สุกิจ อัถโถปกรณ์ หารือเรื่องการขยายท่าอากาศยานตรังและเรียกร้องการสนับสนุนจากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และหารือเรื่องการลงทุนของประเทศต่างชาติในประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนในฐานผลิตเครื่องบิน และหารือเรื่องการซ่อมเครื่องบินและความปลอดภัยของการเดินอากาศในประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ กราบเรียนไปถึง ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมด้วยนะครับ พรรคนี้เราเจอกันบ่อย เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะเริ่มอภิปรายอยากจะฝากผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีนิดหนึ่งครับ เรื่องของ การเดินอากาศ ท่านมานําเสนอเรื่องนี้แสดงว่าท่านได้รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่นะครับ คือเรื่องของสนามบินหรือท่าอากาศยานตรังนะครับ ซึ่งปัจจุบันนี้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น เป็นจํานวนมาก ผมขอถือโอกาสนี้กราบเรียนท่านสักนิดหนึ่งว่าท่านรัฐมนตรีชัชชาติก็เคย ไปเห็นสภาพความเป็นจริงแล้วครับ ว่าเวลาที่เที่ยวบินมันซ้อนกันนะครับท่านประธาน ๒ เที่ยวของนกแอร์กับของแอร์เอเซียไปซ้อนกันไม่มีที่จะยืนเลยครับ ผมเองบางครั้งต้องไปรอ ขึ้นเครื่องยืนเป็นเวลาเกือบชั่วโมงนะครับ ซึ่งทางกระทรวงคมนาคมเคยรับปากผมหลังจาก ที่ผมเคยหารือกับท่านประธาน ท่านประธานทําหนังสือไปกระทรวงคมนาคม กระทรวง คมนาคมรับปากว่าจะตั้งงบปี ๒๕๕๗ ให้นะครับ ๘๐ ล้านบาท ในการที่จะขยายอาคาร ผู้โดยสารที่ท่าอากาศยานตรัง แต่ปรากฏว่าพอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้ตั้งให้นะครับ เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าท่านจะกรุณาเจียดงบให้สักหน่อยได้ไหมครับ ยิ่งตอนนี้เป็นช่วงที่เขาเรียกว่าไฮซีซัน (High Season) ด้วย เพราะฉะนั้นนักท่องเที่ยว เยอะครับ มันซักจะแออัดยัดเยียดมากนะครับ ขอความกรุณาท่านเดี๋ยวท่านช่วยตอบ ช่วยยืนยันด้วยนะครับ ว่าเรื่องนี้ท่านจะให้ ผมว่าท่านควรให้นะครับ เพราะว่าตอนนี้ธุรกิจ การบินมันมีความสําคัญมาก ถ้าไม่สําคัญมากท่านก็คงไม่มาทําเรื่องนี้หรอกครับ คือการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติการเดินอากาศ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... เข้ามาสู่สภาในวันนี้ ซึ่งผมก็จะ ขอแสดงความคิดเห็นสักเล็กน้อยคงใช้เวลาไม่นานหรอกครับท่านประธานผมดู พ.ร.บ. นี้ แล้วนะครับ ก็จะเกี่ยวอยู่กับการลงทุนประกอบกิจการอยู่ ๓ อย่างด้วยกัน จะขอแยกแยะดู นะครับ อันที่ ๑ ก็คือการผลิตอากาศยานทั้งลํา ก็คือมันต้องมีเครื่องด้วยนะครับคงไม่เหมือน อย่างที่ท่านศุภชัยคิดว่าเอาแต่เปลือกนอกคงเป็นไปไม่ได้ ก็คงจะมีเป็นเครื่องบินทั้งลําที่บินได้ อันที่ ๒ เป็นเรื่องของการลงทุนเกี่ยวกับการผลิตส่วนประกอบของอากาศยาน ก็น่าจะเป็น ชิ้นส่วนอะไหล่ต่าง ๆ อันที่ ๓ เป็นการลงทุนเกี่ยวกับการประกอบกิจการหน่วยซ่อมที่ ท่านเรียกว่า หน่วยซ่อมประเภทที่ ๑ ซึ่งผมจะกล่าวต่อไป ซึ่งที่ท่านต้องเอาเรื่องนี้เข้ามา ต้องมีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้นะครับเท่าที่ตามดูก็คือเดิมการลงทุนในกิจการทั้ง ๓ อย่าง ที่ผมได้กล่าวมาเมื่อสักครู่นี้ ต้องมีผู้ถือหุ้นที่เป็นคนสัญชาติไทยอยู่ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕๑ แล้วในกฎหมายฉบับนี้ท่านจะแก้เพื่อจะเปิดช่องให้สามารถที่จะมีการตราพระราชกฤษฎีกา เพื่อที่จะแก้ไขคุณสมบัติอันนี้นะครับ เหตุผลที่ท่านเอามาอ้างประกอบ พ.