สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของอุตสาหกรรมการบิน และการลงทุนในอุตสาหกรรมนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการซ่อมอากาศยาน และการขนส่งทางอากาศ

นายอลงกรณ์ พลบุตร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กรณีที่ คณะรัฐมนตรีได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งเป็นการ แก้ไขพระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งเป็นประเด็นที่สําคัญมาก เพราะว่าไม่ใช่ เป็นเพียงการแก้ไขกฎหมายภายในประเทศของเรา แต่มันโยงใยไปถึงในเรื่องของความตกลง ระหว่างประเทศ แล้วก็เป็นเรื่องของโอกาสหรือว่าภัยคุกคามของประเทศไทย กระผมใคร่ขอ เวลาในการที่จะอภิปรายเรื่องนี้ โดยเฉพาะในแนวของหลักการและเหตุผล ความจริง ต้องเรียนว่าสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายเสร็จสิ้นได้ตั้งประเด็นว่าเป็นชาติไหน ผมตอบได้เลยว่า เป็นบริษัทโบอิงความจริงก็เป็นเอกสารทางราชการนะครับที่อธิบดีกรมขนส่งทางอากาศ และรวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งตอนนั้นยังเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง คมนาคมได้แถลงถึงการที่บริษัทโบอิงของสหรัฐอเมริกาจะมาตั้งศูนย์ซ่อมอากาศยานที่โคราช ความจริงประเด็นนี้ก็อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวในความสนใจในการลงทุนของภาคเอกชน แล้วก็แน่นอนประเทศของเราก็ต้องการเทคโนโลยี เงินลงทุน แล้วก็ต้องการที่จะเป็น ศูนย์กลางทั้งโลจิสติกส์ ฮับ (Logistics Hub) ของอาเซียน (ASEAN) และรวมไปถึงในเรื่อง การเป็นศูนย์กลางของการเป็นอุตสาหกรรมการซ่อมอากาศยาน ความจริงประเด็นดังกล่าว ก็ไม่ใช่เป็นประเด็นที่ปิดลับอะไร และการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ก็ต้องยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของการตอบสนองต่อนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม อย่างไรก็ดี กระผมใคร่ขอที่จะเรียนท่านประธานว่าอุตสาหกรรมการผลิตอากาศยานก็ดี อุตสาหกรรม การผลิตชิ้นส่วนส่วนประกอบของอากาศยานก็ดี และ ๓. ก็คืออุตสาหกรรมการซ่อมอากาศยาน ทั้ง ๓ ส่วนนั้นแยกไม่ออกต่อเรื่องของอุตสาหกรรมการบิน ซึ่งหมายถึงการขนส่งผู้โดยสาร การขนส่งสินค้า ที่เราเรียกว่าเป็นโลจิสติกส์ ไฟท์ (Logistics Flight) ขณะเดียวกันก็จะต้อง คํานึงถึงปริมาณของเที่ยวบิน คํานึงถึงจํานวนเครื่องบิน แล้วก็ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ อุตสาหกรรมต่อเนื่อง แน่นอนที่สุดว่าการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวดําเนินการมาผ่านมา หลายรัฐบาลครับ แล้วก็เป็นความตกลงอาเซียน โดยเฉพาะในเรื่องของความตกลงว่าด้วย สินค้าบริการก็คือความตกลงอาฟาส (AFAS) แล้วก็ความตกลงว่าด้วยการลงทุน ที่เรียกว่า เอไอเอ (AIA) หรือว่าอาเกีย (ADIA) ตรงนั้นมีความตกลงก็คือว่ามันมีธุรกิจและอาชีพ ที่อาเซียน ๑๐ ประเทศได้ตกลงกันที่จะต้องมีการเปิดเสรีแบบเร่งรัด เขาใช้ภาษาในกฎบัตร อาเซียนว่า ไพรออริตี เซคเตอร์ (Priority Sector) นะครับ ในจํานวนนี้จะมีเรื่องของการบินอยู่ด้วย การบริการทางอากาศ การขนส่งทางอากาศรวมอยู่ด้วย แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะรวมมาถึงในส่วนอุตสาหกรรมต้นน้ํา กลางน้ํา ตรงนี้เป็นเรื่องที่ ท่านรัฐมนตรีจะต้องตอบให้ชัดเจน และต้องเรียนว่าในสาขาที่เรียกว่าไพรออริตี เซคเตอร์ นี้ครับ เดิมกําหนดว่าปี ๒๕๑๐ คือเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ประเทศอาเซียนจะต้องมีการแก้ไข กฎหมายในประเทศที่จะให้ประเทศอาเซียนด้วยกันมาลงทุนจัดตั้งบริษัทในสาขาที่เป็นสาขา เร่งรัดเหล่านี้รวมทั้งในเรื่องของการขนส่งทางอากาศ ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ ๗๐ แต่นั่น เฉพาะสัญชาติอาเซียน ไม่ใช่สัญชาติอเมริกัน ๒. ก็คือว่าความที่ยังไม่พร้อม แต่ละประเทศ ก็รู้ดีว่าในภูมิภาคนี้ประเทศที่มีอุตสาหกรรมต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ําที่เข้มแข็ง เป็นคู่แข่ง สําคัญก็คือประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ก็เลยมีการขยายเวลาว่าถ้าอย่างนั้นมาใน ปีนี้ครับ ปี ๒๐๑๓ ที่จะหมดอยู่อีกเพียงไม่กี่วันข้างหน้า แต่ตอนนี้ก็ยังมีข้อขัดข้องเพราะว่า ความไม่พร้อมของประเทศอาเซียน แม้แต่ประเทศไทยครับ เพราะฉะนั้นประเด็นที่สมาชิก ได้ตั้งคําถามว่าคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอย่างรอบคอบหรือยัง เพราะมันมีกฎหมายเกี่ยวข้อง ที่ไปเกี่ยวข้องกับความตกลงอาฟาสในเรื่องของสินค้าและบริการ ตรงนั้นจะอยู่ภายใต้ พระราชบัญญัติประกอบธุรกิจคนต่างด้าว บัญชี ๑ บัญชี ๒ บัญชี ๓ ซึ่งสามารถแก้ไข ในระดับอธิบดีให้ความเห็นชอบหรือคณะรัฐมนตรี ไม่ทราบว่าในส่วนนั้นเราได้ดําเนินการ ไปมากน้อยแค่ไหน ฉะนั้นเมื่อเป็นการแก้ไขเพื่อเปิดโอกาสให้สาขาอาชีพและการจัดตั้งธุรกิจ ในประเทศไทยจะสามารถถือหุ้นมากกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ขณะเดียวกันในเรื่องของการ ลงทุนก็มีประเด็น เพราะว่าหลักการและเหตุผลของร่างกฎหมายฉบับนี้พูดถึงเรื่องของการ ส่งเสริมการลงทุนเป็นหลัก โดยเน้นใน ๓ อุตสาหกรรม ตรงนี้เองที่เป็นประเด็นที่ท่านต้อง ตอบความชัดเจนว่ามันอยู่ในสายของอุตสาหกรรมหรือในสายของธุรกิจบริการ แล้วมัน เข้าอยู่ในกรอบของไพรออริตี เซคเตอร์ หรือไม่ และขณะเดียวกันเมื่อเราพูดถึงประเด็นนี้ ก็ต้องมาดูความพร้อม เพราะนั่นคือเหตุผลว่าทําไมแม้แต่ในส่วนของอาเซียนที่ได้กําหนด ในเรื่องการให้ถือครองหุ้น เช่น บริษัทในประเทศสิงคโปร์จะมาตั้งบริษัทในประเทศไทย ที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางอากาศ สามารถถือหุ้นได้ไม่เกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเกิน ๕๑ เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว แต่เรายังไม่ได้ขยับไปถึงตรงนั้น นี่คือในส่วนของประเด็นที่สําคัญ ซึ่งมันคนละกฎหมาย แต่เมื่อเป็นร่างของคณะรัฐมนตรีก็ต้องมีคําตอบทุกคําถาม ๒. ก็คือ อุตสาหกรรม ๓ อุตสาหกรรมอยู่ในกรอบความตกลงดังกล่าวหรือไม่ หรือว่าเราเปิดมากกว่า คนอื่น ประการที่ ๓ ก็คือว่าประเด็นการถือหุ้นกับประเด็นของอํานาจการบริหารนั้น