นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม และวิจารณ์เรื่องการไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม
ท่านประธานครับ ท่านประธานก็เป็น นักกฎหมาย เราเรียนกฎหมายตั้งแต่ปี ๑ มีหลักกฎหมายว่ากฎหมายต้องออกมารับใช้ ความยุติธรรม นักกฎหมายต้องรู้หลักนี้ทุกคนนะครับ กฎหมายต้องออกมารับใช้ ความยุติธรรมครับ แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้ที่เรากําลังจะลงมตินี้ครับ ผมเรียนท่านประธานว่า กฎหมายที่เรากําลังจะลงมตินี้ไม่ได้ออกมารับใช้ความยุติธรรม และผมพูดต่อไปว่า กฎหมายที่เรากําลังลงมตินี้กําลังออกมารับใช้โจรครับ แต่ผมไม่ได้กล่าวหาว่าใครเป็นโจร เลยครับ ท่านกําลังบอกว่าออกมาเพื่อนิรโทษกรรมให้กับประชาชนซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นอย่ากินปูนร้อนท้องไปเลยครับ ผมขออนุญาตท่านประธานต่อไปเลยนะครับ ท่านได้กล่าวพาดพิงถึงอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ท่านควง อภัยวงศ์ บอกว่าท่านควง ก็ได้เคยลงนามสนองพระบรมราชโองการในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมมาแล้วอย่างน้อย ๒-๓ ฉบับ ผมเรียนท่านประธานว่าเราต้องพูดความจริงให้จบนะครับว่าการนิรโทษกรรมในอดีต อย่านํามาเปรียบเทียบกับการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ครับ หลายคนพยายามบอกว่าในอดีตนั้น เรามีกฎหมายนิรโทษกรรมในประเทศนี้มาแล้วถึง ๒๔ ฉบับ แล้วทําไมเราจะออกฉบับที่ ๒๕ ไม่ได้ ครั้งนี้มันต่างกับทุกครั้งอย่างไร มันตรงกันครับว่าทุกคนคิดตรงกันแล้วแต่ไม่พูด ความจริงเท่านั้นเองว่าความขัดแย้งของประเทศในอดีตนั้นเวลาเราออกกฎหมายนิรโทษกรรมนั้น ความขัดแย้งมันเกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับรัฐ หรือระหว่างประชาชนกับทหารเท่านั้น นั่นคือ ๒๔ ครั้งของกฎหมายที่ออกมาซึ่งมันต่างจากครั้งนี้ครับ ครั้งนี้ไม่เหมือน ๒๔ ครั้ง ที่ผ่านมา เพราะว่าครั้งนี้เป็นการออกกฎหมายมาเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างคนในประเทศ ด้วยกัน ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นครั้งนี้เลยต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา มันเลยยากครับ เวลาท่านบอกว่าขอให้พวกเราได้อโหสิต่อกัน แล้วก็อภัยให้แก่กันนั้น ท่านยกรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ บังเอิญผมติดมาด้วยครับ แต่ว่าท่านพูดไม่หมดครับ และโชคดีครับผมก็เป็นกรรมาธิการชุดนี้ ด้วยครับ ท่านพูดไม่จบจริง ๆ นะครับ และท่านได้พูดถึงรายงานของสถาบันพระปกเกล้า ท่านประธานครับ สถาบันพระปกเกล้าเขายื่นหนังสือวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ นะครับ ทําไมท่านไม่อ่านล่ะครับ สถาบันพระปกเกล้ายื่นหนังสือเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๕๕ ว่า ถ้ามีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเหมือนที่เรากําลังทําอยู่ในขณะนี้เขาจะขอถอนรายงาน การวิจัยของสถาบันพระปกเกล้า เพราะเราไม่ดําเนินการตามรายงานของสถาบันพระปกเกล้า นี่อย่างไรครับ เขาขอถอนนะครับ ท่านหยิบมาไม่หมดครับ รายงานของสถาบันพระปกเกล้า และของกรรมาธิการขอบอกว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งของในประเทศมันมีอยู่ ๔ ขั้นตอน ด้วยกัน และเราต้องเดินตามลําดับ ๑ ถึง ๔ นั้นเราจะเว้นวรรคหรือข้ามขั้นที่ ๑ ไปขั้นที่ ๓ ไม่ได้ ขั้นแรกเขาบอกว่าต้องค้นหาความจริงเสียก่อน ยอมรับกันไหมล่ะครับ รายงานอยู่นี่ครับ ขั้นที่ ๒ เขาบอกว่าเมื่อเราค้นหาความจริงแล้วเราต้องเปิดเผยความจริง ขั้นที่ ๓ ก็บอกว่า เมื่อเราเปิดเผยความจริงแล้วเราต้องจัดการกับความจริงที่เกิดขึ้น แล้วขั้นที่ ๔ เป็นขั้นสุดท้าย เราต้องมีการนิรโทษกรรม หรือการบังคับให้ลืมโดยการออกกฎหมาย ผมพูดง่าย ๆ ก็คือ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็คือเป็นการบังคับให้ลืมโดยกฎหมายว่าต่อไปนี้กฎหมายจะ บังคับว่าเหตุการณ์ที่เกิดมาในประเทศนั้น ในอดีตนั้นต้องลืมเสีย กฎหมายนิรโทษกรรมก็คือ กฎหมายที่บังคับให้คนลืม แต่ว่าในใจจะลืมหรือเปล่าไม่รู้ แต่กฎหมายบอกว่าเรื่องนี้เราลืมกัน ท่านประธานครับ ที่ท่านสมาชิกได้กรุณาเสนอกฎหมายขึ้นมานี้ ท่านข้ามขั้นตอนครับ ในขณะนี้มันอยู่ในขั้นตอนที่ ๒ ของ ๔ ขั้นตอนครับ การค้นหาความจริงกําลังดําเนินการอยู่ และในขณะนี้ความจริงมันเริ่มเปิดเผยขึ้นมา ความจริงมันเปิดเผยขึ้นมาว่าอย่างไรครับ ว่าใครคือผู้กระทําความผิด เมื่อเปิดเผยความจริงว่าใครกระทําความผิดบ้าง หลังจากนั้น มันต้องมีกระบวนการจัดการกับความจริง ท่านกลัวครับ ท่านกลัวจะถูกจัดการกับความจริง เพราะถ้ามีการจัดการกับความจริงที่เกิดขึ้น สมาชิกในสภาแห่งนี้หายไปไม่ต่ํากว่าสิบคน ติดคุกครับ ติดคุกไม่ต่ํากว่าสิบคนครับ แล้วลูกเมียที่บ้านของท่านบางคนก็ติดคุกไปด้วย ท่านประธานครับ เรากลัวความจริงกัน เรากลัวการเปิดเผยความจริงแล้วเรากลัวการจัดการ กับความจริงก็คือเราฆ่าตัดตอนกระบวนการยุติธรรม ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้ ผมเรียกมาหลายครั้งแล้วว่าเป็นร่างกฎหมายที่ฆ่าตัดตอนกระบวนการยุติธรรม เรากลัว ความจริงกันครับ ถ้าเราคิดว่าเราต้องการออกกฎหมายนิรโทษกรรมนี้ให้กับประชาชน ที่เขามาชุมนุม ทําไมท่านไม่ออกตั้งแต่วันแรกที่ท่านเป็นรัฐบาลล่ะครับ ท่านปล่อยมาถึงวันนี้ ทําไมล่ะครับ ท่านปล่อยเวลาล่วงเลยมา ๒ ปีกว่าแล้วคิดจะออกกฎหมายนิรโทษกรรม เพราะอะไรครับ เพราะวันนี้ความจริงกําลังจะถึงตัวการครับ ความจริงมันกําลังจะถึง ตัวการใหญ่ซึ่งนั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมยอมรับจริงนะครับว่าพรรคประชาธิปัตย์เองยืนยันอีกสักครั้งหนึ่ง นะครับว่าพรรคประชาธิปัตย์มิได้ปฏิเสธการออกกฎหมายนิรโทษกรรมเลยครับ และเรายินดี สนับสนุนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับประชาชน แต่ว่าเรามีข้อยกเว้นอยู่ ๓-๔ ประการ ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว ถ้าท่านรักประชาชนจริงอย่างที่ท่านพูด ท่านต้องออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับประชาชนตั้งแต่ปีแรกที่ท่านเป็นรัฐบาลครับ เพราะอะไรท่านประธานครับ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ที่มาชุมนุมนั้น เขาถูกฟ้องในข้อหา ฝ่าฝืนพระราชกําหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินครับ และการฝ่าฝืนกฎหมาย บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินนี้ กฎหมายจําคุก ๑ ปีครับ ท่านประธานครับ ผมสืบสวน ทวนความมาหมดแล้วครับ คนที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก. นั้น โทษจําคุก ๑ ปี ศาลจําคุก ๑ ปี แล้วลดโทษ จําคุกจริง ๆ คือ ๘ เดือนครับ แล้วก็ต่ําสุดคือ ๖ เดือน เหตุการณ์มันเกิดมา ๓ ปีแล้วครับ แล้วคนเหล่านั้นที่ถูกจําคุก ๘ เดือน วันนี้ออกจากคุกไปหมดแล้วครับ ไม่เหลือประชาชน ที่ฝ่าฝืน พ.