องอาจ คล้ามไพบูลย์ อภิปรายเรื่องการแปรญัตติร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ..... โดยเรียกร้องให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนได้รับโอกาสในการพูดถึงเรื่องนี้
ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม องอาจ คล้ามไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แบบบัญชีรายชื่อ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตทําความเข้าใจ กับท่านประธานก่อนเป็นเบื้องต้นนะครับว่าผมไม่ทราบว่าในวันที่ผมไปเสนอความคิดเห็น ในการแปรญัตติของผมนั้นนะครับ แล้วทางที่ประชุมกรรมาธิการก็ให้ผมมาสงวนความเห็น เพราะกรรมาธิการเสียงข้างมากไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอความคิดเห็นของผม และวันนี้ก็ให้ผม มาเสนอความเห็นแล้วก็อภิปรายในสภา ผมนั่งรอมาตั้งแต่เช้านะครับเพื่อที่ถึงเวลาที่จะพูด ในมาตรา ๑ ตั้งแต่ ๙ โมงครึ่งจนขณะนี้จะถึงเวลา ๕ ทุ่ม ท่านประธานบอกว่าให้ผมพูด ๗ นาที ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเรียนท่านประธาน ณ บัดนี้ครับ ผมจะไม่พูด ๗ นาที ท่านประธานจะไปตกลงกับใคร อย่างไร ประธานคนที่ ๑ คนที่ ๒ คนที่ ๓ จะตกลงอย่างไร ผมไม่รับฟังข้อตกลงอะไรที่ท่านไปตกลงกันมา เพราะเหตุผลของผมก็คือว่าสิทธิ ของผมทั้งตามรัฐธรรมนูญและตามข้อบังคับ เมื่อผมสงวนคําแปรญัตติ ผมเรียนในที่ประชุม กรรมาธิการแล้วนะครับว่าตั้งแต่เป็น ส.ส. มา ๑๕-๑๖ ปี ผมแปรญัตติกฎหมายหลายฉบับ ไม่เคยไปแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมกรรมาธิการครับ ตอนผมไปแสดงความคิดเห็น ในที่ประชุม กรรมาธิการเสียงข้างมากก็จะไม่ให้ผมพูดหลายครั้ง ผมบอกทั้งชีวิตที่เป็น ส.ส. มา ไม่เคยมาแสดงความเห็นเลยในที่ประชุมกรรมาธิการ ทําไมท่านจะปิดโอกาสไม่ให้ผมพูด ในเรื่องที่ผมตั้งใจและอยากจะทําหน้าที่ให้สมบูรณ์ที่สุดเพราะผมมองว่ากฎหมายฉบับนี้ เป็นกฎหมายสําคัญของประเทศไทยที่อาจจะนําไปสู่ความสงบสุขหรืออาจจะนําไปสู่ปัญหา ต่าง ๆ ที่บานปลายออกไปเรื่อย ๆ ถึงแม้ผู้เสนอกฎหมายจะบอกว่าเป็นการเสนอกฎหมาย เพื่อการปรองดอง แต่พอการพิจารณากฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ความปรองดองก็เริ่ม ไม่เกิดขึ้น วันนี้วันที่ผมตั้งใจจะมาทําหน้าที่ของผมอีกครั้งหนึ่ง เพราะกรรมาธิการไม่ยอมรับ ฟังเสียงของผม ฟังเสียงของข้างน้อย แล้วท่านก็บอกให้สงวนความเห็น ผมก็เตรียมตัวที่จะมา เสนอความเห็น เตรียมตัวทําการบ้านเพื่อที่จะมาพูดกับท่านตั้งแต่เช้าจนถึงขณะนี้ เสร็จแล้ว ท่านประธานก็บอกว่าผมมีเวลาพูด ๗ นาที เพราะฉะนั้นขณะที่ผมเริ่มอภิปราย ผมเรียนท่านประธานก่อนเป็นเบื้องต้นเพื่อผมกับ ท่านประธานจะได้ไม่ต้องมาถกเถียงเรื่องระยะเวลาในการพูด เพราะผมกําลังทําหน้าที่ ตามสิทธิของผม ผมไม่ได้มาร้องขอ ผมไม่ใช่ขอทานที่จะต้องมานั่งพูดขอท่านแล้วเพื่อที่จะ ได้พูด ผมพูดตามสิทธิของผมในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเรื่องนี้ก็เป็น เรื่องสําคัญ ท่านประธานสมศักดิ์บอกต้องมาประชุมวันนี้เพราะเป็นเรื่องสําคัญ เป็นเรื่อง เร่งด่วน เพราะมันมีความสําคัญอย่างไรครับว่าพวกผมจํานวนมากถึงรอพร้อมที่จะทําหน้าที่ แต่ไม่ใช่ ๗ นาทีแน่นอนครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมทําความเข้าใจกับท่านประธาน เป็นเบื้องต้นว่าผมจะอภิปรายไปตามที่ผมได้ตระเตรียมมาเพื่อที่จะทําความเข้าใจกับ คณะกรรมาธิการและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านอื่น ๆ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียน ท่านประธานเป็นเบื้องต้นว่าวันที่ผมเสนอขอแปรญัตติร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทําความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง และการแสดงออกทางการเมือง ของประชาชน พ.