สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๕ · ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติการเดินอากาศ โดยเสนอการปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของการเดินอากาศ รวมถึงการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการการบินพลเรือนและคณะกรรมการเทคนิค เพื่อให้มีความสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของโลกและธุรกิจการบิน และวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบจากการยกเลิกมาตรา 41/23 ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการผลิตอากาศยาน ซึ่งอาจทำให้การควบคุมการผลิตอากาศยานไม่ชัดเจนและอาจส่งผลเสียต่อความปลอดภัย

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ร่างพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ครั้งนี้เป็นการ แก้ไขพระราชบัญญัติการเดินอากาศ ฉบับปี ๒๔๙๗ ในอดีตกฎหมายฉบับนี้แก้มาแล้ว ๑๑ ครั้ง ครั้งที่ ๑๑ ก็คือเมื่อปี ๒๕๕๑ นี้แก้ไขใหญ่ในหลายประเด็นมาก แล้วก็มาครั้งนี้ เข้าใจว่าน่าจะเป็นฉบับแก้ไขครั้งที่ ๑๒ แล้วครับ ความจริงประเทศไทยมีกฎหมาย การเดินอากาศมาตั้งแต่ปี ๒๔๘๐ แล้วก็พัฒนามาเรื่อยจนกระทั่งมาใช้หลักจริง ๆ ก็คือ พ.ร.บ. การเดินอากาศ ปี ๒๔๙๗ แล้วก็แก้ไขมาเป็นลําดับอย่างที่ผมเรียน เพราะฉะนั้น เราจะเห็นว่าในบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการเดินอากาศนี้จะมีมาตราที่ชื่อแปลก ๆ ทั้งมีชื่อตัวเลข มีตัวทับต่าง ๆ มากมาย เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะอันแรกที่ผมอยากจะ กราบเรียนผ่านไปยังรัฐมนตรีก็คือว่าถึงเวลาที่พระราชบัญญัติการเดินอากาศจะต้องมี การปรับปรุงกฎหมายทั้งฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริงกับภาวะสถานการณ์ ที่กําลังเปลี่ยนแปลงไปในเรื่องของการเดินอากาศ ความจริงแล้วเรื่องของการเดินอากาศ ไม่ใช่มีเฉพาะแค่เรื่องของผู้ประกอบการหรือการผลิตการบินเท่านั้น มีทั้งเรื่องความปลอดภัย เรื่องของธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เรื่องของการซ่อมแซม เรื่องของการบรรทุกการขนส่งต่าง ๆ นี้อยู่ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะฉะนั้นการปรับปรุงกฎหมายจะมีความสําคัญ แล้วก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐสภา ได้มีโอกาสทบทวนกฎหมายที่ใช้มาเป็นเวลานานแล้วได้อย่างรอบคอบรอบด้านจริง ๆ ในกฎหมายร่างพระราชบัญญัติการเดินท่าอากาศยาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นี้ความจริงแล้ว มีประเด็นที่ผมคิดว่าที่เป็นหัวใจสําคัญที่น่าจะต้องไปปรับปรุงเพิ่มเติมจากที่ท่านเสนอมา ๓ ประเด็น ๓ มาตราหลัก ๆ ที่มีการแก้ไขนะครับ ก็คือท่านจะต้องไปปรับปรุงเรื่องของ องค์ประกอบของคณะกรรมการการบินพลเรือน ท่านทราบไหมว่าในกฎหมายฉบับนี้ องค์ประกอบของคณะกรรมการการบินพลเรือนยังแคบมากเลย คือให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคมเป็นประธานคนหนึ่ง มีปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นรองประธานคนหนึ่ง มีผู้บัญชาการทหารอากาศเป็นกรรมการ แล้วมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง อีก ๗ คน มีอธิบดีกรมการบินพลเรือนเป็นกรรมการเลขานุการ ท่านประธานครับ การบิน มันพัฒนาไปไกลมากและเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยกับเศรษฐกิจของประเทศมหาศาลมาก แต่องค์ประกอบของคณะกรรมการการบินพลเรือนมีแค่นี้เอง ซึ่งแคบ แคบเท่าที่ปี ๒๔๙๗ เคยเขียนไว้อย่างไรก็อย่างนั้น ซึ่งผมคิดว่าต้องปรับปรุง ที่ต้องปรับปรุงอีกอันหนึ่งก็คือ คณะกรรมการเทคนิค คณะกรรมการเทคนิคนี้ละคือส่วนสําคัญที่สุดของการกําหนด มาตรฐานในเรื่องของการผลิตอากาศยาน การกําหนดเทคนิคในเรื่องมาตรฐานการซ่อมบํารุง และมาตรฐานอื่น ๆ มากมาย เขาให้อํานาจของคณะกรรมการเทคนิค ถามว่าคณะกรรมการ เทคนิคนี้ตั้งโดยใคร ก็ตั้งโดยคณะกรรมการที่แคบมากนี่ละมาตั้งอีกทีหนึ่ง มันถึงไม่สามารถ ที่จะมีบุคลากรที่สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกของความเป็นจริงในธุรกิจการบิน ได้สอดคล้อง ท่านประธานครับ ในการเสนอกฎหมายฉบับนี้ผมคิดว่าเป็นความพยายามของ รัฐบาลที่ต้องการจะเห็นว่าธุรกิจการบินประเทศไทยควรจะเข้าไปมีบทบาทมากกว่าเดิม เราเคยมีความพยายามสมัยรัฐบาลปี ๒๕๔๖ เคยวางนโยบายบอกว่าประเทศไทยจะต้องเป็น ศูนย์กลางการบิน ให้บริการซ่อมบํารุงอากาศยานครบวงจรระดับมาตรฐานสากล เป็นฮับ ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แล้วก็มีกระบวนการดําเนินการมา วันนี้เมื่อรัฐบาลนี้เข้ามา รัฐมนตรีชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็มีแนวความคิดเรื่องของการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอากาศยาน แล้วก็ไปคิดว่าโคราชหรือจังหวัดนครราชสีมามีความเหมาะสมที่จะให้เป็นฮับของการ อุตสาหกรรมการบิน เป็นนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เลยนะครับ ก็เมื่อแนวความคิดนี้ ออกมาก็จําเป็นที่จะต้องมาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายฉบับนี้เพื่อรองรับความเป็นนิคมอุตสาหกรรม การบินที่จะให้ประเทศไทยนี้เป็นศูนย์กลาง ก็พอข่าวนี้ออกไปผมก็เห็นมีบริษัทการบินยักษ์ใหญ่ ของโลกให้ความสําคัญ บริษัท โบอิงก็เตรียมที่จะเข้ามาตั้งฐานการผลิต การซ่อมในประเทศเรา บริษัท โรลส์-รอยซ์ ซึ่งมีบทบาทในการผลิตเครื่องยนต์เครื่องบินหลายประเภทก็สนใจ ที่จะมาทําธุรกิจตรงนี้ เพราะฉะนั้นหัวใจสําคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้จึงจํากัด อยู่ใน ๓ เรื่อง ๑. ก็คือว่าทําอย่างไรให้ต่างชาติเมื่อมาทําธุรกิจการบินในประเทศไทย สามารถที่จะเป็นบริษัทของต่างชาติโดยที่ไม่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายนี้ที่จะต้องถือหุ้น ได้เพียง ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วให้คนไทยจะต้องถือหุ้น ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ทําอย่างไร ที่จะให้อํานาจการบริหารจัดการของบริษัทของเขาไม่อยู่ภายใต้กฎหมายนี้อีกต่อไป ก็คือเขาสามารถบริหารจัดการเองได้ ไม่ต้องจ้างนอมินีที่เป็นผู้จัดการอยู่ในบริษัทของเขา ทําอย่างไรเขาจะได้มีบทบาทในธุรกิจเรื่องของการซ่อมเครื่องบินที่เขาจะสามารถเข้ามา บริหารจัดการได้ และถือหุ้นได้ทั้งในข้อ ๑ และข้อ ๒ นะครับ นี่คือหัวใจสําคัญที่นํามาสู่ การแก้ไขอันนี้

ท่านประธานที่เคารพครับ ลึกลงไปในรายละเอียดของการแก้ไขท่านประธาน ก็จะเห็นนะครับว่า มาตรา ๔๑/๒๓ ซึ่งร่างฉบับนี้ต้องการให้แก้ไข เขาเขียนไว้ชัดเจนนะครับ ว่าคนที่จะมาขอรับใบอนุญาตผลิตอากาศยานจะต้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจํากัด หรือบริษัทมหาชนจํากัดที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย และมีสํานักงานใหญ่ตั้งอยู่ใน ราชอาณาจักร โดยมี (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) (๘) เขียนไว้ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็แปลความว่า สํานักงานใหญ่ถ้าไม่ตั้งอยู่ในประเทศไทยบริษัทฝรั่งก็เข้ามาไม่ได้ บริษัท โบอิง (Boeing) ก็เข้า มาไม่ได้ บริษัท โรลส์รอยซ์ ก็เข้ามาไม่ได้ นี่จึงจําเป็นจะต้องมีการแก้ไขอันนี้ ทุนจดทะเบียน