อลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ได้แสดงความไม่เห็นด้วยต่อการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหายจากมลพิษน้ำมัน โดยกล่าวว่ากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยมีกฎหมายที่ปกป้องผู้เสียหายแล้ว และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเสนอกฎหมายที่ไปช่วยบริษัทที่ก่อให้เกิดผลกระทบ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำกฎหมายเพื่อชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ และเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งจากการก่อให้เกิดมลพิษทางทะเล
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผมมีหลายคําถามนะครับ ที่จะถามทั้งในประเด็นเชิงนโยบายของการนําเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงประเด็นในตัวบทกฎหมาย ถึงช่องโหว่ ช่องว่าง ข้อได้เปรียบ เสียเปรียบ รวมไปถึงความผูกพันของรัฐสภาไทยและรัฐบาลไทย จากการตรากฎหมายฉบับนี้ ที่พึงมีต่อความเป็นภาคี หรือการที่ยังไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหายจากมลพิษ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้นําเสนอร่าง กฎหมายฉบับนี้ซึ่งมีชื่อเต็มว่าร่างพระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งเพื่อความเสียหายจาก มลพิษน้ํามัน พ.ศ. .... ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราจะต้องมีกฎหมายเฉพาะในการดูแล ผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากกรณี โดยเฉพาะน้ํามันรั่วไหลทางทะเล อย่างไรก็ตามผมเป็น คนที่เกิดในจังหวัดที่ติดชายทะเล มีชายทะเล ๘๒ กิโลเมตร จากทั้งหมด ๒,๔๐๐ กิโลเมตร ที่เป็นชายทะเลของประเทศไทย เรามีความกังวลตลอดเวลาเกี่ยวกับมลพิษที่เกิดขึ้น ที่มีผลกระทบต่อชายฝั่งทะเลทั้งที่เป็นป่าชายเลนก็ดี เป็นทะเลโคลน เป็นทะเลทราย เพราะว่าเป็นแหล่งทํามาหากิน เป็นแหล่งกําเนิดของพันธุ์สัตว์น้ํา รวมทั้งเป็นแหล่งท่องเที่ยว แหล่งสันทนาการที่สําคัญ อย่างไรก็ดีกระผมมีคําถามเบื้องต้นถึงท่านรัฐมนตรีก็คือว่า ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นั้น เราจะมีนิยามในเรื่องของเรือที่เป็นผู้ก่อให้เกิดการรั่วไหลของน้ํามัน ความจริงในปัจจุบันนั้นมันมีแท่นเจาะน้ํามันก็ดี ท่อส่งน้ํามัน ซึ่งในส่วนนี้จะคาบเกี่ยว ครอบคลุมไปถึงกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ วันนี้กําลังมีแท่นน้ํามันเกิดขึ้นในอ่าวไทยอยู่ หลายแท่นด้วยกันและกําลังขุดเจาะสํารวจตามสัมปทานใหม่แล้วก็ปรากฏพบน้ํามันและแก๊ส ซึ่งแน่นอนจะต้องมีทั้งในส่วนของแท่นน้ํามัน แล้วก็ในส่วนของเรือขนส่งที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งท่อขนส่งน้ํามันในประเด็นนี้ก็เป็นคําถามง่าย ๆ นะครับ ที่ถามถึงประเด็นของ ความครอบคลุมของขอบเขตอํานาจบังคับใช้ของกฎหมายฉบับนี้