ศ. .... นั้น ผมเสนอคําแปรญัตติไปเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ วันนั้น เมื่อผมพิจารณาดูในร่างพระราชบัญญัติตั้งแต่ชื่อร่าง คําปรารภ หลักการและเหตุผล มาตรา ๑ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ ไปเรื่อย ผมก็ไปทําการบ้าน เพื่อที่จะแปรญัตติ วันที่ผมแปรญัตติเมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๖ ในมาตรา ๑ นั้น รวมทั้ง มาตราอื่น ๆ มาตรา ๒ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๕ มาตรา ๖ ต่อไปซึ่งผมได้มีการแปรญัตติ แก้ไขเพิ่มเติมในหลายประเด็น ในหลายประการนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการแปรญัตติ ที่สอดคล้องกันซึ่งในวันที่ผมไปเสนอความคิดเห็นในที่ประชุมกรรมาธิการนั้นก็ใช้เวลา พอสมควรท่านประธาน แล้วเป็นการใช้เวลาพอสมควรที่ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากก็คง ยอมรับว่าสิ่งที่ผมนําเสนอในที่ประชุมนั้นไม่ได้เป็นการวกวน ซ้ําซาก แต่เป็นความพยายาม ที่จะทําให้ที่ประชุมกรรมาธิการเห็นคล้อยตามผม และเป็นความตั้งใจของผมที่จะทําหน้าที่ ที่มีเกียรติในครั้งนี้ เพื่อที่จะทําให้ผมจะเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อันสําคัญของ การเมืองไทยในการที่จะพยายามทําหน้าที่ให้สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ผมจะทําได้ แต่พอมาดู รายละเอียดตามร่างของผู้เสนอตั้งแต่ต้น วันที่ไปที่กรรมาธิการเราก็พบว่ามีการแก้ไขของ กรรมาธิการเปลี่ยนแปลงไปยังอื่นในหลายมาตรา ถึงแม้มาตรานี้ในมาตรา ๑ กรรมาธิการจะไม่มี การเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรก็ตาม ผมได้เสนอคําแปรญัตติในการขอแปรญัตติในมาตรา ๑ ไว้ว่า มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่าพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทําความผิดในการ ชุมนุมทางการเมือง พ.ศ. .... ผมตัด และการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ออก วันผมแปรญัตติวันที่ ๑๔ สิงหาคม หลังจากผมเสนอคําแปรญัตติในวันนั้น มีเพื่อนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรหลายท่านถามผมว่าทําไมคุณไปตัดคําว่า การแสดงออกทางการเมืองของ ประชาชนออก ทําไมคุณให้เฉพาะนิรโทษกรรม เฉพาะผู้กระทําความผิดเนื่องจากการชุมนุม ทางการเมือง เพื่อนสมาชิกหลายท่านถามผม ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าผมเป็นหมอดู สิ่งที่ผมแปรญัตตินั่นก็คือคําทํานายของผมว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตข้างหน้าในการ พิจารณากฎหมายฉบับนี้ ถ้าผมเป็นหมอดูในวันที่ ๑๔ สิงหาคม คําทํานายของผมนั้นคงเป็น คํานายที่ถูกต้องเกือบหมด เพราะอะไรครับท่านประธาน เพราะผมตัดข้อความในมาตรา ๑ ที่บอกว่าพระราชบัญญัตินี้เรียกว่าพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้กระทําความผิดในการ ชุมนุมทางการเมือง แล้วก็ตัดคําว่า การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ออก เพราะ ผมต้องการป้องกันไม่ให้คนจะเอาข้ออ้างว่าแสดงออกทางการเมืองในฐานะเป็นประชาชน แล้วก็มาหาประโยชน์จากกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงมุ่งประเด็นไปยังผู้กระทําความผิดที่เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการชุมนุม ทางการเมือง และถ้าท่านประธานจะได้พิจารณาต่อนะครับว่า ในมาตราถัด ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นมาตรา ๒ และมาตรา ๓ หรือมาตราอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องนั้น ผมได้แปรญัตติ เพื่อจะให้สอดคล้องกับคําแปรญัตติในมาตราที่ ๑ ของผม ก็คือผมมีความเห็นว่า ผู้ชุมนุมทางการเมืองซึ่งเข้ามาชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ อาจจะมาด้วยความคิด จิตวิญญาณ อุดมการณ์ ที่ตนเองเชื่อ ตนเองศรัทธา ตนเองมีความหวังที่จะเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้เกิดขึ้น ในบ้านเมือง หรือบางท่านอาจจะมาชุมนุมเพราะความเชื่อถือเชื่อมั่นในผู้นําการชุมนุม หลายท่านอาจจะมีจุดประสงค์ที่มาจากการชุมนุมแตกต่างกัน แต่สําหรับใครก็ตามที่มาร่วม การชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่อาจจะกระทําการใด ๆ ในการชุมนุมทางการเมืองที่อาจจะ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อตัวเขาเองก็ดี ต่อทรัพย์สินต่ออะไรต่าง