ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือประเด็นการตรากฎหมายนิรโทษกรรมในอดีตเพื่อศึกษาเหตุผลและวิธีการออกกฎหมายดังกล่าว โดยเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรรวบรวมข้อมูลเพื่ออภิปรายสนับสนุนการออกกฎหมายฉบับปัจจุบัน เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ และจรรโลงระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ชวลิต วิชยสุทธิ์ วิจารณ์มาตรา ๓๐๙ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ที่ถือเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมที่ขัดหลักนิติรัฐและเสนอให้หาทางออกโดยยอมรับความจริงซึ่งกันและกัน ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือประเด็นทางออกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศไทย โดยเสนอให้ใช้แนวคิดและระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เน้นความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative justice) เพื่อฟื้นฟูเยียวยาเหยื่อ สร้างวัฒนธรรมสันติ และยอมรับความแตกต่าง แทนการใช้หลักความยุติธรรมทางอาญา
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม กระผมขออภิปรายสนับสนุนหลักการ และเหตุผลของร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิดเนื่องจากการชุมนุม ทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน พ.ศ. .... ซึ่งเสนอโดย นายวรชัย เหมะ และคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กระผมมีสาระของการอภิปรายอยู่ ๓ ประเด็นที่จะอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับนี้ โดย ๓ ประเด็นนั้น ประกอบด้วย ประเด็นแรก การออกกฎหมายนิรโทษกรรมของประเทศไทยในอดีต ประเด็นที่ ๒ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในต่างประเทศจะประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในประเทศไทยได้อย่างไร และประเด็นที่ ๓ การเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ในปัจจุบันในแต่ละองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมขอเริ่มประเด็นแรก การออกกฎหมาย นิรโทษกรรมของประเทศไทยในอดีต กระผมให้ความสําคัญ ให้ความสนใจกับการตรากฎหมาย นิรโทษกรรมทั้งในหลักวิชาการและข้อเท็จจริง จึงได้ขอให้กลุ่มงานวิชาการของสภาผู้แทนราษฎร รวบรวมข้อมูลการนิรโทษกรรมในอดีตเพื่อศึกษาถึงเหตุผลในการออกกฎหมายนิรโทษกรรม รวมทั้งวิธีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งได้ข้อมูลมาระดับหนึ่งที่จะขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายสนับสนุนการออกกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้เพื่อสร้างความสามัคคี ของคนในชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นต้นมา มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแล้วจํานวน ๒๒ ฉบับ โดยออกเป็น พระราชบัญญัติ ๑๘ ฉบับ และเป็นพระราชกําหนด ๔ ฉบับ ทั้งนี้ไม่รวม พ.ร.บ. ล้างมลทิน ๘ ฉบับ และการพระราชทานอภัยโทษอีก ๔๐ ฉบับ ในกฎหมายนิรโทษกรรมทั้ง ๒๒ ฉบับ มีเหตุผลในการออกกฎหมายเกือบเหมือนกันทั้งหมด นั่นก็คือ ต้องการให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ และต้องการจรรโลงระบอบประชาธิปไตย ที่มีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข กระผมเน้นย้ําแล้วนะครับท่านประธาน ต้องการให้เกิด ความสามัคคีของคนในชาติ และต้องการจรรโลงระบอบประชาธิปไตยที่มีองค์พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายนิรโทษกรรมทั้ง ๒๒ ฉบับดังกล่าว อาจแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ ๆ ส่วนแรกเป็นการนิรโทษกรรมให้กับตนเองและพวกพ้อง ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นคณะปฏิวัติรัฐประหารเสียเกินครึ่ง ที่เมื่อทําการปฏิวัติรัฐประหารแล้ว ก็นิรโทษกรรม ให้กับตนเองและพวกพ้องในส่วนที่ ๒ เป็นการนิรโทษกรรมเหตุการณ์เพื่อให้ครอบคลุม ประชาชน นิสิต นักศึกษา ซึ่งมีตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ ท่านนายกรัฐมนตรีพระราชทาน คือ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีสัญญา ธรรมศักดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานขององคมนตรี ได้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้ประชาชน นิสิต นักศึกษา ในเหตุการณ์วันมหาวิปโยค วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ และ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกกฎหมายนิรโทษกรรมนิสิต นักศึกษา ในเหตุการณ์ชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างวันที่ ๔-๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ทั้ง ๒ เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องน่าเศร้าสําหรับ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีพี่น้องประชาชน นิสิต นักศึกษา บาดเจ็บล้มตาย สูญหาย เป็นจํานวนมาก กระผมไม่อยากรื้อฟื้นความเจ็บปวด แต่มีข้อน่าสังเกตประการหนึ่ง ที่อาจนํามาประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบันนี้ได้ การที่ประชาชน นิสิต นักศึกษา ออกมาชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย เรียกร้องรัฐธรรมนูญจนกระทั่ง มีการปะทะกันบาดเจ็บล้มตาย มีการเผาสถานที่ราชการ เช่น กรมประชาสัมพันธ์ กองสลาก โรงพักนางเลิ้ง เป็นต้น กรณีนี้ประชาชน นิสิต นักศึกษาได้รับการนิรโทษกรรม โดยไม่มี เงื่อนไขใด ๆ เพราะเขาไม่ได้มีเถยจิตเป็นโจร เขามีแรงจูงใจทางการเมืองที่อยากเห็น บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย เขาอยากได้รัฐธรรมนูญ เมื่อเกิดแรงกดดัน ถูกปราบปราม ทําอะไรไม่ได้ จึงเกิดมิคสัญญี สุดท้ายก็ต้องให้อภัยต่อกันเพื่อให้บ้านเมืองสงบ เกิดความสามัคคี ท่านประธานที่เคารพครับ จากการตรวจสอบการตรากฎหมาย นิรโทษกรรมทั้งหมดมีข้อน่าสังเกตในทางที่จะต้องชื่นชมว่ามีหัวหน้าพรรคการเมือง พรรคหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยได้ตราพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมและพระราชกําหนด นิรโทษกรรม โดยมีเหตุผลเพื่อสร้างความสามัคคีของคนในชาติ ท่านประธานครับ ฉบับแรกตราเป็นพระราชกําหนดนิรโทษกรรม แก่ผู้กระทําความผิดฐานกบฏและจลาจล พ.