คําถามประการที่ ๒ ก็คือว่าทําไมรัฐบาลจึงนําเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามา ในวันเวลาที่เรากําลังพิจารณานี้ และดูประหนึ่งว่าเสนอเข้ามาก็เขียนประหนึ่งว่าเราเป็นภาคี ของอนุสัญญาสหประชาชาติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งไม่ใช่ ดูเหมือนกลับหัวกลับหาง เพราะ ส่วนใหญ่แล้วเราก็จะมีการนําเสนอการเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาสหประชาชาติ ก็คือตามมาตรา ๑๙๐ หลังจากนั้นเมื่อให้สัตยาบันเรียบร้อยเราจึงมีการมาตรากฎหมาย ภายในประเทศเพื่อให้อนุวัติเป็นไปตามความตกลงของอนุสัญญาระหว่างประเทศ แต่นี่รัฐบาลกลับหัวกลับหางครับ เสนอกฎหมายเข้ามาก่อนภายใต้กรอบอนุสัญญาที่เรา ยังไม่ได้เป็นภาคี ก็เลยถามท่านรัฐมนตรีว่าท่านได้ดูรอบคอบหรือยัง เพราะจาก การดําเนินการเช่นนี้ที่กลับหัวกลับหางนั้น ถามบอกถ้าไม่มีกฎหมายฉบับนี้เรามีกฎหมาย ที่ดูแลหรือไม่ เรามีอยู่ครับ แล้วกฎหมายที่ปกป้องคุ้มครองผู้เสียหายมากกว่ากฎหมายฉบับนี้ ด้วยซ้ําไปซึ่งจะเป็นประเด็นคําถามที่ ๓ แต่ประเด็นที่สําคัญก็คือว่าปัจจุบันเรามีประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยละเมิด ซึ่งเป็นกฎหมายพื้นฐานครับ ผู้ใดที่กระทําความผิด ละเมิดในการก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น กรณีของเรือน้ํามันก็ดี ท่อส่งน้ํามันก็ดี และทําให้มี น้ํามันรั่วไหลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว ต่อประชาชนโดยทั่วไป ผู้ที่กระทําผิดจะต้องชดใช้สินไหมทดแทนในกรณีของการละเมิด กฎหมายเรามีอยู่แล้ว นอกจากนั้นเรายังมีกฎหมายพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ําไทยอีกฉบับหนึ่ง เรายังมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม แล้วก็ยังมีระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีในการกํากับว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ําเนื่องจากน้ํามัน ถามบอกว่าถ้าเกิดกรณีอย่างที่เกิดขึ้นหลังสุดที่เกาะเสม็ดก็ดีหรือก่อนหน้านี้อีก ๙ เหตุการณ์ ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็ดี เฉพาะที่มีการรั่วไหลเกิน ๒๐ ตัน หรือว่า ๒๐,๐๐๐ ลิตร โดยประมาณก็ดี ยังไม่รวมอีกหลายสิบครั้งที่มีปริมาณน้อยกว่านั้น หรือที่ไม่รู้ ไม่ทราบ หรือมีการไปลักลอบปล่อยทิ้งในทะเลอย่างที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน โดยเฉพาะก้นอ่าวไทย บริเวณจังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดเพชรบุรี มีการลักลอบนํามลพิษ ไปทิ้ง เพราะเป็นการลดภาระโดยประหยัดที่สุด ถูกที่สุด แต่ว่าได้ทิ้งมลพิษเสียหายให้เกิด ขึ้นกับท้องทะเลและชายฝั่งของเรา และกระทบพี่น้องชาวประมงของเรา รวมทั้งแหล่ง ท่องเที่ยวของเรา เพราะฉะนั้นประเด็นตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่ต้องเรียนว่า โดยขอบเขต อํานาจของกฎหมายที่ ครม. ได้เสนอเข้ามานั้น กลับเป็นการไปจํากัดความเสียหายทาง