สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

ชลน่าน ศรีแก้ว พูดถึงกรณีแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยเครื่องหมายการค้า โดยแสดงความเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภา แต่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของวุฒิสภาในบางส่วน และเรียกร้องให้ใช้ร่างของสภาผู้แทนราษฎรเป็นหลัก และยังหารือเรื่องความพร้อมของหน่วยงานในการรักษาการตามพระราชบัญญัติและเรียกร้องไม่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 7 ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องหมายการค้าในเรื่องของกลิ่น

นายชลน่าน ศรีแก้ว น่าน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย จังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธานต่อกรณีที่ท่านประธานได้บรรจุ ระเบียบวาระเข้าสู่ที่ประชุมแห่งนี้ เรื่อง พิจารณากรณีวุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยเครื่องหมายการค้า (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ท่านประธานที่เคารพ จากรายงานของวุฒิสภา ที่ได้ส่งต่อท่านประธาน วุฒิสภามีการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้อยู่ ๒ มาตรานะครับ ในมาตรา ๒ และมาตรา ๒๙ กระผมได้ตรวจสอบการแก้ไขของวุฒิสภาทั้ง ๒ มาตรา ต้องขอ อนุญาตกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า ในมาตรา ๒๙ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ถ้อยคําในมาตรา ๗๙/๑ ในร่างของสภาผู้แทนราษฎรของเราที่ส่งขึ้นไปนะครับ เป็นการ บัญญัติถ้อยคํา ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับ มาตรา ๗๙/๑ ในกรณีที่สัญญา อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าที่มิได้กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น สัญญาอนุญาตให้ใช้ เครื่องหมายการค้าย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุการณ์ คําว่า เหตุการณ์ ตัวนี้สภาผู้แทนราษฎร ของเราพิมพ์เป็น เหตุการณ์ ที่มี ณ์ นะครับ ข้อความที่วุฒิสภาแก้ไขคือตัดคําว่า เหตุการณ์ ที่มี ณ์ ออก และเขียนเป็น เหตุ และ การ แต่เขียนติดต่อกันนะครับท่านประธาน อ่านได้ ความว่า ย่อมไม่ระงับไปเพราะเหตุการโอนหรือการรับมรดกในเครื่องหมายการค้าที่มีสัญญา อนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้านั้น ในประเด็นนี้กระผมเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภา เพื่อให้สอดคล้องกับความหมายของสารบัญญัตินะครับ ไม่ระงับเพราะเหตุการโอน ไม่ใช่ ไม่ระงับเพราะเหตุการณ์ ซึ่งเป็นคํา ๆ เดียวครับ ในประเด็นนี้คงเห็นชอบกับที่วุฒิสภาแก้ไข

