นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ พูดถึงการแปรญัตติเพิ่มเติมในมาตรา 3 ของรัฐธรรมนูญ และอธิบายถึงสิทธิของประชาชนในการล้มล้างรัฐบาลที่เป็นทรราช โดยวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของ คตส. และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยกล่าวหาว่าศาลนี้ไม่ยุติธรรมและขัดกับหลักสหประชาชาติและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานต่ออีกนิดเถอะครับ ก่อนที่จะเข้าไปถึงคําแปรญัตติของผม ในมาตรา ๓ ผมยกคําประกาศอิสรภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่เขาประกาศอิสรภาพ นะครับ เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ปี ๑๗๗๖ เขาบอกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอเมริกา ในคําประกาศในรัฐธรรมนูญ คือยืนขึ้นล้มล้างรัฐบาลที่เป็นทรราช เขาเชิญคนอเมริกา ให้ล้มล้างรัฐบาลที่เป็นทรราช ผมเลยเชิญชวนว่าถ้าพี่น้องประชาชนเห็นว่ารัฐบาลไหน กลายเป็นรัฐบาลทรราช จงล้มล้างรัฐบาลนั้น ด้วยสิทธิอันชอบธรรม แล้วผมอธิบายต่อว่า รัฐบาลที่เป็นทรราชมีลักษณะอย่างไรบ้าง คือรัฐบาลที่กระทําความผิดกฎหมาย ทําผิด กฎหมายต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการกระทําความผิดกฎหมาย ผมกล่าวหารัฐบาล ว่ารัฐบาลทําผิดกฎหมาย ทําผิดกฎหมายต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดการกระทํา ผิดกฎหมาย ผมคิดว่ามีความชอบธรรมที่ประชาชนจะยืนขึ้นล้มรัฐบาล ผมเชื่อของผม อย่างนั้น แต่ว่าถ้าผมทําผิด จับผมไปสิ ผมเป็นกบฏก็เอาไปสิ แต่ผมเชื่อในหลักพื้นฐานของ มนุษย์ ว่าเมื่อไรก็ตามที่ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้เป็นทรราชหรือรัฐบาลไหนเป็นทรราช ผมมีสิทธิ ที่จะล้มรัฐบาลนั้น ท่านประธานครับ ทําไมผมบอกท่านประธานอย่างนั้นละครับ เพราะว่า ในมาตรา ๓ ไปแปรญัตติเพิ่มเติมไปถึงคดีทุจริต ผมบอกว่าการแปรญัตติไปล้มล้างการทุจริต มันทําไม่ได้ มันขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ มีนักกฎหมายบางคน บอกว่าพวกเราอย่าไป ตัดสินอะไรเราไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญ ใช้ไม่ได้ ไม่มีจิตวิญญาณของนักกฎหมายที่แท้จริง รับใช้ ชาติและประชาชน รับใช้แผ่นดินไม่ได้ ใครก็ตามที่เห็นว่ากฎหมายนี้ไปล้มล้าง คตส. แล้ว ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ นักกฎหมายนั้นใช้ไม่ได้ ทรยศต่อวิชาชีพ คนอย่างผม คิดอย่างไรผมพูดอย่างนั้นครับ ผมเลยปลุกวิญญาณของนักกฎหมายที่มีวิชาชีพนักกฎหมาย รักความยุติธรรมรักความเป็นธรรม อธิบายให้ชัดสิ อย่าขายวิญญาณ วันที่นักกฎหมาย วันที่นักวิชาการขายวิญญาณ ประเทศนี้ไปไม่ได้ครับ รัฐธรรมนูญมันคุ้มครองอยู่ บอกสิครับ ว่าอย่าไปถึงขนาดล้มล้างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๙ มันทําไม่ได้ แต่ท่านก็ตะแบงไปยกเว้น การทุจริตที่เกิดขึ้นจากการสอบสวนของ คตส. บางท่านอธิบายว่า คตส. ตั้งขึ้นจาก การรัฐประหาร ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เริ่มต้นไม่ชอบ มาจากรัฐประหาร ไม่ได้เป็นไปตาม ระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เป็นไปตามนิติรัฐ ผมเลยอธิบายโต้แย้งกับท่านว่า คตส. นี่เป็นกระบวนการสอบสวนเบื้องต้น เขาต้องส่งอัยการ แล้วคดีที่ คตส. เขาสอบสวน ท่านประธานครับ เวลาขึ้นศาลนี่ไม่ได้ขึ้นศาลชั้นต้น ไม่ได้ ขึ้นศาลอุทธรณ์ แต่เขาขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองนี่มันเป็นศาลเตี้ยหรืออย่างไร มันไม่ให้ ความยุติธรรมคุณทักษิณหรืออย่างไร ไม่ให้ความยุติธรรมคุณประชา มาลีนนท์ หรืออย่างไร ศาลนี้มาตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญที่ท่านชอบนั่นละ ท่านเลือกชอบบางเรื่อง เลือกเกลียดบางเรื่อง ตรงไหนที่มันลงโทษท่านเวลาท่านทําผิด ท่านเกลียดมัน ท่านจะ ตัดมันออก แต่ตรงไหนที่มันแทรกแซงได้ ท่านแทรกแซงได้ท่านชอบมัน คดีของพวกท่าน ไม่ใช่หรือที่เอาเงิน ๓,๐๐๐,๐๐๐ บาทไปยัดสินบนของผู้พิพากษา ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท ผมแถมดอกเบี้ยไปล้านหนึ่ง ไม่ใช่พวกเรา ไม่มีในจิตวิญญาณของพรรคประชาธิปัตย์ แล้วมาปรามาสพวกเรา ปรามาสพวกเราว่าเป็นอย่างนี้ เป็นฝ่ายค้านตลอด ผมไม่เคยกลัว การเป็นฝ่ายค้านเลย แต่เราเป็นฝ่ายค้านอย่างมีศักดิ์ศรี เราไม่กลัวครับ เราไม่ได้เป็นรัฐบาล แล้วไปติดสินบนผู้พิพากษา อย่างนั้นไม่เอาครับ ไม่ใช่พวกผมนะ พวกท่านนะที่ติดสินบน ผู้พิพากษา อย่างนี้ควรประณามไหม ลามไปถึงคดีทุจริตต่อ คตส. แล้วบอกว่า คตส. นั้น ตั้งมาไม่ชอบ ผมเลยบอกว่าศาลฎีกาเขาใช้กระบวนการไต่สวน ใช้ผู้พิพากษา ๙ คน ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ท่านประธานครับ แล้วผมต้องอธิบายท่านประธานต่อ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากบอกว่าศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองเป็นศาลเดียว ขัดกับหลักสหประชาชาติ ขัดกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ผมไม่มีความรู้หรอกครับ อย่างนี้คุณเกียรติ สิทธีอมร ต้องอธิบายให้ผมแล้วครับ บอกว่าศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ศาลในประเทศนี้ไม่ยุติธรรม ประเทศอื่นไม่มี ขัดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ผมว่าไม่ขัด มันมีตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้วบอกว่าคุณทักษิณได้รับการพิจารณาในศาลฎีกาชั้นเดียว ไม่สามารถอุทธรณ์ฎีกาได้ โกหกครับ จะช่วยก็ต้องช่วยให้มีเหตุผล อย่าหลอกคนต่อไปเลย ครับท่านประธาน คุณทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งท่านนายกรัฐมนตรีด้วย อันนี้ต้องพาดพิงเลย เพราะว่าไปยกเลิกการกระทําของ คตส. ซึ่งเกี่ยวกับคุณทักษิณ แล้วเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ทําไมเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ละครับ เพราะว่านายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เป็นจําเลยที่สาม ในคดีที่คุณทักษิณเป็นจําเลยที่หนึ่ง วันนี้จําเลยที่สามหายไปไหนละครับ ไม่มา คุณยิ่งลักษณ์เป็นจําเลยในคดียึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเหตุนี้ไหมครับ ที่ไม่มาตอบคําถาม ไม่เฉียดหรอกครับ ผมพูดถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรงนะครับ แล้วไปยกเลิก การยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ แล้วไปอ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ตัดสินศาลเดียว อุทธรณ์ไม่ได้ ไม่จริงครับ ผมจะเล่าให้ท่านฟัง คุณทักษิณ ชินวัตร และพวก รวม ๒๒ คน รวมทั้งนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ด้วย ถูกตัดสินในคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน แล้วร่ํารวยผิดปกติ ยึดทรัพย์เป็นของแผ่นดิน ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท คุณทักษิณบอกว่าไม่ได้ รับความเป็นธรรม ขออุทธรณ์ต่อศาลฎีกา อันนี้คนลืม จําไม่ได้หรือครับ คุณทักษิณอุทธรณ์ ต่อศาลฎีกาบอกว่ามีหลักฐานใหม่ ขอให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีนี้ใหม่ ศาลตัดสินวันที่ ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ยึดทรัพย์ ๔๖,๐๐๐ ล้านบาท รวมของนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์เข้าไปด้วย อุทธรณ์ใหม่บอกว่ามีพยานหลักฐานขึ้นมาใหม่ตามกฎหมายเขารื้อฟื้นคดีได้ท่านประธาน เวลาเขารื้อฟื้นคดีใหม่นี้ เขาต้องประชุมใหญ่ศาลฎีกา ท่านประธานครับ ในประเทศนี้นะครับ ก็ประชุมใหญ่ศาลฎีกาไม่กี่ครั้งหรอกครับ ผมว่าเผลอ ๆ ปีหนึ่งไม่ประชุมใหญ่สักครั้งเลย นะครับ เพราะว่าผู้พิพากษาศาลฎีกาเวลาเขาให้ความยุติธรรมให้ความยุติธรรมเต็มที่แล้ว แต่เอาเถอะเมื่อนายกรัฐมนตรีทักษิณและนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์