทเล็กน้อย เอสเอ็มอี (SME) ที่จะผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ เหล่านี้มันก็ยังไม่พร้อมทุกประการมันก็เป็น หัวมังกุท้ายมังกรนะครับ เราจะต้องเตรียมความพร้อมพื้นฐานของอุตสาหกรรมขั้นประถมนี้ ให้ได้เสียก่อนเราถึงจะคิดว่าแล้วเราจะผลิตได้หรือไม่อย่างไร แล้วก็ระหว่างตัวเครื่องบินกับ ชิ้นส่วน มันก็น่าจะไปที่ชิ้นส่วนก่อน แล้วมันก็อยู่ในวิสัยที่เราจะขยายความร่วมมือกับบริษัทแม่ ของแอร์บัสได้เพราะเขาก็เริ่มที่จะเข้ามาที่ประเทศไทยได้ คราวนี้ในการที่จะตัดสินใจ ขั้นสุดท้ายว่าจะผลิตหรือไม่ผลิตอย่างไรนั้น ผมก็อยากจะให้ทางกระทรวงคมนาคมได้ศึกษา ว่าทําไมประเทศที่เขามีความเจริญก้าวหน้ากับเราในละแวกจะเป็นประเทศไต้หวัน ประเทศ เกาหลีใต้ ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศออสเตรีย เขาถึงไม่มาทางด้านอุตสาหกรรมทางด้านนี้ มันมีข้อจํากัดอย่างไร ส่วนอีกประเทศหนึ่งที่น่าจะศึกษาเป็นอย่างมากก็คือประเทศ อินโดนีเซีย ตั้งแต่สมัยซูฮาร์โต เขาก็มีโรงงานผลิตชิ้นส่วนทั้งเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ นะครับ รัฐบาลไทยก็ได้ซื้อไป ๒ ลํา เพื่อจะมาทําเรื่องของฝนเทียม ก็ถามว่าทําไมประเทศ อินโดนีเซียทํามาตั้ง ๓๐ ปี ๔๐ ปีแล้ว ที่เมืองบันดุงถึงไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควรทําไม ความเป็นเลิศถึงมาไม่ได้เสียทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราน่าจะศึกษากับประเทศใกล้เคียงที่เขา ผลิตเครื่องบิน และเขามีขีดความสามารถที่จะผลิตเขายังไม่ผลิต มันด้วยเหตุผลอันใด แล้วเราทําไมถึงจะกล้าหาญชาญชัยที่จะให้เป็นศูนย์กลางที่จะผลิตเครื่องบินและชิ้นส่วนด้วย ในเมื่อความพร้อมต่าง ๆ นั้นมันไม่มี แต่ว่ามันมีความพร้อมในเรื่องของการซ่อม ผมก็ อยากจะรู้ว่านักคิดที่กระทรวงคมนาคมหรือภายในรัฐบาลคิดอ่านอย่างไรครับ นอกจากนั้น แล้วถ้าเราจะไปร่วมมือกับต่างประเทศ ก็ต้องถามว่าคิดว่าจะไปร่วมมือกับใคร ก็มีไม่กี่ ประเทศครับ ยักษ์ใหญ่ก็มีแค่ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรปโดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมนี ประเทศอังกฤษ ประเทศอิตาลี ประเทศสเปนแล้วก็ประเทศสวีเดน แล้วส่วนที่สามก็คือประเทศรัสเซีย ระดับเล็ก ๆ ที่เป็นประเทศกําลังพัฒนา ณ วันนี้ก็จะมีแค่ ประเทศบราซิลเท่านั้นเอง ในอนาคตที่จะขึ้นมาได้ก็คงจะเป็นประเทศอินเดียกับประเทศจีน เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะหาพาร์ทเนอร์ (Partner) คู่ค้าร่วมทุนด้วยมันก็น้อยมาก แล้วทาง กระทรวงคมนาคม รัฐบาลมาเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็น่าจะให้ข้อมูลกับสภา สักนิดหนึ่งว่าเล็งมองไปที่ประเทศไหน บริษัทอะไร แล้วก็ชิ้นส่วนอะไร แล้วก็ประเภท เครื่องบินจะเป็น ๖๐๐ ที่นั่ง ๔๐๐ ที่นั่ง ๑๐๐ ที่นั่ง ๕๐ ที่นั่ง ๑๒ ที่นั่ง หรือจะผลิต เฮลิคอปเตอร์ มันต้องพูดกันให้ชัดเสียก่อนว่าเป้าหมายอยู่อย่างไร เพราะว่าประเทศบราซิล เขาผลิตเครื่องบินนั่งประมาณสัก ๓๐ คนถึง ๕๐ คน กองทัพอากาศและกองทัพบก ก็ซื้อมาใช้แล้ว ขนาดเป็น ๑๐๐ ที่นั่งขึ้นไปก็ซื้อได้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศยุโรป แล้วเราจะผลิตอะไรครับ ถ้าเผื่อเราจะบอกว่าเราจะผลิตเครื่องเล็ก ๆ เพื่อกิจการทางด้าน การเกษตรมันก็ค่อนข้างจะฟังเข้าท่า เพราะว่าเราเป็นประเทศที่ผลิตสินค้าเกษตรมากที่สุด ประเทศหนึ่งในโลก เพราฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ท่านประธานครับ ผมคิดว่าเราไม่ค่อยจะมี ความพร้อม แล้วในสิ่งที่เรามีความพร้อมคือในเรื่องซ่อมบํารุง เรารัฐบาลก็ไม่ได้ให้ความสนใจ เท่าที่ควรเพราะฉะนั้นผมคิดว่าอยากให้รัฐบาลทบทวนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ถอนไปก่อน มาว่ากันใหม่ก็เป็นสิ่งที่ดี หรือดังที่ท่านดอกเตอร์กนกได้ว่าไว้ว่าในคณะกรรมาธิการที่จะ ตั้งขึ้นนั้นต้องคิดกันให้รอบคอบและข้อมูลต้องมากไปกว่านี้ครับ เราไม่มีหน้าที่ แล้วก็รัฐบาล ไม่มีหน้าที่ สภาก็ไม่มีหน้าที่ในการที่จะตอบสนองผลประโยชน์ของต่างชาติ ซึ่งมันคลุมเครือ มากนะครับ สร้างความพร้อม และเรารู้ว่าทิศทางเราจะไปทางไหน และเราก็สามารถที่จะ เรียกฝรั่งมังค่านั้นมาร่วมมือกับเราได้ตามสิ่งที่เราต้องการ ภาษาอังกฤษคือว่าตามแอด ฮาว โอน เทอม (Add Hour Own Term) เราต้องเป็นใหญ่ ขอขอบคุณท่านประธานครับ