อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกฎหมายที่จะตรากฎหมายฉบับนี้ เพื่อนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดทางการเมือง โดยอภิปรายถึงการตรากฎหมายที่มีหลักการและเหตุผล โดยมีการพิจารณาในหลายส่วน เช่น หลักการ เหตุผล ชื่อร่าง คําปรารภ และการนิรโทษกรรม
ผมกําลังกราบเรียนท่านประธานว่า ชื่อร่างคําปรารภ มาตรา ๑ จะมีความสัมพันธ์กันนะครับ เพราะโดยปกติแล้วมาตรา ๑ ก็จะเป็นการระบุชื่อร่าง แล้วก็คําปรารภนั้นมักจะมีการเท้าความในลักษณะที่ว่า โดยที่ เป็นการสมควรให้มีกฎหมาย แล้วก็ว่าตามชื่อร่าง หรือตามมาตรา ๑ ก็ว่ากันไป สิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนท่านประธานครับว่า ที่จริงแล้วไม่ประสงค์จะใช้เวลามากครับ ในการที่จะ อภิปรายในส่วนนี้ แล้วก็เมื่อใช้สิทธิในส่วนนี้แล้ว มาตรา ๑ ผมก็จะไม่ใช้สิทธิ แต่อยากจะ กราบเรียนท่านประธานว่า บางครั้งทําไมการแปรญัตติ ชื่อร่างจึงมีความสําคัญ เราพิจารณา กฎหมายนี่ครับท่านประธาน เราจะเริ่มจากเรื่องของหลักการ เหตุผล แล้วก็มาชื่อร่าง คําปรารภ และเรียงตามลําดับมาตรา แต่ที่จริงแล้วการตรากฎหมายนี่ครับท่านประธาน มันเริ่มต้นด้วยเหตุผลครับ ว่าเรากําลังจะทํากฎหมายนี้เพื่ออะไร แล้วเมื่อเรามีเหตุผลแล้ว เราจึงมากําหนดว่าหลักการของกฎหมายจะเป็นอย่างไร แล้วชื่อร่าง คําปรารภ มันก็จะล้อ ตามนั้นครับ ผมได้แปรญัตติในเรื่องนี้เพราะว่าคําอธิบายในเรื่องของการตรากฎหมายฉบับนี้ มันสร้างความสับสนให้แก่สังคมมาโดยตลอด และทําให้เราไม่สามารถแยกแยะได้ครับ ที่เราถกเถียงกันอยู่ ว่าตกลงแล้วที่เราบอกว่าเรามานิรโทษกรรมให้กับคน เรานิรโทษกรรม ให้กับใคร เราก็หมายความว่าคน ๆ นั้นกระทําความผิด แล้วเราก็ต้องมาถกเถียงกันว่า ความผิดประเภทไหน สมควรหรือไม่สมควรได้รับการนิรโทษกรรม ในการพิจารณา ของกรรมาธิการนี่ครับ ที่จริงแล้วมันมีการพิจารณาเริ่มต้นจากเรื่องของหลักการและเหตุผล แต่ว่าหลักการนี่เราแก้ไขไม่ได้ นั่นเป็นบทบัญญัติที่ถูกกําหนดเอาไว้ในข้อบังคับว่าหลักการ สภาผู้แทนราษฎรรับไปอย่างไรเราต้องยึดถือตามนั้น แต่โดยปกติเหตุผลเราจะมีการถกเถียงกัน แล้วในที่สุดเหตุผลก็ต้องสอดรับกับร่างกฎหมายที่เราตราขึ้นมา บางครั้งคณะกรรมาธิการ ในบางชุดก็จะมีการเสนอถึงขั้นว่าเป็นข้อสังเกตว่าเหตุผลสมควรปรับเพื่อให้ตรงกับเจตนารมณ์ ของกฎหมายอย่างไร แต่ว่าในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการชุดนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่า เหตุผลที่ปรากฏอยู่ในบันทึกของกฎหมายฉบับนี้ค่อนข้างยาว ประกอบไปด้วย ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นความพยายามอธิบายข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ผ่านมาอันนํามาสู่ การกระทําความผิดต่าง ๆ และอีกส่วนหนึ่งคือการเขียนว่าเจตนาที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาอะไร ผมกราบเรียนเล่าให้ท่านประธานฟังว่า ในการประชุมกรรมาธิการ ในส่วนของข้อเท็จจริงมีการโต้แย้งค่อนข้างมากครับ และความจริงตอนที่กรรมาธิการเริ่มต้น พิจารณาอย่างเป็นหลักการว่า ความผิด เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองมันเริ่มต้นมา ตั้งแต่เมื่อไร ในที่สุดก็มีการยอมรับว่าความจริงการขัดแย้งทางการเมืองเริ่มต้นมาตั้งแต่ ปี ๒๕๔๗ ในสมัยรัฐบาลของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร และความขัดแย้งนั้นก็ขยายวง มาจนนํามาสู่การกระทําความผิดที่เราเรียกว่าเป็นความผิดทางการเมือง มีกรรมาธิการ จํานวนไม่น้อยเห็นว่าการบรรยายเหตุการณ์ในเหตุผลท่อนแรกมันไม่ตรงกับความเป็นจริง มันไม่เหมาะสม แต่เมื่อกรรมาธิการเสียงข้างมากยืนยันว่าไม่แก้ ก็ไม่แก้ครับ ผมก็คงไป โต้แย้งตอนนี้ไม่ได้ แต่สิ่งที่ตามมาคือท่อนหลังครับ ถึงท่านจะบรรยายข้อเท็จจริงที่มาของ ความขัดแย้งอย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ท่านบรรยายอยู่ในนี้บอกว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลาย สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติทั้งทางด้านความมั่นคง การเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคมไทย แล้วตรงนี้สําคัญครับต่อไป ทั้งนี้เมื่อได้คํานึงว่า บรรดาการกระทําต่าง ๆ ของประชาชนที่ได้กระทําไปเพื่อแสดงออกซึ่งความคิดเห็น ทางการเมืองของประชาชน ซึ่งมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับ ความขัดแย้งทางการเมือง อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตาม รัฐธรรมนูญ ท่านประธานฟังอีกครั้งนะครับ อันเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของ ประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ความหมายก็คือว่าความผิดทั้งหลายทั้งปวงที่กฎหมายฉบับนี้ ต้องการจะนิรโทษกรรมให้คือบรรดาความผิดทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าด้วยเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ด้วยสถานการณ์ ลุกลามไปเป็นการกระทําผิดกฎหมาย ท่านประธานดูต่อไปครับ เหตุผลก็เลยบอกว่า จึงสมควรให้มีการนิรโทษกรรมแก่ประชาชนในกรณีดังกล่าว เพื่อเป็นการให้โอกาสแก่ ประชาชนซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศ และเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยโดยใช้หลักนิติธรรม อันจะเป็นรากฐานที่ดีต่อการลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองของคนในชาติ เพื่อจะ ให้สังคมไทยและประเทศชาติกลับมาสู่ความสงบสุขเรียบร้อย มีความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคงและเข้มแข็งอย่างยั่งยืนต่อไป จึงจําเป็นต้อง ตราพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงต้องแปรญัตติทั้งชื่อร่าง คําปรารภ และมาตรา ๑ ให้สอดคล้องกันว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการนิรโทษกรรม ให้แก่ผู้ซึ่งกระทําความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของ ประชาชนอันเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ทําไมครับ เพราะเวลานี้มีความพยายามที่จะ พูดกันมาก ผมก็เสียดายท่านนายกรัฐมนตรีไม่มาร่วมในการพิจารณา ท่านนายกรัฐมนตรีเอง ก็พูดครับ บอกว่าที่พยายามจะให้สภาพิจารณากฎหมายฉบับนี้เพื่อให้ประเทศเดินหน้า คําถามคือการเดินหน้าของประเทศแปลว่าอะไร ก่อนที่สมาชิกจะเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามา ประเทศเดินหน้าไม่ได้จริงหรือ ประเทศเดินหน้าไม่ได้เพราะอะไร ถ้าจะบอกเพียงแค่ว่า เดินหน้าไม่ได้เพราะมีคนติดคุก หรือมีคนหนีคุก ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่าเราจะ บอกว่าดังนั้นประเทศจะเดินหน้าได้ใครที่ติดคุก มีปัญหาเพราะต้องติดคุก ใครที่หนีคุก เพราะไม่อยากติดคุกก็ต้องปล่อยคนเหล่านั้นไป ผมถามว่าแล้วคนที่เขาติดคุกหรือคนที่เขา หนีคุก ในบรรดาความผิดทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทั่วประเทศในขณะนี้ เขาต้องได้รับความเห็นใจจากเราเหมือนกันหรือเปล่าประเทศถึงจะเดินหน้าได้ คนที่ฆ่าคน คนที่เผาทรัพย์สิน คนที่กระทําผิดกฎหมาย ฐานความผิดเดียวกันนี่ครับ เราบอกว่า