ร.บ. อันนี้ก็คือว่า เป็นกิจการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงและต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศ แต่จริง ๆ แล้ว ในความเป็นจริงก็คือปรากฏว่าด้วยเงื่อนไขที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ของเดิมไม่มีคนเข้ามาลงทุน เรื่องอย่างนี้ในประเทศไทย ซึ่งจะเหตุผลเป็นเพราะ ๕๑ เปอร์เซ็นต์นี้หรือเปล่าผมก็ไม่ทราบ นะครับ ท่านก็ต้องยืนยันครับ เพราะถ้าฟังจากท่านผู้อภิปรายหลายท่าน โดยเฉพาะ ท่านเกียรติ สิทธีอมรท่านก็บอกว่าอาจจะไม่เกี่ยวเรื่องนี้ทีเดียวก็ได้ อาจจะมีประเด็นอื่น ที่ซ่อนอยู่ก็ได้ ทีนี้ถ้าจะให้ผมเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ. ฉบับอันนี้ก็ต้องให้ผมได้รับความกระจ่าง ในฐานะที่จริง ๆ แล้วก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องนี้เลย แต่เมื่อกฎหมายนี้มันผ่านสภาเข้ามาก็เป็น หน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่ต้องศึกษาเรื่องนี้ให้ละเอียด ใช้ความละเอียดถี่ถ้วนในการที่จะรับ หรือไม่รับกฎหมายฉบับนี้ ก็เลยต้องมีคําถามหลาย ๆ ข้อผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี นะครับ
อันแรกก็คือว่ามันมีความจําเป็นแค่ไหนครับ มีความจําเป็นแค่ไหน จําเป็น อะไรนักหนาที่เราต้องมาแก้กฎหมายแบบนี้ ทั้ง ๆ ที่หลายท่านก็ให้เหตุผลไปแล้วว่า ก็มีกฎหมายฉบับอื่นที่มันเอื้ออยู่แล้ว หรือถ้าจะแก้ประเด็นเดียวของบีโอไอ (BOI) ก็คงจะ ไม่พอ เพราะยังมีกฎหมายอื่นที่จะมาสืบเนื่องอีก แต่ผมมองอย่างนี้นะครับ คือในมาตรา ๓ ขอเรียนอ่านสักนิดหนึ่งนะครับ เขาบอกว่า อาจตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อยกวันคุณสมบัติ และลักษณะของผู้ขอรับใบอนุญาตตามวรรคหนึ่ง ก็คืออนุญาต ๓ เรื่องที่ผมกล่าวนี้ครับ ก็คือผลิตเครื่องบินทั้งลํา ผลิตชิ้นส่วน แล้วก็ทําโรงซ่อม โดยจะกําหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และระยะเวลาของการยกเว้นไว้ด้วยก็ได้ แต่เท่าที่ผมทราบ ผมฟังจากผู้ชี้แจง เมื่อสักครู่เรียน ไปแล้วว่าเดิมกําหนดว่าผู้ที่จะเข้ามาถือหุ้นในกิจการเหล่านี้ต้องมีสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมทราบว่าหลังจากการแก้นี้จะมีการให้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ คือไม่จําเป็นต้องให้มีคนไทยผู้สัญชาติไทยเข้าไปถือหุ้นเลย ให้ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย บริษัทที่จะเข้ามาผลิตเครื่องบินในประเทศไทยหรือจะมาผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย เป็นคนต่างชาติล้วน ๆ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ อันนี้จริงหรือเปล่า ท่านรัฐมนตรีก็ช่วยตอบครับว่า จะเล่นแบบนั้นเลยหรือเปล่านะครับ ซึ่งถ้าทําอย่างนั้นผมดูแล้วมันเหมือนกับเราหมดศักดิ์ศรี เราไม่มีศักดิ์ศรี เราต้องการการลงทุนมากถึงขนาดยอมขนาดนั้นเลยหรอครับ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือท่านอ้างว่ามีประเทศเพื่อนบ้าน อย่างเช่นประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ เขาทําเรื่องนี้อยู่ เขาทําไปแล้ว ก็คืออยากจะเรียนถามว่าเขาทําแบบที่เราจะ ทําไหม ก็คือให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย แล้วปัจจุบันนี้การลงทุนที่เกิดขึ้น ในประเทศทั้ง ๒ นี้ที่ท่านรัฐมนตรีได้กล่าว ได้ตอบท่านเกียรติ สิทธีอมร เมื่อสักครู่นี้ครับว่า ๒ ประเทศนี้เขาแก้ไปแล้ว เดี๋ยวเราจะตามเขาไม่ทัน เดี๋ยวจะไม่มีการลงทุน ไม่มีเงินเข้ามาสู่ ประเทศเรานี่ จริง ๆ แล้วเขาเปิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แบบที่ท่านกําลังจะทําหรือเปล่าครับ