ศ. ๒๔๘๘ ฉบับที่ ๒ ตราเป็นพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่ผู้ทําการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการกฎหมายนิรโทษกรรมทั้ง ๒ ฉบับนั้นก็คือ ท่านควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นและเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น ที่กระผมนําข้อมูลนี้มาอภิปรายก็เพื่อชื่นชมอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ท่านมีวิสัยทัศน์ กว้างไกลต้องการเห็นประชาชนในชาติเกิดความสมัครสมานสามัคคี ต้องการก้าวข้าม ความขัดแย้ง ต้องการหาทางออกให้กับประเทศในขณะนั้น ท่านควง อภัยวงศ์ เป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ถือท่านควง อภัยวงศ์ เป็นปูชนียบุคคลที่ท่านเคารพ ผมก็เคารพท่านด้วยความจริงใจเช่นกัน เมื่อทราบ ประวัติศาสตร์ว่าท่านออกกฎหมายนิรโทษกรรมถึง ๒ ครั้ง เป็นพระราชบัญญัติ ๑ ฉบับ เป็นพระราชกําหนด ๑ ฉบับ เพื่อให้ประเทศชาติเกิดความสมัครสมานสามัคคี นับเป็น ตัวอย่างอันดีที่อนุชนรุ่นหลังอย่างพวกเราควรระลึกถึงคุณงามความดีของท่านและปฏิบัติ ตามที่เห็นสมควร ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้ดูแถลงการณ์ของกรมโฆษณาการ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๘๘ กรมโฆษณาการได้ออกแถลงการณ์ถึงเหตุผลในการออก พระราชกําหนดนิรโทษกรรมแก่ผู้กระทําความผิดฐานกบฏและจลาจล พ.ศ. ๒๔๘๘ สรุปว่า เพื่อส่งเสริมการปกครองแผ่นดินตามระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคง จําเริญวัฒนาถาวรยิ่งขึ้น และเพื่อให้ประชาชนชาวไทยทั้งชาติจะได้สมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นี่คือเหตุผลในการออกพระราชกําหนดของท่านควง อภัยวงศ์ สําหรับพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมแก่ผู้กระทําการรัฐประหาร พ.ศ. ๒๔๙๐ นั้น กลุ่มงานวิชาการของสภาผู้แทนราษฎร ได้รวบรวมข้อมูลเอาไว้ว่า ในปี ๒๔๙๐ ได้มีกลุ่มทหารนอกราชการ นําโดย พลโท ผิน ชุณหะวัณ ทําการรัฐประหารรัฐบาล พลเรือตรี ถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น แล้วให้ท่านควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านขึ้นดํารง ตําแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยในคําปรารภของ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมดังกล่าวได้ระบุไว้ชัดเจน ดังนี้ครับท่านประธาน ในการทํารัฐประหารครั้งนี้คณะผู้ก่อการรัฐประหารมิได้มีความ ปรารถนาเป็นอย่างอื่น นอกจากที่จะแก้ไขขจัดความเสื่อมโทรมอันบังเกิดแก่ประเทศชาติ บําบัดความเดือดร้อนของประชาชน มิได้มุ่งที่จะทําเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือเพื่อบําเหน็จ ตอบแทนแต่ประการใด จึงเห็นเป็นการสมควรให้มีการนิรโทษกรรมแก่ผู้ทําการรัฐประหาร ท่านประธานครับ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมทั้ง ๒ ฉบับ ดังกล่าว สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของหัวหน้าพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ตัดสินใจ แก้ไขปัญหาบ้านเมือง เพื่อให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ ผมนํามาอภิปรายก็เพื่อ เป็นอนุสติแก่ทุกฝ่ายที่จะหยิบไปใช้ประโยชน์ตามสมควรแก่วุฒิภาวะของแต่ละท่าน ท่านประธานที่เคารพครับ มีการนิรโทษกรรมครั้งสําคัญอีก ๒ ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ มิได้รวบรวมข้อมูลให้กระผม คงเห็นว่ามิได้ออกเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกําหนด แต่กระผมกลับเห็นว่านี่แหละคือการนิรโทษกรรมครั้งสําคัญของประเทศไทย นั่นก็คือคําสั่ง สํานักนายกรัฐมนตรี ที่ ๖๖/๒๓ เรื่อง นโยบายการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ ลงนามโดย ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เป็นการยุติสงครามกลางเมือง ครั้งยิ่งใหญ่ที่ทําให้คนไทยเลิกฆ่าฟันกันเอง ออกจากป่ามาร่วมมือกันพัฒนาชาติไทย ท่านประธานครับ กระผมพอจะจําเหตุการณ์ในอดีตได้พอสมควร เพราะเริ่มเข้ารับราชการ ชั้นผู้น้อยในปลายปี ๒๕๑๕ ในกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทุก ๆ ปีในหลวง และพระราชินีของเรา ทรงทุกข์โสมนัสที่ต้องพระราชทานเพลิงศพทหาร ตํารวจ ฝ่ายปกครอง อส. รวมแล้วตายเป็นพัน ๆ ครับท่านประธาน ไม่นับรวมพี่น้องประชาชนที่จับอาวุธเข้าต่อสู้กับทางราชการ ไม่นับรวมทรัพย์สิน ของทางราชการที่เสียหาย อันไม่อาจประเมินค่าได้ เพราะฆ่าฟันกันเองนับสิบปี มีข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ตายในหน้าที่ ตั้งแต่ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้ว่าฯ ยังถูกฆ่านะครับ นายอําเภอ ทหาร ตํารวจ แต่มีนายอําเภอท่านหนึ่งรอดมาได้ ๑ คน คือนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตนายอําเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา มีคุณงามความดีสะสมจึงได้มาเป็น มท. ๑ ในปัจจุบัน มีการฆ่ากันตายมากมายดังกล่าว แล้วทําไมเลิกแล้วต่อกันครับท่านประธาน เพราะมีการอภัยต่อกัน มาร่วมมือกันพัฒนาชาติไทย หลักคิดของคําสั่งที่ ๖๖/๒๓ ก็คือปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง คําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๓ เป็นคําสั่ง ทางการเมือง มิใช่ออกเป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกําหนดอย่างไรเลย ซึ่งถ้าเป็นสมัยนี้ ก็คงมีผู้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญกันวุ่นวายไปหมดแล้ว ทําไมเราไม่แก้ไขปัญหาการเมือง ด้วยการเมือง ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์อ้างไว้อย่างสวยหรูในรายงานของ คอป. ทําไม ไม่เอามาใช้แก้ปัญหาบ้านเมือง ผลพวงของคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีที่ ๖๖/๒๓ ส่งผลให้มี คนดีมีคุณภาพที่ออกมาจากป่า มาประกอบสัมมาอาชีพอยู่กับครอบครัว เจริญมั่นคง ในหน้าที่การงาน หลายท่านมีโอกาสเป็น ส.ส. เป็น ส.ว. เป็นรัฐมนตรี เป็นรองนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยชาติบ้านเมืองในสภา ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบันนี้มีฝ่ายค้านหลายท่านได้ประโยชน์จากคําสั่ง ๖๖/๒๓ ผมขออนุญาตไม่เอ่ยนาม เพราะเป็นมารยาท แต่ยืนยันได้ว่าเขาเป็นคนดีมีคุณภาพ ถึงได้รับเลือกจากพี่น้องประชาชนเข้ามา ในฝ่ายรัฐบาลก็มีหลายท่าน ผมคงจะเอ่ยชื่อได้บ้าง เพราะอยู่ฝ่ายรัฐบาลด้วยกัน กระผมเข้าใจว่าคุณหมอเหวง โตจิราการ คงไม่ได้ไปจับอาวุธปืน ต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในป่า คงจะสร้างบุญกุศลในการรักษาคนเจ็บคนป่วยในป่าเอาไว้มาก ผลบุญจึงทําให้ท่านได้รับเลือกมาเป็นผู้แทนในปัจจุบัน ส่วนอาจารย์ธิดาก็มาเป็นประธาน นปช. ทําไมคําสั่ง ๖๖/๒๓ สามารถยุติสงครามกลางเมืองลงได้ ทั้ง ๆ ที่มีคนตาย นับพัน ๆ คน ทรัพย์สินเสียหายมากมายมหาศาล เป็นคําถามที่พวกเราทุกคนควรฉุกคิด ณ ปัจจุบันอุทาหรณ์ในอดีตยังสอนเราไม่เพียงพออีกหรือ ที่เราจะเมตตาและปรารถนาดี ต่อกัน อภัยต่อกัน เพื่อความเจริญพัฒนาของประเทศชาติของเรา
