เกียรติ สิทธีอมร แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า โดยเฉพาะมาตรา ๒ ที่เกี่ยวข้องกับกลิ่น และเรียกร้องให้กรมชลประทานมีการตั้งกฎเกณฑ์กติกาให้มีความชัดเจน และให้ภาคเอกชนสร้างความพร้อมให้ตัวเองขึ้นมาก่อน
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ในเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับร่างพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าที่ทางวุฒิสภาได้มีการปรับปรุงแก้ไขมา โดยเฉพาะ ในมาตรา ๒ นะครับ ในเรื่องบทนิยามในส่วนที่เกี่ยวกับกลิ่นที่ขอให้มีผลบังคับใช้ภายใน ๒ ปี คือเรื่องนี้ถามว่าเป็นเรื่องใหม่หรือเปล่า จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับท่านประธาน จริง ๆ แล้ว ในคณะกรรมาธิการที่พิจารณาหลังจากที่มีการรับหลักการในวาระที่หนึ่งไปแล้ว ผมก็นั่งอยู่ ในกรรมาธิการด้วย แล้วกรรมาธิการก็ได้มีการหารือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องนะครับ เรื่องนี้ถ้าจะบอกว่าเอกชนไม่ต้องเป็นห่วง ก็คงจะพูดไม่ได้เต็มปากครับ เพราะมีหนังสืออย่างเป็นทางการมาครับ จากคณะกรรมการร่วมของภาคเอกชนมายัง กรรมาธิการ แล้วก็มีตัวแทนของภาคเอกชนมาร่วมประชุมกับกรรมาธิการตามคําเชิญ ของกรรมาธิการ แล้วเขาก็ได้มีการชี้แจงชัดเจนนะครับว่า จริง ๆ แล้วเรื่องกลิ่นใหม่ สําหรับประเทศไทยมาก แล้วถามว่าใหม่สําหรับหลาย ๆ ประเทศไหม ก็ใหม่สําหรับ หลาย ๆ ประเทศเช่นกัน แล้วในส่วนบางประเทศที่เคยมีการออกกฎหมายที่ได้ออกกฎหมาย ไปแล้วและมีการบังคับใช้เรื่องกลิ่น ก็พบว่ามีปัญหามากมายในการบังคับใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศในกลุ่มของสหภาพยุโรป สหภาพยุโรปนี้มีการบัญญัติในเรื่องกลิ่นของการ จดทะเบียนเรื่องกลิ่นไว้เป็นเครื่องหมายการค้า แต่ปรากฏว่าเมื่อมีการเข้าไปขอจดทะเบียน ก็มีการร้องเรียน ร้องทุกข์กันไปเป็นคดีความถึงชั้นศาล แล้วในที่สุดพอไปถึงชั้นศาลแล้ว ทางศาลเองก็บอกว่าไม่สามารถจดได้เพราะขาดความชัดเจนในกระบวนการตรวจสอบว่า กลิ่นนั้นมีลักษณะที่เป็นลักษณะเฉพาะอย่างไร และจะเปรียบเทียบกับกลิ่นอื่น ๆ ที่ผู้ประกอบการรายอื่นอาจจะนํามาเพื่อขอจดทะเบียนมันมีความแตกต่างอย่างไร ตรงนี้ ยังเป็นปัญหาอยู่ในหลายประเทศมาก แล้วเราก็พบอีกเหมือนกันครับว่าบางประเทศที่มี การบัญญัติไว้ ถามว่ามีคนไปจดหรือเปล่า พบว่ามีการไปจดน้อยมาก มีการไปจดเฉพาะ ประเทศหรือบริษัทที่มีความได้เปรียบ มีความรู้ มีการเป็นผู้นําตลาดเข้าไปจดไว้ แต่เขาได้ ประโยชน์ในการไปจดเพื่อกันไม่ให้คู่แข่งสามารถเข้ามาใช้สิทธิในเรื่องเครื่องหมายการค้า ที่เป็นกลิ่นได้ เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในกรรมาธิการ แล้วในที่สุดข้อยุติของกรรมาธิการในขณะนั้นเป็นเอกฉันท์นะครับ เป็นเอกฉันท์ว่าให้กลิ่นนี้ มีผลบังคับใช้ ๒ ปี ๒ ปีมาจากไหน จริง ๆ แล้วเมื่อคุยกับภาคเอกชนตอนนั้นเขาบอกว่า ขอ ๕ ปีนะครับ เราถามไปกับทางกรมเองว่ากรมพร้อมไหม กรมมีเจ้าหน้าที่ มีแนวทาง มีความสามารถขีดความสามารถทางเทคนิคที่จะสร้างความแตกต่างหรือไม่ แล้วเราก็พบว่า จริง ๆ แล้วมันคือคําบรรยายเท่านั้นเองครับ การจดลิขสิทธิ์กลิ่นที่ใช้กันอยู่ ณ วันนี้ แล้วที่กรมตั้งใจจะให้ใช้คือการเขียนคําบรรยาย ท่านประธานลองช่วยบรรยายให้ผมฟังนิดหนึ่งได้ไหมครับ ว่ากลิ่นของต้มยํากุ้งมันเป็นอย่างไร ท่านประธานเขียนคําบรรยายได้ไหมครับ ท่านประธานอาจจะเขียนได้ เพราะความรู้ ภาษาไทยท่านดี แล้วคนอื่นที่มาเขียน แล้วมันเทียบเคียง แล้วมันแตกต่างกันอย่างไร ท่านประธานแยกแยะได้ไหมครับ ปัญหามันก็มีอยู่ว่าการที่ให้สิทธิบริษัทใดบริษัทหนึ่ง ไปจดลิขสิทธิ์ จดทะเบียน จดเครื่องหมายการค้าที่เป็นกลิ่นไว้โดยการเขียนคําบรรยายนั้น ถ้าขาดความชัดเจนในหลักเกณฑ์ของการปฏิบัติ ก็จะเป็นการกีดกันไม่ให้รายอื่นเข้าไปแทรกได้ ฉะนั้นจริง ๆ แล้วทางกรมเองก็ต้องมีการตั้งกฎเกณฑ์กติกาให้มีความชัดเจน ต้องมีการ ให้ความรู้กับภาคเอกชน แล้วต้องให้ภาคเอกชนนี้สร้างความพร้อมให้ตัวเองขึ้นมาก่อน ถ้าไม่เช่นนั้นถ้ามีการบังคับใช้ไปก่อน สมมุติว่าวันนี้ให้จดได้เลย คนที่ได้เปรียบคือใครครับ คือคนที่รู้ดี แล้วส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทข้ามชาติ ที่รู้ดีก่อนนักธุรกิจในประเทศ แล้วก็มา จดทะเบียนล็อกไว้ก่อน จดล็อกไว้ก่อนก็คือทําให้ผู้ประกอบการไทยไม่สามารถเข้าไปจดได้ กลิ่นบางกลิ่นที่เป็นกลิ่นธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นกล้วยหอมหรือกลิ่นอะไรก็แล้วแต่ ถามนิดหนึ่งครับ จดอย่างไร แยกแยะอย่างไร จะบอกคล้ายคลึงกัน ทําอย่างไร ท่านประธาน ทราบใช่ไหมครับเครื่องหมายการค้านี้ต้องมีการตีความนะครับ ว่าถ้าคล้ายคลึงก็จะสามารถ ที่จะไม่ให้ผู้ประกอบการรายต่อไปเข้าไปจดทะเบียนได้ ก็เป็นมาตรการกีดกันอย่างหนึ่ง ทางการค้า ตรงนี้ครับเป็นความกังวลอย่างมากของกรรมาธิการนะครับ แล้ววันนั้นผมก็นั่งอยู่ ในฐานะกรรมาธิการ แล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีมติเป็นเอกฉันท์นะครับ ผมย้ํานะครับ ท่านประธาน เป็นเอกฉันท์ในกรรมาธิการ เราต่อรองกับภาคเอกชน ต่อรองกับกรมว่าเมื่อไร จะพร้อม เราบอกไม่พร้อมไปเลย ๕ ปีนี้ เราก็บอกยาวเกินไป เราก็ลดทอนลงมาเหลือ ๓ ปี ในที่สุดจบที่ ๒ ปี ซึ่งทุกฝ่ายเห็นชอบ ทุกฝ่ายเห็นชอบรวมทั้งภาคเอกชนที่มาร่วม ประชุมด้วย เขาก็มีความมั่นใจระดับหนึ่งว่ากรมเองก็สามารถที่จะทํางานร่วมกับภาคเอกชน ในการสร้างกฎ ระเบียบ กติกา ทําความเข้าใจให้กับผู้ประกอบการ เพื่อที่จะสามารถ ไปจดเครื่องหมายการค้าได้อย่างถูกต้อง แล้วก็จะไม่ไปมีพฤติกรรมของการกีดกันเกิดขึ้น โดยเฉพาะจากบริษัทรายใหญ่ แต่วันนั้นเกิดอะไรขึ้นท่านประธานก็คงทราบ อยู่ดี ๆ มีผู้เสนอ คนหนึ่งเสนอขึ้นมาในสภาบอกว่าไม่เอานะครับ แล้วก็มีการลงคะแนนเสียง