ธนา ชีรวินิจ อภิปรายเรื่องการนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองในปี 2550 และ 2552 โดยกล่าวว่าการนิรโทษกรรมนี้ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองหรือแกนนำ แต่เพื่อประโยชน์ของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนและเสียชีวิตในเหตุการณ์นั้น
กราบเรียนท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้แก่ประชาชนซึ่งได้กระทําความผิด อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรกําลัง พิจารณาในวาระที่สองอยู่ในขณะนี้ ผมได้กราบเรียนท่านประธานในเบื้องต้นในชั้นชื่อร่าง แล้วก็คําปรารภว่าผมเองได้เห็นชัดว่า การเสนอพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้ที่มีการอ้างว่า จะสามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทยขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งนั้นไม่เป็นความจริง เป็นเพียงรูปแบบในการที่จะพยายามผลักดัน พ.ร.บ. ฉบับนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และลด แรงเสียดทานจากคนที่ไม่เห็นด้วยเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องอภิปรายให้ท่านประธานได้เห็นว่าการเกิด พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้เริ่มต้นจาก แนวความคิดของพี่น้องประชาชนที่เขามาร่วมชุมนุมกับแกนนําตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แล้วก็เกิดความเสียหายอย่างที่พวกเราทราบกันดี พี่น้องประชาชนเหล่านี้เขามีความรู้สึกว่า เขามาเพราะถูกชักจูงให้มา เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย เขามาร่วมต่อสู้ เพื่อให้บ้านเมืองที่เขารักได้ประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์แท้จริง อย่างที่แกนนําการชุมนุม ได้พยายามที่จะชี้นํา ชักชวน และในการต่อสู้ทางการเมืองที่เขาถือว่าเป็นภารกิจสําคัญแล้วก็ ยิ่งใหญ่สําหรับคนไทยทุกคน ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรที่จะภาคภูมิใจไปยิ่งกว่า คําว่า การที่ได้ ออกมาต่อสู้เพื่อได้มาซึ่งการปกครองที่ดีที่สุดของคนไทยทุกคน เพราะฉะนั้นวาทกรรมใน เรื่องของการต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเกิดขึ้นทุกยุคทุกสมัย และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อปี ๒๕๕๐ กว่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ได้ชักนําพี่น้องประชาชนเข้าสู่เหตุการณ์ และท้ายที่สุด ก็ได้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ร่างกาย มีการทําลายสถานที่ทั้งทางราชการและ ภาคเอกชน มีพี่น้องประชาชนถูกจําคุกจํานวนมาก และนั่นคือสาเหตุที่มาของการหยิบยก การที่จะพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมที่แท้จริง ผมกราบเรียนท่านประธานว่าที่เห็นอยู่ ในมือผมนั้นคือร่างของนายวรชัย เหมะ ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้รับหลักการให้เป็นร่าง ในการพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผมจําได้ครับว่าคุณวรชัย เหมะ ลุกขึ้นมา และชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ว่าพี่น้องที่มาร่วมชุมนุมนั้นได้รับความ เดือดร้อน หลายคนสูญเสียชีวิต หลายคน พี่น้องครอบครัวต้องเสียชีวิตลง หลายคน ต้องบาดเจ็บ หลายคนต้องถูกจําคุกในเรือนจํา เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้จะได้พิจารณาออกกฎหมายเพื่อนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่เขา ได้รับทุกข์ ได้รับโทษจากการชุมนุมทางการเมืองที่เขามาโดยสุจริต แต่ว่าประเด็นสําคัญ ในวันนั้น ท่านประธานที่เคารพ มันมีความรู้สึกเกิดขึ้นว่าการเสนอพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้น จะมีนักการเมืองซึ่งเป็นแกนนําในการชักชวนพี่น้องประชาชนอาศัยการนิรโทษกรรมของ ประชาชนเอาตัวเองเข้ามารับผลประโยชน์ในส่วนนี้ด้วย จึงเกิดกระแสต่อต้านมากมาย จากกลุ่มพี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน ทุกสี ทุกภาคส่วนของสังคมมีความรู้สึกว่าถ้าจะมี การนิรโทษกรรมจริง ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนที่เข้ามาโดยสุจริต หลายคนรับได้ แต่ถ้า นักการเมืองหรือแกนนําทางการเมืองคนใดจะไปอิงแอบโดยอาศัย พ.ร.บ. ฉบับนี้เพื่อให้ตน ได้ประโยชน์ สังคมมีความเคลือบแคลงสงสัย และวันนั้นร่าง พ.ร.บ. ที่เสนอโดย พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน จึงเกิดปัญหาขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร จึงเกิดปัญหาขึ้นในมวลหมู่พี่น้อง ประชาชนที่เขารับไม่ได้ เพราะเวลาต่อสู้ทางการเมืองท้ายที่สุดคนที่ได้ผลประโยชน์จากการต่อสู้คือแกนนําและ พรรคการเมือง วันนี้ได้รับตําแหน่งสถาปนาทุกคนมียศถาบรรดาศักดิ์กันครบถ้วน แต่พี่น้อง ประชาชนที่เขาออกมามือเปล่า ออกมาด้วยจิตใจบริสุทธิ์ที่อยากจะต่อสู้เพื่อให้ประเทศนี้ เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ไปว่านล้อมเขานั้น วันนี้เขาไม่ได้รับอะไรเลย มิหนําซ้ํา เขายังสูญเสียญาติมิตร ต้องเสียชีวิต ต้องถูกจับกุมคุมขังอย่างที่ท่านประธานได้พูดเมื่อตอน เข้าสู่วาระการประชุมในวันนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ และด้วยเหตุผลที่ คุณวรชัย เหมะ ลุกขึ้นเสนอต่อที่ประชุมว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้จะไม่นิรโทษกรรมให้กับผู้สั่งการหรือผู้นํา ทางการเมืองที่นําให้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวาย และก่อให้เกิดความเสียหายเพื่อแสดง ความรับผิดชอบในฐานะแกนนํา