เป็นประเด็นที่เราถกกันมากครับ ท่านประธานคงทราบนะครับว่าตัวสาระสําคัญของ กฎหมายฉบับนี้จะพูดถึงประเด็นเรื่องของการที่สามารถกฤษฎีกาให้บริษัทต่างชาติหรือ นักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้เกิน ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ๒. คือมีอํานาจบริหารด้วย แต่หลัก ในเรื่องปัญหานอมินีในประเทศไทยนั้นเราก็พูดกันมานานนะครับว่าเราใช้หลักในเรื่องของ การถือหุ้น ต้องคนไทยถือหุ้นมากกว่าจึงจะถือว่าเป็นบริษัทสัญชาติไทย แม้ว่าในข้อเท็จจริงจะมีนอมินีจํานวนไม่น้อย รวมทั้งในเรื่องของอุตสาหกรรมการบิน และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ และยังอยู่ระหว่างการสอบสวนอยู่ แต่ว่าประเด็นที่ ๒ คือในเรื่องของอํานาจของการบริหาร ตรงนี้ครับเป็นปัญหานอมินีที่เป็นปัญหามาโดยตลอด มันจะเกินกว่าหลักที่เราเคยดําเนินการยึดถือขณะนี้หรือไม่ ในเรื่องของการจัดตั้งธุรกิจแล้วก็ การมีอํานาจเหนือบริษัทและการถือหุ้นที่เกินกว่ากึ่งหนึ่ง พูดง่าย ๆ ว่าถ้าให้ความเห็นชอบ กฎหมายฉบับนี้เท่ากับเป็นการที่ให้บริษัทต่างชาติ นักลงทุนต่างชาติสามารถมาจัดตั้ง บริษัทหรือมาร่วมทุน โดยให้เป็นบริษัทต่างชาติ ตรงนี้ถามว่ามันมาเกี่ยวกับความพร้อม ความพร้อมถ้าหากว่าดูความพร้อมก็ต้องหันมาดูว่าปัจจุบันนั้นเรามีอุตสาหกรรมด้านนี้ มากน้อยแค่ไหน เราได้ยินเสมอนะครับ บริษัทอุตสาหกรรมการบินที่อยู่ที่ดอนเมือง ท่านประธานขับรถผ่านหรือว่าจะไปขึ้นเครื่องบินที่ดอนเมือง บ่อยครั้งที่เราได้ยินเสียง เครื่องยนต์ดังลั่นทีเดียว เพราะนั่นคือศูนย์ซ่อมอากาศยาน มีรายได้ ๒,๗๐๐ ล้านบาท ปัจจุบันนี้ซ่อมทั้งลําได้ อัพเกรด (Up Grade) ได้ ทั้งเครื่องบินรบเอฟ ๑๖ (F16) ทั้งในส่วนของ เครื่องบินพาณิชย์ ทั้งค่ายโบอิ้ง แอร์บัส หรือเฮลิคอปเตอร์ เครื่องบินปีกหมุน ทั้งยูโรคอปเตอร์ หรือว่าเครื่องเบลล์ (BELL) ทําได้หมดครับ และกําลังขยายสู่การสร้าง ลงทุนอีก ๕๐๐ ล้านบาท ในปีหน้า นั่นคือตัวอย่างหนึ่งเพียง ๑ บริษัทนะครับ ยังไม่รวมถึงในเรื่องของอุตสาหกรรม ชิ้นส่วนและส่วนประกอบที่เรามีฐานเดิมคือชิ้นส่วนและอะไหล่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งดําเนินการในลักษณะที่สนับสนุนกันและกันได้ ของเราต้องเรียนว่าความพร้อมของเรา เป็นเรื่องสําคัญมาก เพราะเรื่องกฎหมายภายในประเทศที่รัฐบาลกําลังขอเสนอ ความเห็นชอบจากรัฐสภาในหลักการนั้น ก็ต้องดูว่าในส่วนของความตกลงที่อาเซียนอื่น ๆ ของเราดําเนินการเป็นอย่างไร ยังไม่ได้ไปถึงตามที่ความตกลงทั้งในส่วนของอาเฟส (AFAS) แล้วก็ในส่วนของอาเกีย ซึ่งแบ่งความตกลงว่าด้วยสินค้าบริการ แล้วก็ในเรื่องของการลงทุน เพราะฉะนั้นประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ท่านรัฐมนตรีจะต้องให้ชัดเจนนะครับ ช่วยชี้แจงด้วย นอกจากนั้นแล้วผมเรียนว่าเราเห็นด้วยครับ ในกรณีของการที่ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง ของการบิน เป็นศูนย์กลางของศูนย์ซ่อมอากาศยาน แม้ว่านโยบายอื่นของรัฐบาลไม่ได้ สนับสนุนเลยนะครับ ผมเป็นรองประธานกรรมาธิการทหาร ให้ความสําคัญกับเรื่องของ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ หรือดีเฟนด์ อินดัสทรี (Defend Industry) ก็พูดหลายครั้งครับ ผ่านการใช้งบประมาณซื้ออาวุธแล้ว ปีที่ ๑ ปีที่ ๒ เข้าปีที่ ๓ แต่รัฐบาลก็ยังไม่ได้ดําเนินการ อะไรเลย นั่นคือนโยบายออฟเซต (Offset) นโยบายซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ แล้วก็มีเงื่อนไข ในการถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือมาร่วมลงทุน แต่ร่วมลงทุนนี้ประเทศไทยเป็นเจ้าของบริษัท ไม่ใช่ต่างชาติมาเป็นเจ้าของบริษัทอย่างที่รัฐบาลกําลังเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ มันเหมือนกับว่า ขณะที่ท่านไม่ได้สนับสนุนส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ อากาศยานส่วนใหญ่ก็เป็น อุตสาหกรรมป้องกันประเทศส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันกลับเปิดช่องทางให้บริษัทต่างชาติ เข้ามาเป็นเจ้าของบริษัท มันกลับหัวกลับหางครับ เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นตรงนี้มันควร จะต้องเริ่มต้นอย่างจริงจังด้วยการที่รัฐบาลเสนอร่างกฎหมายอื่นที่จะให้มีลักษณะของการ ส่งเสริมอุตสาหกรรมของคนไทย ทั้งในส่วนที่เป็นเชิงพาณิชย์พลเรือนและในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ถ้าได้เอกสารประกอบการเสนอกฎหมายที่สภาทํามา ท่านประธานก็จะเห็นว่ามีการพูดถึงประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย ทราบไหมครับว่า เขาใช้นโยบายออฟเซตนะครับ เขาทํามาเป็นเวลา ๑๐ ปีเป็นอย่างน้อย จนวันนี้เขามีนิคม อุตสาหกรรมป้องกันประเทศแล้ว การผลิตชิ้นส่วนของเครื่องบินมิก (MIG) ชิ้นส่วนของ เครื่องบินพลเรือน เขาสามารถสร้างอุตสาหกรรมจนกระทั่งสร้างเป็นนิคมอุตสาหกรรมใหญ่และส่งออกครับ ประเทศสิงคโปร์เกาะเล็กนิดเดียวกลายเป็นประเทศที่ส่งออกในเรื่องของอุตสาหกรรมป้องกัน ประเทศมากที่สุดในอาเซียน เพราะมันต้องการการสร้างความเข็มแข็งในอุตสาหกรรม ในประเทศ แต่ถ้าคิดอย่างเดียวว่าจะพึ่งพาเป็นทาสต่างชาติเพราะต้องการทุน ต้องการ เทคโนโลยีไม่จําเป็นจะต้องให้มาเป็นเจ้าของครอบงํากิจการของไทยครับ ไม่อย่างนั้นบริษัท อุตสาหกรรมการบิน ซึ่งแน่นอนก็เริ่มต้นมาจากกองทัพอากาศนั่นละครับ จากกองทัพไทยเรา สมัยก่อนเราเป็นประเทศ ๑ ใน ๒ ของเอเชียที่ผลิตเครื่องบินก่อน คือเรากับญี่ปุ่นเท่านั้นครับ เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ แต่ผ่านมา ๕๐ ปีเราไม่สามารถผลิตเครื่องบินของเราได้ ประเทศอินโดนีเซียผลิตได้ ประเทศมาเลเซีย ประเทสสิงคโปร์ผลิตได้ และวันนี้ยังจะมาคิด ที่จะพึ่งเขาอีกตลอดไปหรือครับ ความจริงพื้นฐานอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเราเป็น พื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับอากาศยาน การซ่อมอากาศยาน แล้วก็ในส่วนของชิ้นส่วน เรามีฐาน ในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่มันขาดวิสัยทัศน์ ทิศทาง ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเท่านั้นครับ ผมไม่เคยปฏิเสธนะครับว่าเรามีความผูกพันว่าจะต้องแก้ไขกฎหมายในประเทศเพื่อให้ สอดรับกับในเรื่องความตกลงที่จะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะในส่วนของ เออีซี (AEC) ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งใน ๓ เสาหลัก แล้วก็ไม่ปฏิเสธเลยว่า รัฐบาลที่แล้วก็ส่งเสริมจนกระทั่งประกาศให้อาเซียนเป็นประชาคมแห่งความเชื่อมโยง และ ประกาศให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ฮับ ซึ่งรวมทั้งทางบก ทางน้ํา ทางอากาศ และรวมทั้ง ไอที (IT) ด้วย แล้วประกาศในเรื่องของการเป็นศูนย์กลางการบินและอุตสาหกรรมซ่อม แต่มันคิดกลับหัวกลับหางกับรัฐบาลนี้ครับ เราต้องการที่จะสร้างจากฐานของเรา เพราะฉะนั้น บางครั้งก็ต้องเตะลูกออกไปดีเลย์ (Delay) ทําไมบอก ๒๐๑๐ เราถึงยังไม่แก้กฎหมาย ภายในประเทศล่ะครับ เฉพาะแค่อาเซียนก่อนนะครับ ถือหุ้นในส่วนของอุตสาหกรรมด้านนี้ ได้เกิน ๕๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าไม่พร้อม แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล แนวคิดนี้ก็เปลี่ยนไป ถ้าท่าน คิดว่าเราต้องการเพียงทุนเทคโนโลยี มันไม่ต่างกับ ๕๐ ปีก่อนเมื่อเราเริ่มแผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเลย คิดแต่พึ่งคนอื่น คิดแต่พึ่งคนอื่น ท่านเห็นการเปลี่ยนแปลง ของอุตสาหกรรมการบินไหมครับ ใครจะคิดว่าจะมีอุตสาหกรรมของโลว์ คอสท์ แอร์ไลน์ (Low Cost Airline) เกิดขึ้น วันนี้เครื่องบินทั่วโลกมีอยู่ ๑๗,๗๐๐ ลํา อีก ๒๐ ปีจะเพิ่มขึ้น เท่าตัวเป็น ๓๐,๐๐๐ กว่าลํา และในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกขณะนี้จํานวนผู้โดยสารที่เดินทาง ในภูมิภาคนี้คิดเป็น ๑ ใน ๓ ของผู้โดยสารทั่วโลก เที่ยวบินที่ผ่านเข้ามาดอนเมือง สุวรรณภูมิ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าเที่ยวบิน และจํานวนเครื่องบินจากนี้ไปจํานวนเครื่องบินทั้งหมด ๑ ใน ๓ จะอยู่ในเอเชียแปซิฟิก นี่คือโอกาสของเรา และเราก็กําลังจะก้าวสู่การเป็นประชาคมอาเซียน เหมือนอย่างที่ประชาคมยุโรปเคยผ่านจุดเปลี่ยนตรงนี้มา แต่ไม่ว่าจุดเปลี่ยนจะมีโอกาส แค่ไหน มันอยู่ที่ว่าเราจะสร้างเนื้อสร้างตัวของเราอย่างไร ก็อยู่หลักคิดทางยุทธศาสตร์ ของชาติว่าเราจะคิดแต่พึ่งคนอื่นเขา ผมเห็นหลักการและเหตุผลผมก็เศร้าใจนะครับ ทีแรก ก็ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมาอภิปรายหรอก แต่พอมาอ่านรายละเอียดหลักการและเหตุผล มันเริ่ม จากการคิดแบบพึ่งทุนและเทคโนโลยี ความคิดนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาหลายทศวรรษแล้ว จนกระทั่งวันนี้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่เหมือนประเทศที่ยืนอยู่กับที่แล้ว เพราะว่า จะแข่งกับประเทศที่เขามีเทคโนโลยีสูง ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาก็สู้ไม่ได้ จะลงไปประเทศ ที่ขายแรงงานถูก ทรัพยากรถูก ก็สู้ไม่ได้ เราก็เลยอยู่ตรงกลางครับ กําลังถูกบีบมาเรื่อย ๆ ไม่น่าแปลกใจว่าทําไมเมื่อยุทธศาสตร์ผิด สถานะประเทศวันนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจ จึงไม่ก้าวหน้าเลย ขีดความสามารถในการแข่งขันของเราจัดลําดับทีไรลดลงลําดับลงมา เรื่อย ๆ ตรงนี้มันน่าจะทําให้รัฐบาลได้ฉุกคิดสักทีหนึ่งครับว่าเราจะต้องดูความพร้อมและหลัก คือยืนบนขาของตัวเองให้ได้ แล้วถ้าย้อนไปเพียงอย่างที่ผมบอกเราผลิตอะไรได้เยอะแยะ แต่เพราะเราไม่ดําเนินการ ในหลักของการยืนบนขาตัวเอง ก็เหมือนหลักการและเหตุผลกฎหมายฉบับนี้ที่มุ่งไปในเรื่อง ของการหวังแต่ทุนและเทคโนโลยีจนยอมแก้กฎหมายเพื่อให้ต่างชาติมาครอบงํากิจการ ของไทย มันต้องมีความเข้มแข็งของความเป็นรัฐบาล แล้วก็มีหลักคิดที่ดี ไม่อย่างนั้นโอกาส ที่เราต้องการที่จะฟูมฟักประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของการบินของอาเซียน หรือว่าการเป็น อุตสาหกรรมการซ่อมอากาศยาน หรือแม้แต่การผลิตอากาศยาน หรือแม้แต่ในส่วนของ การผลิตชิ้นส่วน ท่านประธานเชื่อไหมครับ ผมยกตัวอย่างให้ท่านรัฐมนตรีได้ทราบเพื่อให้ ท่านได้เห็นภาพกระจ่างขึ้น วันนี้ตัวเลขกลม ๆ คือ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ที่หล่อเลี้ยงประเทศนี้ รายได้หล่อเลี้ยงประเทศนี้มาจากการส่งออกและการท่องเที่ยว ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออก ที่เป็นรายได้ตรงนั้นมาจากอุตสาหกรรมโออีเอ็ม (OEM) ครับ รับจ้างทําของ เราได้แค่ค่าแรง มันไม่ได้ต่างจากหลักคิดตรงนี้ของท่านเลยครับ เราเป็นประเทศที่ผลิตฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk) มากที่สุดในโลกครับ ท่านคงจําได้นะครับ ตอนหลังน้ําท่วมปี ๒๕๕๔ ระหว่างน้ําท่วม ปี ๒๕๕๔ อุตสาหกรรมไอทีคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ สะดุดหมดเลยเพราะว่าอะไร เพราะ ฮาร์ดดิสก์ผลิตในประเทศไทย ซัพพลายเชน (Supply Chain) ของโลกมันบ่งบอกว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ของโลก เพราะฉะนั้นก็เช่นเดียวกันในกรณีของการ ส่งเสริมการลงทุนของอุตสาหกรรม ๓ อุตสาหกรรมหลักที่กินเข้าไปร่วมเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของการส่งออก มันเป็นอุตสาหกรรมที่เราได้มาชนิดเดียวครับก็คืออุตสาหกรรมในเรื่องของ คอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็รถยนต์ ๕๐ กว่าปีเราผลิตรถยนต์ไม่ได้ เทียบกับประเทศ เกาหลีหลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ประเทศเกาหลีเจอสงครามเกาหลีย่ําแย่ ยากจนเหลือเกิน แต่วันนี้เขามีรถยนต์ยี่ห้อของเขาเอง แม้แต่เครื่องไม้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ของเขาพัฒนา ซัมซุงก็คว่ําโซนี่เรียบร้อย กําลังจะคว่ําค่ายแอปเปิ้ล ค่ายไอแพด (iPad) ไอโฟน (iPhone) เพราะอะไรเขาถึงทําได้ครับ ในขณะที่เทียบจากจุดเริ่มต้นเราเหนือกว่า เรารวยกว่า เราเข้มแข็งกว่า จุดที่ตั้งของเราดีกว่า ภัยคุกคามที่ทําให้เกิดความหวั่นเกรงต่อการลงทุน ของเขามีประเทศเกาหลีเหนือ มีประเทศจีน แต่เขาก็ก้าวหน้าไปได้ และอันนี้มันยุทธศาสตร์ ของชาติอย่างไรครับ และหลักคิดของชาติเพราะเขาคิดพึ่งตัวเอง ลงทุนวิจัยและพัฒนา แล้วผมก็พูดในสภาแห่งนี้ท่านประธานก็ทราบ ท่านรัฐมนตรีก็คงจะได้ยิน