ประเด็นที่ ๓ ผมจะถามท่านว่า แล้วเราจะได้ประโยชน์อะไร เท่าไร ที่ท่าน คาดไว้ เพราะผมดูแล้วว่าอย่างดีที่สุดก็คือเขาก็มาใช้ฐานผลิตในประเทศเรา เขาอาจจะมา เช่าที่ดินของเรา เพราะเขาไม่มีสิทธิซื้อ เขาเป็นคนต่างชาติ มาเช่าที่ของเรา ถ้าเราจะไปหวัง เรื่องแรงงาน เมื่อคืนผมก็ดูข่าวครับ ตอนนี้บริษัทผลิตรถที่ประเทศญี่ปุ่นเขาเกือบจะไม่ใช้คน แล้วครับ เกือบจะไม่ใช้แรงงานคน เขาใช้หุ่นยนต์ ปรากฏว่าทํางานได้เร็วกว่า มีประสิทธิภาพ เหนือกว่าเยอะ แล้วอันนั้นมันรถยนต์นะครับ นับประสาอะไรกับเครื่องบินอากาศยานซึ่งต้อง อาศัยความแข็งแรง ทนทาน การประกอบที่ประณีต ผมว่าคงจะใช้แรงงาน ถ้าเราจะหวังว่า เข้ามาลงทุนแล้วคนของเราจะได้มีโอกาสได้ทํางานอะไรอย่างนี้ ผมว่าก็คงจะน้อยมากนะครับ ก็ต้องเรียนถามท่านว่าเราคาดว่าเราจะได้ประโยชน์จากการนี้สักเท่าไรครับ ท่านพอจะ วาดภาพให้ผมเห็นเลา ๆ ได้ไหมว่ามันเป็นผลประโยชน์ด้านไหนบ้างที่เราจะได้ แล้วที่สําคัญ ก็คืออยากจะถามท่านว่าได้ไปคุยกับใครไว้เรื่องนี้หรือเปล่า หรือพูดง่าย ๆ มีการเอื้อ ประโยชน์ให้กับใครผู้ใดผู้หนึ่งหรือเปล่า อันนี้เป็นคําถามที่สําคัญ ผมเชื่อว่าหลายคนก็ติดใจ พอเห็นมีการแก้ไขแบบนี้มันก็ขึ้นมาในสมองทันทีว่ามันมีลับลมคมในอะไรหรือเปล่าถึงยอม เขาได้ขนาดนี้ ถึงยอมขนาด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านมีอะไรอยู่หรือเปล่า ท่านเคยไปสัญญา อะไร แล้วโดยเฉพาะก็คือเอื้อประโยชน์ให้กับใครหรือเปล่า
ประเด็นที่ ๔ ครับ ผมก็ไม่ได้มีความรู้หรอกครับเรื่องของการซ่อมเครื่องบิน ที่ท่านบอกว่าจะหมายรวมถึงการประกอบกิจการหน่วยซ่อมประเภทที่ ๑ ก็ต้องเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าหน่วยซ่อมที่ ๑ มันคืออะไร เพราะผมไม่มีความรู้จริง ๆ ท่านช่วยตอบผม แล้วทุกวันนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจ สมมุติว่ามันเกิดไม่มีการลงทุนเข้ามา จริง ๆ ความปลอดภัยของการเดินอากาศในประเทศไทยเรามันจะสักแค่ไหน ก็เลยต้องถามว่า แล้วปัจจุบันนี้ที่ซ่อมกันอยู่ในประเทศไทยเราทุกวันนี้เวลาเครื่องบินเสีย เครื่องบินมีความ บกพร่องอะไรนี่เราเป็นการซ่อมประเภทไหน ประเภทที่เท่าไร แล้วให้ความมั่นใจกับพี่น้อง ประชาชนได้หรือเปล่าว่าการซ่อมแบบทุกวันนี้มันให้ความปลอดภัยได้ในการเดินทาง ไม่มี ความเสียหายที่เกิดขึ้น อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ อย่างเช่นกรณีที่บางทีเครื่องบินบินไปบินมา ล้อหลุดกลางอากาศไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ตัว หรือกรณีที่บินจอดแล้วยางระเบิดอะไรอย่างนี้มัน เกี่ยวกับเรื่องของการมีหน่วยซ่อม การที่เราไม่มีหน่วยซ่อมที่ ๑ แบบนี้หรือเปล่า ทั้งหมดนี้ ก็เป็นคําถามที่ผมอยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีนะครับ ช่วยตอบด้วย ผมคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องใช้ความละเอียดอ่อนในการคิด แล้วก็ต้องรอคําตอบจากท่านถึงจะตัดสินใจเรื่องนี้ ขอบคุณครับ