เกียรติ สิทธีอมร หารือเรื่องการแก้ไขมาตรา 1 ในร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม และแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความตกลงระหว่างประเทศ โดยเรียกร้องให้ประเทศไทยปฏิบัติตามกติกาและไม่นิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดทางอาญา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องคอร์รัปชันและเรียกร้องการปฏิบัติตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาคี และไม่ควรยกเว้นการลงโทษในคดีคอร์รัปชัน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์นะครับ ผมได้สงวน คําแปรญัตติในมาตรา ๑ ไว้ครับ ที่เดิมเขียนไว้ว่าพระราชบัญญัตินี้เรียกว่าพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองและการแสดงออก ทางการเมือง ผมเติมเข้าไปครับ เติมว่า เว้นการนิรโทษกรรมโทษทางอาญา โทษทางการทุจริต โกงกิน และโทษทางการดูหมิ่นสถาบัน อาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. .... เหตุผล ที่ผมแปรญัตติไว้อย่างนั้น ผมก็ต้องตั้งคําถามกรรมาธิการนะครับ แล้วผมต้องการคําตอบด้วย ครับว่า เวลากรรมาธิการเองเสียงข้างมากนี้ไปปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ผ่าน วาระหนึ่งไปแล้ว พอมีการปรับปรุงไปแล้วท่านได้มีการศึกษาไหมครับว่า ประเทศไทยนี้ มีข้อผูกพันระหว่างประเทศกับใครบ้าง และผูกพันเรื่องอะไรบ้าง การที่ท่านจะนิรโทษกรรม โทษทางอาญานั้นทําได้หรือเปล่า การที่ท่านจะนิรโทษกรรมทุจริตการโกงกินนั้นทําได้ หรือเปล่า การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันนี้คงไม่ต้องพูดถึงนะครับ ทีนี้ท่านประธาน ทราบไหมครับว่าประเทศไทยนี้เป็นภาคีอย่างต่ําที่สุดมี ๓ ฉบับครับ มี ๓ ฉบับที่ประเทศไทย เป็นภาคีอยู่ แล้วเท่าที่ผมได้รับฟังจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อย พวกท่านไม่ได้พิจารณา เรื่องนี้เลย แล้วตอนนี้ในร่าง ในรูปร่างที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้ตั้งแต่ชื่อไปเลย มาตรา ๑ นี้ ท่านกําลังจะละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างร้ายแรงครับ และจะมีผลต่อภาพลักษณ์ ไม่ใช่เฉพาะภาพลักษณะนะครับ ผลกระทบกับประเทศไทยอย่างร้ายแรงมาก ที่ผมพูดถึงนี้ อย่างต่ํามี ๓ ความตกลงหรือสนธิสัญญานะครับ
ประการแรกประเทศไทยเป็นภาคีธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่าง ประเทศ ใช่ครับ เรายังไม่ได้ให้สัตยาบัน แต่เราลงนามสนับสนุนให้หลักการของธรรมนูญ กรุงโรมนะครับ ข้อนี้เขียนไว้ในหน้าแรกเลยนะครับท่านประธาน ในหน้าแรกเขียนไว้เลยว่า ต้องให้ผู้ทําความผิดทางอาญาร้ายแรงได้รับการลงโทษ เขียนไว้เลยนะครับ อีกประการหนึ่ง ที่เขียนไว้ในหน้าแรก ก็คือการป้องปราม ป้องกันที่ดีที่สุดคือการลงโทษผู้กระทําผิด เพราะฉะนั้นการที่อยู่ดี ๆ จะไปให้มีการนิรโทษกรรมความผิดทางอาญานั้น ท่านพิจารณา เรื่องนี้แล้วหรือยัง ถี่ถ้วนแล้วหรือยัง
อีกข้อตกลงหนึ่ง จริง ๆ แล้วอันนี้เป็นเรื่องของกติการะหว่างประเทศว่า ด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ท่านเคยเห็นไหมครับของสหประชาชาติ ประเทศไทย เข้าเป็นภาคีวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๓๙ ปี ๒๕๓๙ นะครับ และมีผลผูกพันกับประเทศไทย ในวันที่ ๒๙ มกราคม ๒๕๔๐ ปฏิญญานี้ กติกานี้มีรายละเอียดผูกพันชัดเจนนะครับ ว่าสิ่งที่ ท่านทําไม่ได้คือการนิรโทษกรรมผู้กระทําความผิดทางอาญา ท่านตอบผมให้ชัดนะครับว่า