กลายเป็นว่า การลงคะแนนเสียงไม่เอามติที่เป็นเอกฉันท์ของกรรมาธิการมาใช้ แล้วเชื่อไหมครับท่านประธาน ผู้ที่ยกมือแล้วเสนอความเห็นก็ไม่ใช่เป็นคนหนึ่งที่นั่งในกรรมาธิการ แล้วเขามาพบผม มาบอกผมทีหลังครับ บอก พี่หนูขอโทษนะ เขาบอกให้หนูทํา ผมก็ไม่ทราบเกิดอะไรขึ้น ผมไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ แต่นี่คือความจริง ผมไม่อยากเอ่ยชื่อ เดี๋ยวเขาจะเดือดร้อน แต่เขาบอกผมอย่างนั้นจริง ๆ เพราะฉะนั้นการที่ทางวุฒิสภามีการปรับปรุงแก้ไข ผมเชื่อว่า เป็นผลมาจากที่ภาคเอกชนและหลาย ๆ ฝ่ายที่มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ คงเข้าไป ให้ความเห็นกับทางกรรมาธิการของวุฒิสภา แล้วก็มีการปรับปรุงไป ผมก็มีความเห็นว่า ในการที่เรามีระยะเวลาเพื่อให้มีการปรับตัว เตรียมตัว เตรียมความพร้อม ๒ ปีนั้นน่าจะ เหมาะสม และก็เป็นสิ่งที่ร้องขอโดยภาคเอกชนเอง และกรรมาธิการสภาร่างของเรานี้ ก็มีความชัดเจนครับ ว่าเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าวนะครับ และถ้ากลับกัน สมมุติวันนี้ เราบอกว่าเราไม่เห็นด้วยกับสิ่งนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือผู้ประกอบการไทยที่มีความรู้น้อยกว่า มีความเข้าใจกฎหมายน้อยกว่า มีความพร้อมน้อยกว่าก็จะเสียเปรียบบริษัทข้ามชาติ ซึ่งสามารถวิ่งเข้ามาจดทะเบียนได้เลย จดเครื่องหมายการค้าได้เลยในส่วนที่เป็นกลิ่น แล้วผมย้ํานะครับ กลิ่นที่กําลังพูดถึงกันอยู่นี้ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลยในการที่จะแยกแยะ ความแตกต่างของกลิ่น เป็นเพียงคําบรรยาย และนี่คือที่มาที่ทําไมตอนนี้หลายประเทศ ไม่สามารถบังคับใช้ได้ด้วยซ้ําไป และแม้กระทั่งในสหภาพยุโรป หลังจากมีคดีความครับ ท่านประธาน และผู้ยื่นขอจดทะเบียนแพ้แพ้คดีนะครับ จากนั้นจนถึงวันนี้ไม่มีการ จดทะเบียนเรื่องกลิ่นอีกเลย อันนี้เป็นตัวชี้ให้เห็นว่าความพร้อมของเทคโนโลยี ความพร้อมของการจดทะเบียนเครื่องหมาย การค้าลักษณะที่เป็นกลิ่นนั้นยังมีน้อยมากครับของทั้งโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย และทั้งโลกร้อยกว่าประเทศเกือบ ๒๐๐ ประเทศ ที่มีกฎหมายเรื่องกลิ่นมีประมาณไม่ถึง ๒๐ ประเทศ ๒๐ ประเทศกว่าบวกลบเท่านั้นเอง แล้วก็ทุกประเทศที่มีอยู่ก็มีปัญหาทั้งนั้น นะครับ เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็ต้องออกกฎหมาย สภาแห่งนี้ต้องออกกฎหมาย อย่างระมัดระวังนิดหนึ่งเพื่อไม่ให้การที่เราตั้งใจดีที่จะออกกฎหมายที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์ กับเอกชนกับประชาชน ในที่สุดกลับกลายเป็นโทษเพราะความไม่พร้อมของเราเองและความ ไม่ชัดเจนของกระบวนการในการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว นะครับ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนร่างของที่มีการแก้ไขโดยทางวุฒิสภาครับ ขอบคุณครับ