ๆ ก็ดี ซึ่งอาจจะไม่ได้ตั้งใจ อาจจะไม่ได้เจตนา แต่ด้วยเหตุผลหลายประการนั้นทําให้เขาจะต้องไปมีความผิด ซึ่งผมก็ บัญญัติไว้ชัดเจน ยกตัวอย่างเช่น ในมาตรา ๓ ผมก็เน้นว่าคนที่กระทําการความผิดลหุโทษ หรือให้บรรดาการกระทําใด ๆ ของบุคคลที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองโดยสงบและ ปราศจากอาวุธ อันเป็นความผิดตามกฎหมายจากการฝ่าฝืนข้อกําหนด ประกาศ หรือคําสั่ง ที่ออกตามพระราชบัญญัติ ออกตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ หรือความผิดตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งได้ประกาศอันเนื่องมาจากการชุมนุมทางการเมืองหรือ การกระทําความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้น ในการชุมนุมทางการเมือง แล้วก็มีรายละเอียดต่อไป เพราะฉะนั้นท่านประธานจะเห็นได้ว่า ผมมุ่งหวังที่จะให้กฎหมายฉบับนี้นิรโทษกรรมกับผู้กระทําความผิดในการชุมนุมทางการเมือง ที่เป็นพี่น้องประชาชนทั่วไป เจตนาของผมคล้าย ๆ กับเจตนาของร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ของญาติผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ปี ๒๕๕๓ ก็เพราะเห็นว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการที่ทําให้เกิด การเสียชีวิต ทําลายทรัพย์สินอาคารสถานที่ต่าง ๆ นั้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตามเขาไม่ควร ได้รับการนิรโทษกรรม แต่เขาควรที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความจริง พิสูจน์ความผิดความถูกที่มันจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ต่อไปได้ และจะได้เป็นบรรทัดฐานว่า ต่อไปใครที่เข้ามาร่วมชุมนุมทางการเมือง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผล วัตถุประสงค์ ความมุ่งหวัง ทางการเมืองใด ๆ ก็ตาม เขาไม่ควรที่จะใช้วิธีการที่รุนแรงหรือเป็นวิธีการที่อยู่นอกเหนือ รัฐธรรมนูญ เขาควรจะชุมนุมโดยสงบ สันติและปราศจากอาวุธ เขาไม่ควรจะมีการชุมนุม ที่เตรียมการ ซึ่งได้มีการพิสูจน์กันพอสมควรแล้วว่าได้มีการเตรียมการที่จะไม่เป็นการชุมนุม ที่เป็นไปด้วยความสงบ หรือไม่ได้เป็นการชุมนุมที่ปราศจากอาวุธ แต่เราพบว่าเป็นการชุมนุม ที่นอกจากไม่สงบไม่สันติแล้ว ยังมีอาวุธที่เข้าไปเกี่ยวข้องในการชุมนุม ผมจึงได้แยกบุคคล เหล่านั้นออกไปนะครับ และก็ให้โอกาสกับพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์จริง ๆ ที่เขาจะได้ มีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ แต่ที่ผม ตัดคําว่าการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เพราะผมไม่อยากเห็นคนที่ไม่ได้เข้าไป ร่วมชุมนุมทางการเมือง แต่แสดงออกทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกที่ไหนก็ตาม จะเป็นการแสดงออกที่บ้าน การแสดงออกผ่านโซเชียลมีเดีย (Social Media) การแสดงออก ในประเทศไทย หรือไปนั่งบัญชาการแสดงออกอยู่ในต่างประเทศ ผมกราบเรียนท่านประธาน ตรงไปตรงมาครับ ผมไม่ต้องการนิรโทษกรรมให้กับคนเหล่านั้น เพราะผมเชื่อว่าถ้าไม่มี คนเหล่านั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมโดยบริสุทธิ์ของพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชน ที่เขามาชุมนุมด้วยความบริสุทธิ์เขาก็คงไม่บาดเจ็บล้มตาย เขาก็คงไม่ถูกชักจูงที่ไปกระทําการ โดยไม่สมควรที่จะกระทํา ไม่ว่าจะเป็นการไปทําให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือไปกระทําการในการเผา อาคารสถานที่ราชการ หรือเขาคงไม่เข้าไปบุกในสถานที่ที่ไม่ควรบุกเข้าไป เช่น โรงพยาบาล อย่างนี้เป็นต้น เพราะแม้แต่สงครามโรงพยาบาลเขายังละเว้นว่าคู่กรณีของสงครามนั้นก็จะ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งจะเป็นที่ของการรักษาพยาบาล เช่น โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลต่าง ๆ เป็นต้น เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ คนเหล่านั้น เขาอาจจะไม่กระทําการใด ๆ ที่เป็นการทําให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตหรือทรัพย์สินอาคาร บ้านเรือนของพี่น้องประชาชน