ท่านได้ไปทําหรือยัง และทุกประเทศที่เป็นภาคี ที่เป็นสมาชิก ต้องให้มีมาตรการและ กฎหมายภายในประเทศที่ให้แน่ใจว่าบุคคลที่ถูกละเมิดมีสิทธิได้รับการเยียวยา และสิทธิ การได้รับการเยียวยาไม่ได้พูดถึงเฉพาะเงินนะครับ พูดถึงการที่ให้ความเป็นธรรมเกิดขึ้นกับ ผู้ที่ถูกละเมิด ซึ่งหมายถึงต้องเอาผู้ผิดไปลงโทษ โดยผ่านกระบวนการยุติธรรม เขียนไว้ชัดเจน กติกาตรงนี้ประเทศไทยเป็นภาคี ท่านละเมิด ท่านทําได้หรือครับ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ดูแล้วหรือครับ ตอบผมทีนะครับ นอกจากนั้นมีการปรับปรุงกติกาเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง มาโดยตลอด และมีมติมีข้อมติออกมาจากคณะกรรมการ และมีการยกตัวอย่างหลายกรณี ที่บางประเทศเลือกที่จะทําอย่างนี้ แล้วโดนประณามโดยสหประชาชาติว่ามีการนิรโทษกรรม โทษทางอาญาและกระทบต่อความตกลงที่ประเทศไทยมีกับสหประชาชาติทําได้หรือครับ ในข้อกติกานี้เขียนไว้ชัดเจนในบทความมาตรา ๒ และมาตรา ๓ ว่าผู้ถูกละเมิดต้องได้รับ การเยียวยานั่นหลักข้อแรก
หลักข้อที่ ๒ สิทธิผู้ถูกละเมิดในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและไปไกล กว่านั้นนะครับ ไม่ใช่แค่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนะครับ เมื่อมีการตัดสินแล้วต้องมี การบังคับคดี นี่ครับกติกาครับ ท่านจะเอากี่หน้าครับ มีหมดเลยครับ แล้วท่านอยู่ดี ๆ กําลัง ออกกฎหมายที่ละเมิดสนธิสัญญาระหว่างประเทศทําได้หรือครับ นี่ครับผมมีตัวอย่างประเทศ ที่ถูกประจานครับ ประเทศเลบานอนเคยมีการทําแบบนี้เลยครับ ถูกประณาม ถูกดําเนินการ โดยสหประชาชาติ ท่านบอกผมทีสิครับว่าสิ่งเหล่านี้ที่ท่านกําลังทํามันสอดคล้องกับสนธิสัญญา ระหว่างประเทศหรือเปล่า นี่คือส่วนของคดีอาญา ในส่วนของคอร์รัปชัน ประเทศไทย เป็นภาคีอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติเพื่อต่อต้านการทุจริตและรัฐบาลให้สัตยาบัน ไว้ด้วย ประเทศไทยให้สัตยาบันไว้แล้วแล้วก็มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ให้สัตยาบันไว้ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔ รัฐบาลต้องจัดให้มีมาตรการที่จําเป็นรวมทั้งมาตรการ ทางกฎหมายและทางบริหารเพื่อให้มีการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นรูปธรร มอย่างจริงจังและน่าเชื่อถือ เพราะฉะนั้นคดีความที่เกี่ยวกับเรื่องคอร์รัปชันนั้นอยู่ดี ๆ ท่านจะไปออกกฎหมายยกเว้นการทําความผิด ยกเว้นการลงโทษไม่ได้หรือยุติกระบวนการ ยุติธรรมในคดีที่เกี่ยวกับการทําความผิดเรื่องคอร์รัปชันไม่ได้นะครับ ตรงนี้ผมอยากได้คําตอบ เพื่อความชัดเจนนะครับ นอกจากนั้นผมอยากจะชี้ครับท่านประธานไม่ใช่เฉพาะข้อตกลง สนธิสัญญาระหว่างประเทศ มาตรา ๘๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเขียนไว้ ชัดเจนไม่ทราบท่านดูกันหรือเปล่า มาตรา ๘๒ วรรคแรก เขียนไว้ชัดนะครับว่า รัฐต้อง ส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือกับนานาประเทศ และพึงถือหลักในการปฏิบัติต่อกัน อย่างเสมอภาค ตลอดจนต้องปฏิบัติตามสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทย เป็นภาคี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนได้เตือนประเทศไทยแล้วนะครับ เตือนประเทศไทย ตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้วครับว่าการออกพระราชบัญญัตินี้จะไปนิรโทษกรรมผู้กระทํา ความผิดทางอาญาและคดีความที่เกี่ยวข้องกับการคอร์รัปชันไม่ได้ท่านเอามาพิจารณา หรือเปล่า ตอบให้ชัดนะครับ