ละเมิดให้กับผู้ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของเราว่าด้วยละเมิดนั้น ไม่ได้จํากัดความเสียหายที่ผู้ก่อให้เกิดความเสียหายจะต้องจ่ายให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ถ้ามองโดยประมาณก็เสมือนหนึ่งว่ากฎหมายที่รัฐบาลเสนอเข้ามานั้นเป็นการไปช่วยบริษัท เดินเรือน้ํามัน ไปช่วยผู้ที่ก่อให้เกิดผลกระทบและไปจํากัดสิทธิสําหรับผู้ที่จะได้รับการชดเชย ชดใช้ หลักกฎหมายเดิมของเราไม่ใช่อย่างนี้ และผมได้เรียนถามท่านประธานผ่านถึงท่านรัฐมนตรี ว่าตัวกฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่ปฏิบัติตามอนุสัญญาสหประชาชาติ แต่ว่าเรายังไม่ได้ เป็นภาคีของอนุสัญญาซีแอลซี แล้วเร่งรัดเร่งรีบไปทําไม กลับหัวกลับหาง ซึ่งท่าน จําเป็นต้องตอบนะครับ
ประเด็นถัดมาก็คือในกรณีที่ถือว่าสําคัญพอสมควร ก็คือเป็นประเด็น ในข้อของตัวหลักกฎหมายอีกข้อหนึ่ง นอกเหนือจากการจํากัดสิทธิความเสียหายของผู้ที่ ทําน้ํามันรั่วในการที่จะต้องมาชดใช้ให้กับผู้ที่ได้รับความเสียหาย อันนี้ก็เป็นหลักกฎหมาย อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งจากการก่อให้เกิดมลพิษทางทะเล แต่ว่ามันยังมีผลผูกพันไปมากกว่านั้นก็คือว่า เมื่อหลักกฎหมายที่ ครม. เสนอเข้ามาอย่างนี้ ไปจํากัดสิทธิ ไปจํากัดวงเงินการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้ที่ก่อให้เกิดการรั่วไหลของน้ํามัน ซึ่งเป็นมลพิษนั้น โดยอนุสัญญามันจะต้องมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง เราก็จะต้องมีกฎหมาย อีกฉบับหนึ่ง เพราะเราจะต้องเข้าไปเป็นภาคีของกองทุนเพื่อการชดใช้ทางแพ่งของการ เกิดปัญหาน้ํามันรั่วที่ก่อให้เกิดมลพิษ เพราะเมื่อไปจํากัดสิทธิ ไปจํากัดวงเงินการชดใช้ ค่าเสียหายของผู้ที่ทําให้เกิดน้ํามันรั่ว แต่ไม่เพียงพอต่อการชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น มีอยู่ ๒ ประเด็นเท่านั้นเอง ๑. รัฐบาลไทยต้องจ่ายแทน กับ ๒. คือใช้กองทุนระหว่าง ประเทศที่จัดขึ้นเป็นการเฉพาะต่อเนื่องจากอนุสัญญาซีแอลซี วันนี้เราก็ยังไม่ได้ เข้าเป็นภาคี ถ้าเราเข้าเป็นภาคีอะไรเกิดขึ้น ต้องมีการจ่ายเงินสมทบ รวมทั้งเรือน้ํามัน ก็จะต้องจ่ายสมทบเข้าไป แน่นอนเป็นค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่เมื่อเรายังไม่ได้เข้าเป็นภาคี ยังไม่ได้ตรากฎหมายจัดตั้งกองทุน หรือขออนุญาตรัฐสภาในการเข้าเป็นภาคี ก็เท่ากับว่า รัฐบาลกําลังให้เอาภาษีคนไทยจ่ายแทนบริษัทเรือกรณีเกิดน้ํามันรั่ว นี่คือประเด็นของ ความก่อนและหลังว่าทําไมจึงเอากฎหมายอย่างนี้เข้ามาก่อนที่เราจะเข้าเป็นภาคี ผมไม่รู้ว่า ท่านรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีดูประเด็นนี้รอบคอบหรือไม่
ประเด็นที่ ๓ ก็คือว่า โดยหลักของกฎหมาย ภายใต้หลักกฎหมาย พ.ร.บ. ฉบับนี้มันมีหลักกฎหมายว่าด้วยการยกเว้นความรับผิด นอกจากหลักว่าด้วยจํากัดความรับผิด ทางแพ่งแล้ว ที่กระผมได้พูดเมื่อสักครู่ ก็มาสู่เรื่องการที่เจ้าของเรืออาจได้รับการยกเว้น ความรับผิด ยกเว้นความรับผิดคือไม่ต้องรับผิดเลย กรณีใดบ้าง ง่าย ๆ ยกตัวอย่าง ท่านรัฐมนตรีอาจจะเป็นคนอยุธยา รู้จักแต่คุ้นเคยกับโพงพางแล้วก็เรือลากจูง ที่แม่น้ําเจ้าพระยาหรือว่าแม่น้ําป่าสัก แต่ผมอยู่ชายทะเล เพราะฉะนั้นผมจะรู้จักทะเล มากกว่าท่าน เรามีประภาคาร ซึ่งแน่นอนโดยกรมเจ้าท่าและหน่วยงานอื่นของรัฐ จะต้องทํา สัญญาณสําหรับร่องน้ําที่เรือจะเข้าท่า กรณีที่เกิดเรือบรรทุกน้ํามันเข้ามาในอ่าวไทย แล้วเกิดอับปางหรือเกิดการชนผิดร่องน้ําหินโสโครกแล้วก็เกิดการรั่วไหลของทะเล ๕๐,๐๐๐ บาร์เรล ๑๐๐,๐๐๐ บาร์เรล เขาอ้างได้เลยว่าไม่ต้องรับผิด โดยอ้างบอกว่า ประภาคารนําร่องของเรานั้นไฟไม่ติด ท่านรัฐมนตรีมั่นใจอย่างไรครับว่าวัสดุอุปกรณ์ และการปฏิบัติหน้าที่ของเรานั้นจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ตลอดเวลา แต่ถ้าเป็นกฎหมายเดิม ไม่มีการละเว้นความผิดทางแพ่งภายใต้กฎหมายอย่างน้อย ๓-๔ ฉบับที่เรามีอยู่ ผมเกรงครับว่า ด้วยการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ตั้งใจก็ดี หรือบางครั้งก็ขาดงบประมาณในการบํารุงรักษาไฟ ที่ปากน้ําจังหวัดสมุทรปราการ ไฟที่ร่องน้ําแถวแหลมฉบัง มาบตาพุด หรือชะอํา จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีท่าเรือยังไม่รวมไปถึงที่ท่าเรือที่อยู่ฝั่งอันดามันและอ่าวไทยอื่น ๆ นั้น เขาสามารถอ้าง ได้ว่าเกิดจากความบกพร่องเลินเล่อของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และถ้าเรือน้ํามันรั่ว ขนาด ๑๐๐,๐๐๐ บาร์เรล ต้องใช้เงินกี่ร้อยล้านบาทครับ จากภาษีคนไทยที่จะต้องไปกําจัด และความเสียหาย เฉพาะที่เกาะเสม็ดประเมินกันว่านั่นแค่ ๕๐ ตันหรือ ๕๐,๐๐๐ ลิตร ความเสียหาย ๕,๐๐๐ ล้านบาทในเบื้องต้น แต่ที่สําคัญคือเวลาที่จะตรากฎหมายนี้ มันต้องรอบคอบ อย่าเอาความรับผิดของเอกชนมาให้คนไทยต้องรับผิดชอบ แน่นอน เป็นแนวคิดที่ดีเป็นหลักการที่ดี แต่ว่าเราต้องเข้าไปเป็นอนุสัญญาซีแอลซีเสียก่อน ต้องเข้าไป ในกองทุนซีแอลซีเสียก่อน แต่นี่ยังไม่ได้เข้าเป็นภาคีเรากลับเสนอกฎหมายเข้ามา ผมก็เกรงว่ามันจะเป็นกฎหมายไปอุ้มเจ้าของเรือ แล้วก็ไม่ดูแลประเทศของเราดีพอ หรือว่า คนของเราดีพอที่จะได้รับการชดเชยชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้น ประเด็นเหล่านี้ครับ เป็นเรื่องซึ่งความจริงก็ยังมีอีกหลายประเด็นนะครับ แต่ว่าอยากเรียนถามเพียงแค่ ๓-๔ ข้อ ขอให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงนะครับ เพราะว่ามันเป็นประเด็นสําคัญที่การจะตรากฎหมาย แต่ละฉบับนั้นจะต้องมีความรอบคอบเหมาะสมกับจังหวะเวลา และยิ่งเป็นกฎหมาย ในลักษณะที่ผูกพันกับความตกลงระหว่างประเทศกับการเดินเรือ การขนส่ง การท่องเที่ยว และอื่น ๆ ทางน้ําระหว่างประเทศนั้น ผมคิดว่าจะต้องมีความรอบคอบแล้วก็ดูให้ถี่ถ้วน นะครับ จึงตั้งประเด็นคําถามผ่านท่านประธานไปถึงทางท่านรัฐมนตรีครับ ขอบคุณครับ