ธนา ชีรวินิจ ระบุว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้มีข้อขัดแย้งและไม่ชัดเจน โดยไม่ได้พิจารณาให้ความสำคัญกับประชาชนที่ถูกจําคุก แต่เน้นเป้าหมายหลักที่เป็นเป้าหมายสําคัญสุดซอยของท่าน
ท่านประธานครับ กรรมาธิการผมเป็น เสียงข้างน้อย เราพูดกันในกรรมาธิการมากเลยครับว่าถ้าออกพระราชบัญญัติตามมาตรา ๒ ไปแบบนี้ปัญหามันจะเกิดครับ เพราะเวลาเราถามในกรรมาธิการว่ากลุ่มความผิด ๑๗ กลุ่มนี้ มันมีใครบ้างที่ถูกจําคุกถูกจําขังหรืออยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนหรืออยู่ในชั้นอัยการ แล้วพระราชบัญญัติฉบับนี้ใช้ปุ๊บวันรุ่งขึ้นเขากลายเป็นผู้บริสุทธิ์ทันที ไม่มีมลทินทันที นั่นหมายถึงว่าเขาถูกจําคุกจําขังที่ไหนต้องปล่อยตัวเขาทันที แล้วเขาใช้สิทธิ์นั้นร้องต่อ ผู้ควบคุมใครจะเป็นคนปล่อยครับ ในเมื่อมันไม่มีการพิสูจน์กันเลยว่ากฎหมายฉบับนี้ มันออกไปแล้วจะครอบคลุมใครบ้างอย่างไร แล้วท้ายที่สุดมันก็จะเป็นปัญหาสําหรับผู้ปฏิบัติ อย่างไรครับ ข้าราชการอย่างไรครับ บอกให้กรรมาธิการไปรวบรวมมาก่อนว่ากฎหมายฉบับนี้ ออกแล้วคุมใครบ้าง แล้วก็ปรากฏกันให้ชัดเจน วันที่กฎหมายใช้บังคับมันจะได้เดินหน้าได้ คนที่เราอยากให้เขาพ้นโทษเขาก็พ้นโทษได้เลยในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา แต่รีบครับอยากจะทําให้เสร็จให้เร็ว พอขอข้อมูลมาตรวจสอบก็ไม่เอา บอกไม่เอาเลยจะออกกฎหมายจะให้เสร็จวันนี้ ๆ แล้วถามว่าพอประกาศในราชกิจจานุเบกษา คนที่ได้รับอานิสงส์จากพระราชบัญญัติฉบับนี้จะได้ออกไหมครับท่านประธาน ก็ไม่ได้ออก เพราะถ้าเขาอยู่จําขังในเรือนจําเขาก็ต้องร้องต่อ ผบ. เรือนจําว่าเขาได้รับสิทธิจาก พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้ต้องปล่อยตัวเขาทันที ผมถามสิ ผบ. เรือนจําคนไหนกล้าปล่อยตัว ก็มันยังไม่พิสูจน์ว่าตัวผู้กระทําความผิดนั้นอยู่ในอานิสงส์แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้หรือไม่ ก็ต้องส่งศาลไปอีกไปพิจารณาอีก ตีความว่าเข้าหรือไม่เข้า ถ้าหวังดีกับผู้ถูกดําเนินคดี ในข้อหา พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้ทําไมไม่ใช้เวลาพิสูจน์ข้อเท็จจริงทั้งหมดเสียก่อน วันที่กฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับเขาได้รับอานิสงส์ทันที ก็ไม่ทํา แล้วผมถึงบอกว่าออกกฎหมาย แบบนี้ท้ายที่สุดมันใช้บังคับไม่ได้ แต่หรือว่าท่านไม่สนใจคนที่ถูกจําคุก ท่านไม่สนว่า คนเหล่านี้จะได้รับโทษพ้นโทษในวันรุ่งขึ้นหรือไม่ หรือว่าท่านไม่สนใจ แต่ท่านสนใจเป้าหมาย อื่นครับ ที่มันสําคัญกว่านั้นครับ ท่านถึงไม่สนใจรายละเอียดปลีกย่อยพวกนี้ ก็ไหนบอก จะนิรโทษกรรมพี่น้องประชาชนอย่างไรครับ เราก็ตั้งขอสังเกตว่าถ้าออกอย่างนี้จริง ๆ ประชาชนก็ไม่ได้นิรโทษกรรมวันที่ พ.