ร.ก เหลืออยู่ในคุกตารางแม้แต่คนเดียวครับ แต่ว่าวันนี้มันมีมนุษย์บางจําพวก ที่กลัวการตัดสินของศาลและถูกดําเนินคดีอยู่ ซึ่งนั่งอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ครับ และบางคนก็หนีอยู่ต่างประเทศ ท่านกลัวติดคุก ผมเคยเรียนท่านประธานหลายครั้งว่า นักการเมืองอย่างพวกเรานี้ เราไม่กลัวหรอกครับถูกอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เราไม่กลัว ชาวบ้านก็บอกว่าเราหน้าหนาครับ เราไม่กลัว ยกมือกันแพ้ชนะเราไม่กลัวครับ แต่สิ่งที่ นักการเมืองอย่างพวกเรากลัวก็คือกลัวติดคุกครับ วันนี้ท่านกลัวติดคุกครับ แล้วท่าน ยังบังอาจพูดว่าจะนิรโทษกรรมให้กับประชาชนที่มาชุมนุม ประชาชนไหนละครับ ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ขออภัยที่เอ่ยนามท่านอีกครั้งหนึ่งนะครับ ท่านก็บอกแล้วนี่ครับ มีประชาชนถูกขังอยู่ในขณะนี้ ๓๐ คนครับ ๓๐ คนเท่านั้นละครับ แล้วออกกฎหมายเพื่อใคร ละครับ เราออกกฎหมายให้กับคนที่ถูกคดีก่อการร้าย มีหลัก ๆ อยู่ประมาณ ๒๒-๒๓ คน เท่านั้นละครับ ตายไปแล้วคนหนึ่ง ผมไม่เอ่ยนามท่านแล้วครับตายไปแล้ว หนีไปคนหนึ่งครับ วันนี้ความจริงมันกําลังจะถูกเปิดเผยมา เราเลยฆ่าตัดตอนกระบวนการยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากให้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่ ฟังผมด้วยใจกลาง ๆ นะครับ เราต่อสู่กันอยู่ ฝ่ายหนึ่งกล่าวหาว่ารัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน ฝ่ายหนึ่งบอกว่าประชาชนชุมนุม โดยฝ่าฝืนกฎหมาย มีอาวุธ และฆ่าผู้บริสุทธิ์ เราเถียงกันอย่างนี้ ใครจะตัดสินละครับ ท่านประธานตัดสินหรือครับ ท่านประธานตัดสินไม่ได้ และถ้าให้รัฐสภาแห่งนี้ยกมือว่าใครผิด แน่นอนครับสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ต้องยกมือว่ารัฐบาลในขณะนั้นรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เป็นฝ่ายผิด เราตัดสินกันด้วยเสียงข้างมาก กฎของเสียงข้างมากตัดสินความผิดความถูกไม่ได้ครับ กฎของเสียงข้างมากตัดสินความต้องการของคนได้แต่ตัดสินผิดตัดสินถูกไม่ได้ครับ เมื่อเรา โต้แย้งกันอยู่อย่างนี้ ท่านประธานลองคิดดูสิครับฝ่ายหนึ่งบอกว่ารัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน อีกฝ่ายหนึ่งบอกว่าผู้ชุมนุมละเมิดกฎหมายแล้วยิงผู้บริสุทธิ์ ฆ่าผู้บริสุทธิ์ เอาเอ็ม ๗๙ (M79) มาจากบ้าน เอ็ม ๗๖ (M76) มาจากบ้าน เอาระเบิดมาจากบ้าน ฆ่าผู้บริสุทธิ์ เถียงกันอย่างนี้ครับ ใครจะตัดสินครับ ต้องศาลยุติธรรมของประเทศนี้ตัดสิน ทําไมเราเดินไม่ถึงจุดนั่นละครับ เดินไปสิครับ ผมบอกหลายครั้งแล้วว่าผมอยากเห็นจุดจบของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ว่าถ้าท่านทําความผิดในข้อหาสั่งฆ่าประชาชนจริง ท่านก็ต้องรับโทษ และท่านอภิสิทธิ์เอง