ถ้าเขาติดคุกเราต้องเห็นใจเอาเขาออกมาหมดใช่หรือเปล่าครับ ไม่ใช่ครับ แต่ที่เรากําลังจะ บอกว่าจําเป็นต้องนิรโทษกรรมเพราะคนจํานวนหนึ่งที่ทําผิดกฎหมายเขาทําในลักษณะที่เป็น ความผิดทางการเมือง คําถามก็คือขอบเขตความผิดทางการเมืองมันคือแค่ไหน เหตุผล ที่เขียนไว้ตอนท้ายนี่ถูกต้องสวยหรูครับ แต่พอเราไม่เอามาใส่ในชื่อ ในคําปรารภ และให้มัน สอดรับกับหลักการที่แท้จริงมาตราอื่น ๆ มันถึงผิดเพี้ยนตามมา ผมแสดงจุดยืนร่วมกับ พรรคประชาธิปัตย์มาโดยตลอดว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้บอกว่ากฎหมายนิรโทษกรรม ออกไม่ได้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้บอกว่าในเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมาตลอดระยะเวลา ประมาณ ๑๐ ปี ไม่มีคนที่ทําผิดแล้วถือว่าเป็นความผิดทางการเมืองและนิรโทษกรรม ให้ไม่ได้ ไม่ใช่ครับ เราบอกว่ามี แต่การมีนั้นต้องมีเส้นแบ่ง มีเส้นแบ่งว่าความผิดที่สมควร ได้รับการนิรโทษกรรมที่บอกว่าเป็นความผิดทางการเมืองนั้นจะเอาอะไร หลักอะไรมาจับ มาวินิจฉัย ผมก็กราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่า การนิรโทษกรรมที่เป็นที่ยอมรับในระดับ สากลก็คือการนิรโทษกรรมแก่ความผิดที่เขาบอกว่ามันเกิดจากความคิดทางการเมือง ที่ต่อต้านรัฐ แล้วก็ไปแสดงออกในการต่อต้านรัฐ แข็งขืนต่อรัฐ เป็นความผิดต่อรัฐโดยตรง เมื่อเหตุการณ์สงบลง ความขัดแย้งยุติลง ต้องการที่จะไม่ให้ความขัดแย้งนั้นเป็นบาดแผล ต่อไปก็ไปบอกว่าบรรดาคนที่เคยมีความคิดต่อต้านรัฐ ขัดขืนต่อรัฐนั้นที่แสดงออกไม่เป็น ความผิด ไม่ต้องรับผิด หลายประเทศถ้าจะทําในลักษณะที่กว้างขวางมาก ๆ นี่มันต้องมี กระบวนการปรองดองอย่างที่กระผมแปรญัตติไว้ในมาตรา ๖/๑ มาตรา ๖/๒ มาตรา ๖/๓ คือต้องให้คนที่กระทําความผิดนี้ได้มาแสดงออกถึงความสํานึกผิดว่าได้มีการละเมิดกฎหมาย และแสดงเจตนาว่าต่อไปนี้ความขัดแย้งไม่มีแล้ว แต่กฎหมายนิรโทษกรรมอีกหลายฉบับ ทั้งในอดีตของประเทศไทย และในต่างประเทศที่ประชาคมโลกหรือองค์การสหประชาชาติ ไม่ยอมรับก็มีครับ พวกเรากันเองก็ต่อว่าเช่นใช้อํานาจกระทําการรัฐประหารแล้วนิรโทษกรรม ให้ตนเอง ก็มีการต่อว่าทําอย่างนี้ไม่ถูก หรือกระทําความผิด ตัวเองขึ้นไปมีอํานาจก็มาล้าง ความผิดให้กับพรรคพวกตัวเอง โดยไม่สนใจว่าความผิดนั้นเป็นความผิดอะไร คําแปรญัตติของผมที่บอกว่า อันเป็นสิทธิเสรีภาพการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญนี้ครับ มันจะ เป็นคําตอบให้กับท่านประธาน แล้วกฎหมายในอดีตก็เคยทําแบบนี้มาแล้ว อย่างเช่น กฎหมายที่นิรโทษกรรมพฤติกรรมของผู้ที่เข้าไปร่วมต่อสู้ในกระบวนการคอมมิวนิสต์ อย่างไรครับ ที่กฎหมายฉบับนั้นก็บอกชัดเจนว่าบรรดาผู้ที่เข้าไปต่อสู้ทั้งหลายเมื่อกลับมาเป็น ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยความผิดต่อรัฐ ความผิดต่อความมั่นคงนิรโทษกรรมให้หมดครับ แต่ถ้า การกระทําใด ๆ ตรงนั้นเป็นความผิดอาญา ไม่นิรโทษกรรมให้ ผมยึดถือหลักนี้ครับ เพราะว่า ผมเห็นสหประชาชาติ โดยโฆษกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน เขาเตือนมาครับว่ากฎหมาย ตอนที่ท่านเสนอเข้ามาในวาระหนึ่ง และที่กรรมาธิการเสียงข้างมากได้ไปแก้ไขในปัจจุบัน มันขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน เพราะเขาบอกว่ากฎหมายนิรโทษกรรมที่ใดก็ตามไม่พึงให้ นิรโทษกรรมแก่ผู้จงใจละเมิดสิทธิของคนอื่น สิทธิมนุษยชน สิทธิขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะเรื่อง ของชีวิตครับ ทําไมครับ เสรีภาพหรือสิทธิตามรัฐธรรมนูญ เวลาท่านไปต่อสู้ทางการเมือง รัฐธรรมนูญผมว่าเกือบทุกฉบับจะบอกว่าท่านทําได้ครับ แต่สงบปราศจากอาวุธ แต่การที่ ท่านไปเอาชีวิตคนอื่นนะครับโดยเจตนา มันไม่ใช่การแสดงออกทางการเมือง มันไม่ใช่ การชุมนุมทางการเมือง และมันไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และรัฐไม่ได้เป็นเจ้าของ ชีวิตของประชาชนนะครับ ที่จะมาบอกว่าชีวิตที่สูญเสียไปนี่ รัฐไม่ติดใจแล้ว กฎหมาย นิรโทษกรรมต้องให้เฉพาะที่เกิดขึ้นต่อรัฐและเป็นความผิดที่เกิดขึ้นด้วยเจตนาการใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ ยกตัวอย่างครับ ท่านประธานไปร่วมชุมนุม ตั้งใจไปชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ เขาประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ห้ามท่านชุมนุม ท่านกลายเป็นผู้กระทําผิด กฎหมาย อย่างนี้เหตุการณ์สงบจบลง รัฐบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ติดใจ ไม่เอาโทษ เพราะจริง ๆ ถ้าเป็นสถานการณ์ปกติท่านประธานก็มีสิทธิไปชุมนุมอยู่แล้ว ท่านประธานเข้าร่วมชุมนุม ประกาศพื้นที่ความมั่นคง มีข้อกําหนดออกมา ห้ามสัญจรผ่านถนนเส้นนี้ ท่านประธาน บังเอิญสัญจรผ่านถนนเส้นนี้ นิรโทษกรรมได้ครับ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่ในจังหวะเวลาขณะนั้นกลายเป็นความผิดทางกฎหมาย หรือท่านประธานไปชุมนุม คนเยอะ สุดท้ายเกิดปัญหาผิด พ.ร.บ. จราจร ผิด พ.ร.บ. ทางหลวง ความผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ครับ แต่ถ้าท่านประธานพกอาวุธออกมาจากบ้านเอาอาวุธนั้นไปยิงตํารวจ ทหาร ประชาชน ไม่ได้ครับ มันไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ และข้อเท็จจริงมันจึงอ้างไม่ได้ ว่าเป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง พวกผมถึงบอกว่าต้องไม่ นิรโทษกรรมให้คนฆ่าครับ และคนฆ่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม เจ้าหน้าที่หรือประชาชน นิรโทษกรรมให้ ไม่ได้ครับ ต้องมีความรับผิดชอบ ถ้าท่านเห็นกับคําแปรญัตติของกระผม ตั้งแต่ชื่อร่าง คําปรารภ ไล่ไปนี้ครับ มันจะเป็นการกําหนดกรอบที่ชัดอย่างไรครับว่า กรณีอย่างนี้ไปเอาชีวิตคนอื่นขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ขัดกับหลักสากลนิรโทษกรรมไม่ได้ เผ่าได้ไหมครับท่านประธาน เหตุการณ์บางเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม พฤษภาคม ๒๕๓๕ เกิดไฟไหม้ขึ้น จริงครับ แต่ขณะนั้นก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปครับว่าไม่ได้มีการตระเตรียม วางแผน แต่ขณะนั้นก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่าไม่ได้มีการตระเตรียมวางแผน เป็นส่วนหนึ่งของ การชุมนุม เหตุการณ์พาไป เหตุการณ์ผ่านพ้น ยังไม่ทราบด้วยซ้ําว่าใครเผา มีการตัดสินใจว่า นิรโทษกรรม แต่ถ้าท่านประธานตั้งใจว่าการชุมนุมครั้งนี้ถ้าสิ่งนี้เกิดขึ้นไปเผา อย่างนี้ไม่ใช่ ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ อย่างนี้เป็นการจงใจวางแผนกระทําความผิดให้เกิดขึ้นเป็นอันตราย ต่อประชาชน ไม่ได้มุ่งต่อรัฐครับ มุ่งต่อประชาชน และผมยืนยันว่าเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ โดยเฉพาะในปี ๒๕๕๓ ถ้าไม่มีการเผาก็ไม่มีการเสียชีวิตหรือสูญเสียหลายชีวิตครับ ฆ่า เผา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมไม่จําเป็นต้องพูดเพิ่มเติมนะครับ เช่นเดียวกันครับ ไม่ได้ เกี่ยวข้องกับการชุมนุมก็ไม่สมควรที่จะทํา นี่ยังไม่นับ เดี๋ยวผมต้องไปอภิปรายในมาตรา ๓ ว่า คดีทุจริตไม่เกี่ยวเลยครับ