ซึ่งเป็นของผู้มีสัญชาติไทยตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดอะไรต่าง ๆ ก็จะต้องมีการแก้ไข แก้ไข อย่างไร แก้ไขโดยการเติมวรรคท้ายเข้าไปนิดเดียวว่าเพื่อประโยชน์แก่การส่งเสริมการผลิต อากาศยาน ในกรณีที่การผลิตอากาศยานกรณีใดมีความจําเป็นต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงจาก ต่างประเทศ หรือมีเหตุอันสมควรในการส่งเสริมการประกอบกิจการดังกล่าว หรือเพื่อปฏิบัติ ตามพันธกรณีตามความตกลงระหว่างประเทศอาจตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อยกเว้นคุณสมบัติ และลักษณะของผู้ขอรับ ซึ่งง่ายมากเลย เขียนไว้แบบนี้ก็คือการเปิดช่อง แต่เพื่อนสมาชิกก็ได้ กรุณาหยิบยกขึ้นมาแล้วว่าอะไรล่ะคือความจําเป็น อะไรล่ะคือเหตุอันสมควร เรื่องนี้ มีความสําคัญ ถ้าเขียนไว้แบบนี้มันเป็นดุลยพินิจที่อิสระมาก ให้อํานาจรัฐมนตรีเต็ม ๆ ไป ในการที่จะให้อนุญาตบุคคลที่เป็นต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจอันนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ท่านไปตัดความของมาตรา ๔๑/๒๕ นี้ออกไปทั้งหมด คือ ยกเลิกไปเลย พูดถึงเรื่องอํานาจการบริหารกิจการของผู้ขอรับใบอนุญาตผลิตอากาศยาน ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของบุคคลผู้มีสัญชาติไทย เขาก็จะบอกมาว่าอํานาจการบริหารนี้ ถ้าเกิดว่าไม่อยู่ภายใต้บุคคลผู้มีสัญชาติไทยก็ดําเนินการไม่ได้ เช่น มีกรรมการไม่มีสัญชาติไทย ตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไป ผู้จัดการหรือผู้มีอํานาจจัดการไม่มีสัญชาติไทย อย่างนี้เป็นต้น ทําไม่ได้ แต่บทบัญญัติที่ท่านยกเลิกไปนี้ คือมาตรา ๔๑/๒๕ นี้เขามีวรรคท้ายไว้ เขียนไว้มั่นคงมาก บอกว่าในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นว่าการผลิตอากาศยานของผู้ขอรับใบอนุญาตต้องใช้เทคโนโลยี ชั้นสูงจากต่างประเทศ ให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการเทคนิคมีอํานาจยกเว้น คุณสมบัติตามมาตรานี้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตนั้นได้ แต่ต้องไม่เกิน ๕ ปีนับแต่วันที่ได้รับ ใบอนุญาตผลิตอากาศยานแบบนั้น กฎหมายเดิมเขียนไว้เคร่งครัดมาก ก็คือว่าการจะยกเว้น กรณีที่ต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงจากต่างประเทศรัฐมนตรีจะอนุมัติได้ต้องโดยคําแนะนําของ คณะกรรมการเทคนิค คณะกรรมการเทคนิคเป็นใคร ผมเรียนกับท่านประธานว่าแต่งตั้งโดย คณะกรรมการการบินพลเรือน และกรรมการเทคนิคนี่ละคือผู้ที่รู้มาตรฐานการบินทุกอย่าง รู้ความเกี่ยวข้อง ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการบิน เพราะฉะนั้นเมื่อมันเขียนไว้ อย่างเข้มงวดแบบนี้ท่านไปตัด กรรมการเทคนิคก็ไม่มีความหมายแล้วต่อไปนี้ ท่านจะ อนุญาตอย่างไร อนุญาตในมุมเรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของเม็ดเงินการลงทุนอย่างเดียว แต่ว่าการควบคุมที่อยู่ภายใต้กฎหมายไทยโดยคนไทยนี้สูญเสียไป

ประเด็นที่ ๓ เรื่องของธุรกิจซ่อมก็เป็นการแก้ไขที่เปิดโอกาสให้ โดยใช้ความ ในวรรคท้ายเขียนขึ้นมาใหม่เพื่อที่จะให้ผู้ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงจากต่างประเทศสามารถได้รับ โอกาสในการเข้ามาทําธุรกิจในเรื่องของการ แต่ท่านประธานที่เคารพ คําถามที่เกิดขึ้นก็คือว่า การที่ไปเขียนบทบัญญัติในกฎหมายที่เราแก้ไขกันแบบนี้มันเป็นการทําลายความสามารถในการ แข่งขันของธุรกิจของคนไทยหรือไม่ นี่เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องตอบ ผมเรียนกับท่านประธาน ว่าเมื่อรัฐบาลในปี ๒๕๔๖ มีแนวความคิดที่จะให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินในการ ให้บริการ ในการซ่อมอากาศยาน เป็นฮับของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ก็ได้มีการดําเนินการ ในปี ๒๕๔๗ คือการจัดตั้งศูนย์ซ่อมบํารุงอากาศยานขึ้นมา แล้วก็ตั้งบริษัทขึ้นมาบริษัทหนึ่ง ชื่อว่า บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จํากัด เป็นรัฐวิสาหกิจ บริษัทนี้มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ ตอนแรกประมาณ ๑๐๐ ล้านบาท มีสํานักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม หรือ สสว. ถือหุ้นอยู่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๓๐ เปอร์เซ็นต์มาจากกองทัพอากาศ แต่ต่อมาก็มี การพัฒนา สัดส่วนการถือหุ้นก็เปลี่ยนแปลงไป แต่นี่เป็นบริษัทของคนไทย ของรัฐบาลไทยที่มี บทบาทสําคัญในเรื่องของธุรกิจการผลิตและการซ่อมแซมอากาศยานที่จําเป็นจะต้องได้รับ การดูแล ผมกังวลในเบื้องต้นนี้ก็คือว่าเมื่อเปิดโอกาสอย่างกว้างขวางให้กับธุรกิจจากต่างชาติ เข้ามามันจะทําให้ขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจของบริษัท อุตสาหกรรมการบิน จํากัด ของประเทศไทยสูญเสียไปหรือไม่ ท่านประธานครับ บริษัทแห่งนี้ต้องถือว่ามีคุณภาพ และมีมาตรฐาน เป็นที่พึ่งหวังในการซ่อมแซมอากาศยานทั้งอากาศยานที่เป็นของหน่วยงาน ของรัฐ ของกองทัพ และของภาคเอกชน ผลการประกอบการที่ผ่านมาก็มีรายงานมา เมื่อเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๖ มีการแถลงผลงานว่าจะมีรายได้ปีนี้ประมาณ ๒,๗๐๐ ล้านบาท จากธุรกิจการซ่อม ซ่อมอากาศยานที่เน้นหนักในหน่วยงานของภาครัฐเป็นหลัก แต่ว่า พัฒนาการของเขาก็สามารถที่จะมีขีดความสามารถในการขยายไปยังอากาศยานส่วนบุคคล แล้วก็เครื่องบินพาณิชย์อื่น ๆ เครื่องบินโลว์คอสท์ (Low cost) ทั้งหลายที่มีความจําเป็นต้อง ใช้ศูนย์การซ่อมในประเทศไทย และรายได้ ๒,๗๐๐ ล้านบาท อัตราส่วนการเติบโตก็สูงขึ้น ทุกปี ปีละประมาณ ๑๐-๑๕ เปอร์เซ็นต์ ตามความเติบโตของธุรกิจการบิน เขามีนโยบาย ที่จะลงทุนอีกประมาณ ๕๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะสร้างโรงเก็บเครื่องบินโลว์คอสท์ มีเป้าหมาย ที่จะซ่อมแซมเครื่องบินโบอิง ๗๓๗ ๗๖๗ แอร์บัส ๓๒๐ ศักยภาพเขาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ผลงานที่โชว์ (Show) ออกมาก็เท่าที่เห็น เช่น โครงการซ่อมบํารุง อัพเกรด (Upgrade) เครื่องบินเอฟ ๑๖ (F16) เครื่องบินแอล ๓๙ (L39) เครื่องบินซี ๑๓๐ (C130) อันนี้ของกองทัพ ท่านจะเห็นว่าความสามารถเหล่านี้เป็นความสามารถของคนไทยเรา และของประเทศไทยเรา ปัจจุบันนี้ บริษัท อุตสาหกรรมการบิน จํากัด เขามีศูนย์ซ่อมอยู่ทั่วประเทศนะครับ ในกรุงเทพมหานคร ก็คือที่ดอนเมือง ภาคเหนือก็ที่กองบิน ๔ อําเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ กองบิน ๒ ที่จังหวัดลพบุรี ที่อําเภอกําแพงแสน จังหวัดนครปฐม ประเด็นก็คือว่าความสามารถ ในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินที่เป็นของคนไทยแบบนี้มันจะสูญเสียไปจากการออก กฎหมายเปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาแบบนี้มากน้อยแค่ไหน และรัฐบาลจะเข้าไปดูแลธุรกิจของ คนไทย ของอุตสาหกรรมการบินไทยเหล่านี้อย่างไร นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากกับ ท่านประธานไป แล้วก็เช่นเดียวกับท่านนายแพทย์สุกิจนะครับว่าอยากจะฟังคําชี้แจง ที่ชัดเจนถึงความจําเป็นที่ยิ่งยวดของรัฐบาลที่จะต้องแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ในประเด็นเหล่านี้ ให้ชัดเจนก่อนถึงจะตัดสินใจได้ว่าผมจะให้ความเห็นชอบกับการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้หรือไม่ กราบขอบพระคุณครับ