ท่านประธานที่เคารพครับ มีอีกมาตราหนึ่งซึ่งเป็นมาตราที่ผมถือว่า เป็นสาระสําคัญที่อยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเราได้พิจารณาว่า จะเห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภาหรือไม่ ในมาตรา ๒ ท่านประธานครับ มาตรา ๒ ข้อความเดิมเป็นการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัตินะครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่านครับ มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป วุฒิสภาได้ไปเพิ่มเติมข้อความนะครับ ขออนุญาต ท่านประธานอ่านครับ เว้นแต่บทนิยามคําว่า เครื่องหมาย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกลิ่น ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดสองปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เป็นเพิ่มเติมของวุฒิสภา ผมได้ตรวจสอบรายงานของวุฒิสภานะครับ เหตุผลที่เพิ่มเติมมา เครื่องหมายการค้าประเภทกลิ่น วุฒิสภามีเหตุผลว่า ประการที่ ๑ ครับ ความไม่พร้อม ของหน่วยงานที่จะทําหน้าที่ในการที่จะจดทะเบียน หมายถึงกรมทรัพย์สินทางปัญญา ๒. ความไม่พร้อมของผู้ประกอบการที่จะนําเรื่องกลิ่นมาเป็นเครื่องหมายการค้า และ ๓. เป็นความไม่พร้อมของพี่น้องประชาชนผู้บริโภคที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจ ทางวุฒิสภาก็เลยทอดระยะเวลาไปว่า เฉพาะกลิ่นถ้าจะไปจดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้า ขอให้พ้นจาก ๒ ปี เพื่อให้มีระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมของทั้ง ๓ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายผู้รับจดทะเบียน หรือผู้กํากับดูแลนี่นะครับ ฝ่ายของผู้ประกอบการที่จะนํากลิ่นมาเป็น เครื่องหมาย แล้วก็ฝ่ายพี่น้องประชาชนผู้บริโภค ประเด็นกริ่งเกรงอีกเรื่องหนึ่งที่เป็น ข้อถกเถียงในวุฒิสภาก็คือว่า ถ้าอนุญาตให้นํากลิ่นมาเป็นเครื่องหมายกาค้า บรรดา ผู้ประกอบการ เช่น เครื่องสําอางหรือยาก็เกรงว่าจะถูกบริษัทต่างชาติหรือผู้ที่มีความพร้อม ต่างชาติเขาไปจดทะเบียน แล้วไม่สามารถใช่กลิ่นนั้นได้ อันนี้เป็นข้อกริ่งเกรง ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมเห็นว่าในการแก้ไขของวุฒิสภานี้ผมเองไม่เห็นด้วยครับ ต้องกราบเรียน ท่านประธานว่าไม่เห็นด้วย ร่างของสภาผู้แทนราษฎรเราให้มีผลบังคับใช้ ๙๐ วันหลังถัดจาก วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ๓ เดือนเว้นระยะไว้ให้เพื่อเตรียมความพร้อมทุกด้าน ทุกเรื่องเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสี กลิ่น รสต่าง ๆ เหตุผลที่ผมบอกว่าเห็นด้วยกับร่างของ สภาผู้แทนราษฎร ไม่เห็นด้วยกับวุฒิสภา เห็นควรต้องตั้งกรรมาธิการร่วมนะครับ

ประการที่ ๑ ความพร้อมของหน่วยงานที่จะเป็นเจ้าของเรื่องในการรักษาการ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ในการจะรับขึ้นทะเบียน จดทะเบียน เขามีความพร้อม เขาเตรียมการพร้อมหมด ในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรของเราเคยมีการแปรญัตติครับ ในชั้นกรรมาธิการก็มีการถกกันเยอะมากในประเด็นนี้ สุดท้ายกรรมาธิการเสียงข้างมาก ก็เห็นว่าคงไว้ร่างเดิม คือ ๙๐ วันพอเพียง เพราะประการที่ ๑ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานไป ก็คือว่าผู้ที่จะรับจดทะเบียนหรือขึ้นทะเบียนมีความพร้อม