ร.บ. นี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็ไม่ฟังกัน แล้วผมจะตีความอย่างไรครับ ก็ต้องตีความว่าท้ายที่สุด พ.ร.บ. ฉบับนี้ไม่ได้ให้ความสําคัญ กับประชาชนที่เขาต้องโทษอย่างไรครับ แต่ต้องการเป้าหมายหลักที่เป็นเป้าหมายสําคัญ สุดซอยของท่านอย่างไรครับ พวกผมมีสิทธิตั้งข้อสังเกตไหมครับ แล้วพวกผมต้องพูดไหมครับ เรื่องอย่างนี้มันสําคัญไหมครับ อยู่ ๆ ผมพูด ๕ นาทีก็มาตัดสิทธิผม มาบอกผมพูดไม่อยู่ ในประเด็น แล้วสิ่งที่ผมพูดมาทั้งหมดอยู่ในประเด็นไหมครับ กฎหมายอย่างนี้ออกไปได้ หรือครับ กรรมาธิการไม่ดูกันเลยว่ามีคดีอะไรบ้าง ข้อความที่เขียนมันจะคุมความผิด มาตรฐาน มาตราไหน ความผิดของใคร กลุ่มไหน ตอบกันไม่ได้ครับ แต่จะออกครับ แล้วบอกไม่เป็นไรให้ผู้ปฏิบัติเขาไปพิจารณาเองว่าจะไปครอบคลุมถึงใคร เหมาเข่งเอาใคร ก็ได้ พูดได้แต่วิธีปฏิบัติมันเกิดไหมละครับ คนที่ไปทําความผิดอย่างอื่น แต่ว่าอยู่ในช่วงของ การชุมนุมไปฆ่าคนตายอยู่ในช่วงชุมนุมเขาอ้างสิทธิได้ไหมครับ ก็อ้างสิทธิได้ก็ต้องไปพิสูจน์ สิทธิกันอีก เห็นไหมละครับ เพราะว่ามันไม่มีการมาพิจารณาแยกแยะว่าใครบ้างจะได้รับ อานิสงส์จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ที่ท่านต้องเขียนคุม ก็เพราะว่าท่านไม่ต้องการให้เป้าหมายหลักของท่านเป็นจุดเด่น อย่างไรครับ ยอมรับกันหรือยังละครับ ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ออกเพื่อใคร ก็พูดกันมาตรง ๆ สิครับ แต่พวกผมจะอภิปรายก็ไม่ยอมให้ผมอภิปราย บอกว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับ ประโยชน์ พวกผมบอกว่าออกไปอย่างนี้ไม่ได้รับประโยชน์ อีก ๕-๖ เดือน ๓ เดือน จะได้รับประโยชน์หรือเปล่ายังไม่รู้เลย เพราะต้องไปสู้ไปพิสูจน์กันในศาลอีกว่าได้รับอานิสงค์ จาก พ.ร.บ. ฉบับนี้หรือไม่ แต่ว่าคนที่ไม่ติดคุกสิครับ มันได้ไปเลยครับ ใช่ไหมท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า อย่าข่มเหงน้ําใจกันมาก พวกผมก็ทํางาน เพื่อรักษาผลประโยชน์ ท่านจะมีความคิดอย่างไรพวกผมก็เคารพ แต่สิ่งที่พวกผมลุกขึ้นมา อภิปราย มันเป็นผลประโยชน์ของบ้านเมือง เป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ก็ต้องรับฟัง กัน ไม่ใช่ว่าจะรีบ ๆ พวกผมก็คนนะท่านประธาน ประชุมกันมาตั้งแต่เก้าโมงจนถึงเที่ยงคืน เนื้อหาสาระก็ต้องเตรียมตัว ไม่ใช่เครื่องจักรนะท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนท่าน ประธานว่า มันต้องใช้สมาธิ