งบประมาณปีนี้ ปีที่แล้ว แทนที่จะส่งเสริมงบวิจัยและพัฒนามีน้อยอยู่แล้ว ไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ ไปตัดลดงบ วิจัยและพัฒนาของประเทศอีก อันนี้มันหลักคิดของการพึ่งตนเองประเทศด้อยพัฒนาครับ ก็อย่างกฎหมายฉบับนี้ ทั้งรถยนต์ ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ แล้วเราจะให้ประเทศเราเป็นโออีเอ็ม อย่างนี้ต่อไปหรือครับ หลักคิดเก่า ๆ อย่างนี้เมื่อไรจะเลิก แล้วเราก็มีหลักให้แล้วนะครับ ผมคิดว่าไม่รู้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไปอยู่ที่ไหน น่าจะให้ความเห็น ในคณะรัฐมนตรีได้ว่าเรายืนบนขาตังเอง ถ้าต้องสู้แข่งขันในเรื่องใหญ่ ๆ เราก็ใช้หลัก ที่เรียกว่าอาเซียน ฮับ (ASEAN Hub) เอาอาเซียนเป็นพลังต่อรอง แต่หลักคิดอย่างนี้ผมว่า หลักการและเหตุผลเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ครับ และขณะเดียวกันรัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ หรือรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจก็ไปมะงุมมะงาหลาอะไรก็ไม่ทราบ ก็ต้องบอก กระทรวงคมนาคม ปล่อยให้ท่านมาเสนอแบบไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าการเจรจาการเปิดเสรีการบิน โดยเฉพาะการให้จัดตั้งบริษัทหรือการส่งเสริมการลงทุนตามความตกลง ๒ ประการที่ผม ได้พูดมาแล้วนี้เราดึงและถ่วงพอสมควรเพื่อที่จะให้อุตสาหกรรมในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมด้านขนส่งทางอากาศเข้มแข็ง ๆ ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่ควรทําคือ รีบส่งเสริมผู้ประกอบการไทย ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา อุตสาหกรรมอากาศยาน อุตสาหกรรม ชิ้นส่วนอากาศยาน แล้วก็ในส่วนของอุตสาหกรรมซ่อม ประเภทที่ ๑ ก็คือซ่อมทั้งลําครับ แล้วก็ส่งเสริมในส่วนเรื่องของ ซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องธุรกิจต่อเนื่อง เรามีอุตสาหกรรมชิ้นส่วน รถยนต์ ชิ้นส่วนอากาศยานมันใกล้เคียงกันมาก เปลี่ยนแค่มอร์ (More) เปลี่ยนแค่เพิ่ม ผู้เชี่ยวชาญบางส่วน แล้วโอกาสมีมากเหลือเกิน แต่อย่าใช้โอกาสนี้โดยให้คนอื่นเขามาแสวง ประโยชน์และให้คนไทยเป็นเสียงข้างน้อย หรือเป็นหุ้นข้างน้อยในกิจการ มันเรื่องอะไรครับ เห็นบ่อทองอยู่ข้างหน้า นั่นคือโอกาสของการเปลี่ยนแปลงเป็นประชาคมอาเซียน เป็นศูนย์กลาง ซ่อมอากาศยาน เป็นศูนย์กลางการบิน เป็นศูนย์กลางการเดินทาง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าเที่ยวบิน เข้ามาจนต้องขยายสนามบินของเราอย่างต่อเนื่อง นํานักท่องเที่ยว นําธุรกิจเข้ามา แต่ท่าน กลับเอาโอกาสของคนไทยไปให้ต่างชาติ ถามบอกมันเกี่ยวโยงเรื่องนโยบายออฟเซตอย่างไร เหมือนกันเลยครับ เวลาจะซื้ออาวุธ ถ้าคิดอย่างท่านก็คือเราผลิตเครื่องบินไม่ได้ เราซื้อทั้งลํา ทํากันมาโดยตลอด รัฐบาลนี้ก็เหมือนกัน ขณะเดียวกันประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ ประเทศอินโดนีเซีย เขาบอกว่าถ้าจะซื้อไม่ว่ามิก ของประเทศรัสเซีย หรือจะเป็นกริพเพน (Gripen) ของยุโรป ประเทศสวีเดน หรือว่าจะเป็นเอฟ ๑๖ เอฟ ๑๘ ของประเทศสหรัฐ อเมริกา คุณต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีคุณต้องมาร่วมลงทุน จอยท์ เวนเจอร์ (Joint venture) ผลิตชิ้นส่วน มิกขาดอุปกรณ์ไปชิ้นหนึ่งก็เหมือนฮาร์ดดิสก์ที่อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ทั่วโลก เดินไม่ได้เพราะขาดประเทศไทยไม่ได้ ทําไม่คิดอย่างนั้นบ้างละครับ เพราะถ้าตรงนั้น ก็หมายความว่าบริษัท จอยท์ เวนเจอร์ ที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมซ่อมอากาศยาน อุตสาหกรรมผลิตเครื่องบิน อุตสาหกรรมประกอบชิ้นส่วน บริษัทไทยจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ คนไทยจะเป็นผู้มีอํานาจในบริษัทนั้น แล้วก็ค่อย ๆ ผ่อนถ่าย เมื่อเราขยายอุตสาหกรรม จนเข้มแข็ง มีแบรนด์ (Brand) ของเราได้ แต่ถ้าทําอย่างนี้ คิดอย่างนี้ ต่างชาติมาตั้งไม่ว่า จะเป็นโบอิง แอร์บัส หรือเป็นยูโร คอปเตอร์ (Euro Copter) หรือจะเป็นยี่ห้อใดก็ตาม ท่านให้เขาตั้งเป็นบริษัทของเขา ของต่างชาติบริษัทนั้น ๆ เลย เราเป็นเพียงลูกจ้างครับ แล้วมีอะไรเกิดขึ้นนอกจากนั้นอีกครับ ในขณะที่เรามีอํานาจมากเหลือเกินในการต่อรอง อย่างที่ผมบอกอย่างไรครับ ความเป็นฮับที่เราเป็นอยู่ การที่เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว ท่านคิดว่าเขาอยากจะไปลงทุนอย่างประเทศบรูไนซึ่งผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานของเขา มีอากาศยานใช้วันหนึ่งแค่ไม่กี่พันคนหรือครับ เขาต้องมาที่นี่อยู่แล้ว รู้จักต่อรอง เชื่อมั่น ในศักยภาพประเทศของเราบ้างสิครับ คิดแบบคนที่จะยืนบนขาตัวเอง ไม่ใช่คิดแต่จะพึ่งคนอื่น ไม่อย่างนั้นอนาคตไม่มีหรอกครับ ผ่านกฎหมายฉบับนี้ไปก็เหมือนยกโอกาสของประเทศไทย ให้ต่างชาติ และไม่ใช่แค่อาเซียนครับ ท่านแก้ครั้งนี้มันให้ทั่วโลกเลย เราจนปัญญาขนาดนั้น หรือครับ ถึงต้องขายโอกาสของเราไป ทบทวนเถอะครับ ผมนี่เป็นคนหนึ่งที่อยู่ในการเจรจา ในช่วงที่ทําหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการเศรษฐกิจอาเซียน เจรจาในเรื่องของความตกลงว่าด้วย สินค้าบริการหรืออาฟาส แล้วก็ความตกลงว่าด้วยการลงทุนที่เป็นหลักอ้างอิงในส่วนนี้ ที่เรียกว่าทั้งเอไอเอ และอาเกีย ก็เลยมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านรัฐมนตรีนะครับ เพื่อจะได้ ทราบว่าบางเรื่องจะเดินช้า จะเร็ว เรามีเวลาอีก ๒ ปี จนกว่าจะถึงเดดไลน์ (Dead line) ในเดือน ธันวาคม ปี ๒๕๕๘ ๒. ก็คือว่าเปลี่ยนหลักคิดเสียทีเถอะครับ จากการพึ่งต่างชาติมาตั้งแต่ มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม (ฉบับที่ ๑) วันนี้มันต้องเปลี่ยนแล้วครับ ยืนบนขาของ ตัวเอง แล้วก็ ๓. คือเล่นตัวให้เป็นบ้างสิครับ เล่นตัวให้เป็นว่าเราเป็นประเทศที่มีศักยภาพ เขาต้องมาง้อเราบ้าง เราเป็นศูนย์กลางอยู่แล้ว เราไม่ใช่กระจอก เพราะมันอยู่ที่หลักคิดของ รัฐบาลครับ ผมก็ฝากท่านประธานนะครับ แล้วต้องการคําตอบจากท่านรัฐมนตรีว่าไม่ใช่ เพียงแค่คําตอบประเด็น ๑ ๒ ๓ เท่านั้นเอง ผมอยากทราบหลักคิดอันเป็นหลักการและ เหตุผลของกฎหมายฉบับนี้ด้วย ขอบคุณท่านประธาน