ก็ยืนยันในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ไว้แล้ว ท่านไม่หนีครับ ท่านจะพิสูจน์ความผิดความถูก ผมว่ารับได้ไหมละครับ แล้วฝ่ายที่เป็นผู้ชุมนุมทําให้ประชาชนบาดเจ็บล้มตายท่านก็ขึ้นศาล พิสูจน์ความผิดความถูกกัน ที่ผมพูดนี้ไม่มีเหตุผลหรือครับ ให้กระบวนการยุติธรรมมันเดินไป แล้วผิดถูกอย่างไรเราถึงมานิรโทษกรรม แล้วผมเคยพลั้งปากไปแล้วครับเมื่อ ๒ วันที่แล้ว บอกว่าถ้าท่านรัฐมนตรีณัฐวุฒิซึ่งกําลังขึ้นศาลในคดีก่อการร้ายอยู่ถูกศาลพิพากษา ประหารชีวิต ผมพลั้งปากไปแล้วท่านประธานครับ ว่าสมมุติว่าศาลตัดสินประหารชีวิต ท่านณัฐวุฒิ ผมจะยกมือนิรโทษกรรมให้เป็นคนแรก ผมพลั้งไปแล้วครับ แต่ผมก็ต้องทําครับ แต่ผมก็อยากเห็นจุดจบของคุณณัฐวุฒิเหมือนกันครับ ผมก็อยากเห็น จุดจบของคุณทักษิณเหมือนกันครับว่าสุดท้ายแล้วคุณณัฐวุฒิ คุณทักษิณ จะพบจุดจบ อย่างไรในเส้นสุดท้ายของกระบวนการยุติธรรม ทําไมไม่เดินละครับ สิ่งที่ผมขอนี่มันหนักไป หรือเปล่าครับ มันมากไปหรือเปล่าครับสําหรับประชาชนคนไทยและสําหรับสมาชิก ในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานครับ ผมเริ่มยืนขึ้นและบอกกับท่านประธานว่าการชุมนุมที่สงบ ปราศจากอาวุธนั้นทําได้ และเราทํามาให้ท่านเห็นแล้วเมื่อเช้านี้ไงครับ ใครจะว่าเราแพ้ อย่างไรก็แล้วแต่ครับ แต่เราแสดงให้เห็นว่าการชุมนุมที่สงบและไม่มีอาวุธนั้นทําได้ ไม่ว่าประชาชนจะมีเป็นหมื่นเป็นแสนอย่างไรก็ตามทําได้ และเราทําให้ท่านเห็นแล้ว แต่ว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงหรือกลุ่ม นปช. นั้น ศาลแพ่งตัดสินมา ๓ ครั้ง มีคําพิพากษา ของศาลแพ่ง ๓ ฉบับ บอกว่าการชุมนุมของกลุ่ม นปช. หรือเสื้อแดงนั้นละเมิดรัฐธรรมนูญครับ อย่ายืนขึ้นแล้วบอกว่าเป็นการชุมนุมที่สงบ ปราศจากอาวุธนะครับ อย่ายืนขึ้นพูดแล้วบอกว่า เป็นการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญอีกเลยนะครับ เพราะศาลตัดสินถึง ๓ ครั้งว่าท่านชุมนุม โดยละเมิดรัฐธรรมนูญ อย่าเถียงผมเลยครับ ผมไม่ได้เป็นคนตัดสินเอง แต่ศาลเป็นคนตัดสิน ท่านประธานครับ ถ้าเราออกกฎหมายฉบับนี้ไป ความชอบธรรมของกฎหมายมันอยู่ตรงไหน ละครับ มันจะเป็นโมฆะหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ผมสันนิษฐานว่ากฎหมายที่เรากําลังจะออกนี้ มันไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม ท่านยอมรับไหมละครับ ว่าพรรคเพื่อไทยมียุทธศาสตร์ การเดิน ๒ ขา ต้องยอมรับความจริงครับ ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงเราพูดเรื่องนี้กัน ไม่ได้ครับ พรรคของท่านประธานนั่นแหละ มียุทธศาสตร์ทางการเมืองเรียกว่าเดิน ๒ ขา ขาแรกคือพรรคเพื่อไทย ขาที่ ๒ คือคนเสื้อแดงหรือกลุ่ม นปช. ก็ว่าไป ท่านครับ วันนี้ท่าน กําลังจะนิรโทษกรรมให้กับอีก ๑ ขาของท่านที่ทําความผิด คือขาของเสื้อแดงหรือขาของ นปช. เราก็ไม่ได้เรียกร้องครับ ผมก็ไม่ได้เรียกร้อง ท่านไม่ละอายหรือครับ ยุทธศาสตร์ ๒ ขาของท่าน วันนี้ท่านใช้อีกขาหนึ่ง คือขาของพรรคเพื่อไทยมานิรโทษกรรมให้กับ อีกขาหนึ่งคือคนเสื้อแดง มันยุติธรรมไหมละครับ ผมเลยบอกว่ากฎหมายต้องออกมารับใช้ ความยุติธรรม กฎหมายจะออกมารับใช้คนกระทําความผิดไม่ได้ครับ ผมเลยบอกว่า ผมไม่เห็นด้วยที่จะออกกฎหมายฉบับนี้