ประการที่ ๒ ข้อกริ่งเกรงเกี่ยวกับเรื่องของผู้ประกอบการที่ไม่มีความพร้อม ไม่มีความรู้ ไม่มีความเข้าใจ ประเด็นนี้ผมต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า การใช้คําว่า กลิ่น มาเป็นเครื่องหมายทางการค้าอาจจะมีความสับสนกับเรื่องของสิทธิบัตร อาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน เครื่องหมายการค้านะครับ ถ้าท่านประธานไปดูใน มาตรา ๕ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗ นะครับ ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๗ ของ พระราชบัญญัติว่าด้วยเครื่องหมายการค้าปี ๒๕๔๓ เขาเพิ่มข้อความว่า เครื่องหมายการค้า ที่มีหรือประกอบด้วยลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งอันเป็นสาระสําคัญดังต่อไปนี้ ให้ถือว่า มีลักษณะบ่งเฉพาะ ความหมายก็คือว่าถ้ามีลักษณะบ่งเฉพาะถึงไปจดทะเบียนได้ ผมมาที่ (๑๑) ท่านประธานครับ ลักษณะบ่งเฉพาะที่สามารถไปจดทะเบียนได้นี้ (๑๑) เขียนเรื่องกลิ่น ครับท่านประธาน กลิ่นอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง ขีดเส้นใต้เลย ท่านประธานครับ กลิ่นอันไม่ได้เล็งถึงลักษณะหรือคุณสมบัติของสินค้านั้นโดยตรง หรือกลิ่นที่ไม่เป็นกลิ่นโดยธรรมชาติของสินค้านั้น ความหมายก็คือว่าถ้าคุณจะเอากลิ่น ไปเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องหมายการค้า กลิ่นนั้นจะต้องไม่เป็นกลิ่นของตัวสินค้า ถึงจะมา จดทะเบียนเป็นเครื่องหมายการค้าได้ เพราะฉะนั้นความกริ่งเกรงที่เขาจะจดทะเบียน แล้วไปบังคับว่าไม่ให้เราใช้กลิ่นนั้นอาจจะเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ท่านประธานครับ ผมยกตัวอย่างว่าแล้วกลิ่นมันจะเป็นเครื่องหมายการค้าได้อย่างไร ขณะนี้ประเทศไทยเรา มีความลําบากครับ เราไม่สามารถจะตามไปดูหรือไปให้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งได้เพราะว่า มันไม่มีกฎหมาย พอไม่มีกฎหมายบัญญัติการที่จะเจาะจงลงไปก็เป็นการยาก ผมยกตัวอย่าง กล้วยกลิ่นช็อกโกแลต (Chocolate) กล้วยนะครับ กล้วยคือตัวสินค้า จะไปจดว่ากล้วย กลิ่นกล้วยนี่จดไม่ได้ครับ ถือว่าเป็นลักษณะของกลิ่นสินค้า กล้วยกลิ่นพงศกร ยกตัวอย่าง นะครับ ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่าน กล้วยกลิ่นพงศกร อันนี้จดทะเบียนได้ครับ กลิ่นนั้น จะต้องไม่เป็นตัวของกลิ่นของตัวสินค้า เพราะฉะนั้นมันจะเป็นลักษณะที่ไม่เหมือนกับเรื่อง ของสิทธิบัตร จะต้องเป็นลักษณะเฉพาะ ตรงนี้เขาถือเป็นลักษณะบ่งเฉพาะ สามารถมา จดทะเบียนได้ เพราะนั้นความกริ่งเกรงว่าผู้ประกอบการไม่พร้อม ไม่เข้าใจ ถ้าให้เนิ่นช้าไป ๒ ปีผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้วัตถุประสงค์เราต้องการออกมาเพื่อคุ้มครองภาคเอกชนที่เขามี ความพร้อมที่จะไปจดทะเบียน ไปจดทะเบียนได้ทันที กลับจะมีประโยชน์ครับท่านประธาน ถ้าเราจดทะเบียนก่อน เครื่องหมายการค้าเป็นสิ่งที่จะสร้างความแตกต่างเรื่องของตัวสินค้า ที่ให้แตกต่างกับสินค้าของคนอื่นเขา มีลักษณะประเภทเดียวกัน สินค้าประเภทเดียวกัน แต่เอาเครื่องหมายสินค้าไปเป็นตัวกําหนดให้มีความแตกต่าง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถจะคุ้มครองภาคเอกชนของเราที่มีความพร้อม ที่จะมาจดทะเบียน การเลื่อนช้าไปผมเชื่อว่าจะเป็นโทษมากกว่าที่จะเป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นประเด็น ข้อกริ่งเกรงข้อที่ ๒ ที่กลัวผู้ประกอบการจะไม่มีความพร้อม ผมเชื่อว่าเราเองก็สามารถ ให้ความรู้ความเข้าใจ สามารถจะให้คนที่เขาพร้อมแล้วไปจดทะเบียน แล้วสามารถใช้ การจดทะเบียนไปเป็นประโยชน์ในการที่จะถ่ายทอดให้ความรู้ความไว้วางใจได้อีก แล้วข้อที่ ๓ ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่าพี่น้องประชาชนเองส่วนใหญ่ไม่เข้าใจ ตรงนี้ ก็สามารถใช้กฎหมายฉบับนี้ให้เป็นประโยชน์ได้ ไปทําความเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นผมเอง ไม่เห็นด้วยกับการที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรานี้ ให้เครื่องหมายการค้าที่ว่าด้วยกลิ่นนี้ มีผลบังคับใช้ถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ๒ ปีไปนะครับ น่าจะเป็นผลเสียกับ ภาคเอกชนของเรา หรือผู้ประกอบการของเราด้วยซ้ําไป ขออนุญาตท่านประธานให้เพื่อน สมาชิกได้ไม่เห็นชอบกับการแก้ไขแล้วตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อหาทางออกที่ดีให้กับกฎหมาย ฉบับนี้ครับ กราบขอบคุณท่านประธานครับ