อีกฉบับหนึ่งครับท่านประธาน ที่อยู่นอกระบบที่ฝ่ายวิชาการของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้รวบรวมให้กระผม เพราะมิใช่เป็นพระราชบัญญัติและมิได้เป็นพระราชกําหนด นิรโทษกรรม แต่กระผมกลับเห็นว่านี่ล่ะคือกฎหมายนิรโทษกรรมที่แปลกที่สุดในโลก นั่นก็คือบัญญัติเอาไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ คือกฎหมายรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ ในปัจจุบันนี้ล่ะ มาตรา ๓๐๙ ที่ประชาชนทั่วไปทราบดีว่านี่คือการนิรโทษกรรมให้กับตัวเอง และพวกพ้อง ตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน ที่สําคัญครับยันอนาคต ถามว่าขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม ที่พวกท่านชอบอ้างกันไหม ขัดแน่นอน แต่ถามต่อไปว่า แล้วทําไมยังกอดกันไว้ เพราะ สมประโยชน์ใช่หรือไม่ เรามาหาทางออกให้กับบ้านเมืองได้แน่นอน ถ้ายอมรับความจริง ซึ่งกันและกัน ท่านประธานครับ
ประเด็นที่ ๒ ที่กระผมจะอภิปรายสนับสนุนร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ฉบับนี้ ก็คือการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในต่างประเทศจะสามารถประยุกต์ใช้กับการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งในประเทศไทยได้อย่างไร จากการที่ได้รับโอกาสไปเป็นกรรมาธิการ ในคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองแห่งชาติ ได้มีโอกาสศึกษา ข้อมูลการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีกรณีตัวอย่างที่เป็น ตัวแทนแต่ละทวีป เขาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ทําให้เกิดการฆ่าฟันกันบาดเจ็บล้มตาย มากมาย บางประเทศท่านประธานตายเป็นแสน ๆ เขาแก้ปัญหากันอย่างไรความขัดแย้ง ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศที่กระผมจะกล่าวโดยสังเขปต่อไปนี้ แม้จะคนละสังคมคนละวัฒนธรรม แต่ผลสุดท้ายที่เหมือนกันก็คือถ้าหวังจะให้บ้านเมืองสงบจะต้องอภัยต่อกัน จะฆ่ากันต่อไป ก็เชิญ แต่ถ้าอยากสงบเขาบอกว่าจะต้องอภัยต่อกัน กระผมจะยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหา แต่ละประเทศในทุกทวีปโดยสังเขปดังนี้ครับท่านประธาน แอฟริกาใต้มีการตั้งคณะกรรมการ นิรโทษกรรมคอมมิทที ออน แอมเนสตี้ (Committee on Amnesty) กระผมคิดว่าผู้คน ค่อนโลกรู้จัก เนลสัน มันเดลา (Nelson Mandela) รัฐบุรุษของโลก การให้อภัยของท่าน ทําให้แอฟริกาใต้สงบสุขมาจนทุกวันนี้ มีการตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูเยียวยา อินโดนีเซียกรณี อาเจะห์ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและผู้ถูกคุมขังซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีที่เกี่ยวเนื่องกับคดี การเมืองมีการตั้งองค์กรฟื้นฟูเยียวยา สหราชอาณาจักรกรณีไอร์แลนด์เหนือมีการปล่อยตัว นักโทษการเมืองที่ถูกตัดสินจําคุกจากการกระทําที่เป็นการก่อการร้าย และมีการชดเชย เยียวยาทั้งในรูปของตัวเงินและโครงการพัฒนาอาชีพ ประการสําคัญครับท่านประธาน รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ออกมาขอโทษชาวไอริสคาทอลิกอย่างเป็นทางการต่อเหตุการณ์ อาทิตย์เลือด ซึ่งสังคมโดยรวมก็ให้อภัยและไม่มีการนําตัวผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษบ้านเมืองเขา ถึงสงบ รวันดามีการสร้างกระบวนการทางวัฒนธรรมเพื่อเป็นการรําลึกถึงความสูญเสียจาก การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และป้องกันมิให้ความรุนแรงหวนคืนกลับมาอีก อาทิ สร้างพิพิธภัณฑ์ และอนุสรณ์สถาน การประกาศวันหยุดแห่งชาติและมีการเยียวยาผู้เสียหายตามที่ศาลกําหนด กล่าวโดยสรุปความขัดแย้งจนบาดเจ็บล้มตายจํานวนมากนั้นในต่างประเทศ บ้านเมืองสงบ ลงได้ด้วยการอภัยต่อกัน บางประเทศมีการเยียวยาทั้งทางจิตใจ อาชีพ การให้เกียรติด้วยการ ขอโทษ การทําบทเรียนเพื่อไม่ให้เกิดการกระทําซ้ํา ประเทศไทยของเราหาทางออก ได้บ้างไหมครับท่านประธาน หรือเราจะจมปลักอยู่กับความขัดแย้ง เราไม่ได้ทําร้ายประเทศไทย ของเราเกินไปหรือครับท่านประธาน
ประเด็นที่ ๓ ครับท่านประธาน การเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งในปัจจุบันของประเทศไทย ในแต่ละองค์กรที่มีส่วนเกี่ยวข้องกระผมขออนุญาต เริ่มโดยสังเขปตั้งแต่ท่านนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้ตั้ง คอป. ขึ้น และได้ออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจสอบและค้นหาความจริง เพื่อความปรองดองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๓ ระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีที่ท่านนายกอภิสิทธิ์ลงนามดังกล่าว มีถ้อยคําและข้อความในระเบียบที่น่าสนใจอย่างยิ่งครับท่านประธาน น่าสนใจต่อการแก้ไข ปัญหาความขัดแย้ง เพียงแต่เรายังไม่ได้นํามาใช้นํามาปฏิบัติ ซึ่งถ้านํามาใช้นํามาปฏิบัติ กระผมมั่นใจว่าปัญหาจะคลี่คลายไปได้อย่างแน่นอน หัวใจสําคัญของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ลงนาม ท่านใช้คําดังนี้ครับ ต้องมุ่งเน้นการใช้มาตรการ เชิงสมานฉันท์ รวมทั้งความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์และความยุติธรรมทางสังคม การฟื้นฟู และเยียวยาเหยื่อและผู้เสียหายเพื่อสมานบาดแผลทางสังคมและสร้างวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันอย่างสันติถ้อยทีถ้อยอาศัย และยอมรับความแตกต่างทางความคิดเพื่อส่งเสริม ให้เกิดความปรองดองในประเทศไทย ท่านประธานครับ อ่านตามแล้วรู้สึกเคลิ้มเหมือนผม ไหมครับ ไม่เป็นไรครับ เราต้องทําตามแนวคิดของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ให้ได้ให้สําเร็จ ผมหวังว่าเวทีปฏิรูปประเทศไทยของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์อาจจะนําแนวคิดนี้ ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ไปดําเนินการเพื่อให้เกิดความปรองดองต่อไป ในระเบียบ สํานักนายกรัฐมนตรีดังกล่าวมีคําอยู่ ๒ คํา ซึ่งเป็นศัพท์ทางเทคนิคกฎหมายที่จะต้องอธิบาย เพิ่มเติมและกระผมเห็นว่าอาจนํามาประยุกต์ใช้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในปัจจุบัน ถ้อยคํา ๒ ถ้อยคํานั้นคือความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เรสโตเรทีฟ จัสติค (Restorative justice) กับหลักความยุติธรรมทางอาญา คริมินอล จัสติค (Criminal justice) มีมาตรการ ในการลงโทษต่างกันอย่างไร ท่านประธานครับ เรื่องนี้อธิบายได้ว่าผู้กระทําความผิดที่มี เหตุจูงใจทางการเมืองหากนําเอาหลักความยุติธรรมทางอาญาที่มีมาตรการในเชิงลงโทษ แต่เพียงอย่างเดียวมาใช้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคงจะไม่สอดคล้องต่อ ปรัชญาในการลงโทษไม่ก่อให้เกิดความยุติธรรมและไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ การให้ความยุติธรรมทางกฎหมายกับทุกฝ่ายอย่างเหมาะสมรวมถึงการนําเอาหลักวิชาการ เกี่ยวกับความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์มาศึกษาและปรับใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของ ประเทศไทย โดยใช้หลักเมตตาธรรมด้วยการให้โอกาสแก่ทุกฝ่ายตามวิถีทางการเมืองระบอบ ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่มีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขก็จะนําพาประเทศชาติไปสู่ ความปรองดองได้ ท่านประธานครับ ในอดีตมีการใช้หลักความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ในประเทศไทยหรือไม่ ผมว่ามี มีมากด้วยแต่จะขอยกตัวอย่างที่เห็นชัดเจน ๒ ครั้ง ครั้งแรก คําสั่ง ๖๖/๒๓ ท่านประธานครับ คนตายเท่าไร บาดเจ็บนับพัน ๆ ในหลวง พระราชินี ของเราจะต้องมาพระราชทานเพลิงศพทุกปี ๆ ทรัพย์สินเสียหายนับไม่ถ้วน อย่างนี้ถ้าไม่ได้ ใช้ความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไม่อาจเกิดความสงบขึ้นได้อย่างแน่นอน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ คนตายมากมาย สูญหายก็เยอะ ทรัพย์สินเสียหายมากมาย ทั้งกองสลาก กรมประชาสัมพันธ์ มีการเผาสถานที่ราชการ ถ้าไม่ได้ใช้ความยุติธรรม เชิงสมานฉันท์ปัญหาจะสงบลงไหม ท่านประธาน มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่า แล้วผู้กระทําความผิดอาญา มาตรา ๑๑๒ จะหลุดด้วยหรือไม่ เมื่อสักครู่ผู้อาวุโสท่านหนึ่ง ได้อภิปรายผ่านไป พูดถึงมาตรา ๑๑๒ กระผมอยากจะทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกว่า กระผมเคยอภิปรายในสภาแห่งนี้ว่า มาตรา ๑๑๒ เป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติขึ้นเพื่อปกป้องสถาบันหลักของเรา กฎหมาย นิรโทษกรรมไม่อาจครอบคลุมถึงความผิดมาตรา ๑๑๒ ส่วนการจะขอพระราชทานอภัยโทษ ในกรณีนี้เป็นอีกกรณีหนึ่ง ประการสําคัญถ้ายังจํากันได้ ในการพิจารณาญัตติการเสนอให้มี การจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ถ้าจํากันได้ แต่ละพรรคการเมืองในขณะนั้น หัวหน้าพรรคของผมในขณะนั้นท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ มาประกาศชัดเจนครับ พรรคเพื่อไทยจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ การที่จะออกกฎหมายที่จะไปยกเว้นโทษในมาตรา ๑๑๒ โดยที่พรรคจะพิจารณาเรื่องนี้ อย่างถ่องแท้ไม่ได้ พรรคยืนยันชัดเจนครับ ว่าไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๑๒ ผมยังจําในสิ่งที่ ท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ ให้สัมภาษณ์ในขณะนั้นได้ ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ได้ตั้ง คอป. โดยมีท่านคณิต ณ นคร เป็นประธาน คอป. มาถึงสมัยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ท่านก็ยอมรับการดําเนินการของ คอป. มาอย่างต่อเนื่อง คอป. ได้จัดทํารายงานผลการศึกษา ซึ่งแยกออกได้ ๒ ส่วนท่านประธาน ส่วนแรกเป็นการค้นหาความจริงของเหตุการณ์ เดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ ส่วนที่ ๒ เป็นรายงานสาเหตุแห่งความขัดแย้งและ ข้อเสนอแนะเพื่อยุติความขัดแย้ง เพื่อสร้างความปรองดอง มีข้อสังเกตในรายงานของ คอป. ที่คนทั่วไปมิได้กล่าวถึงมากนักในขณะนี้ ก็คือ คอป. ได้วิเคราะห์สาเหตุแห่งความขัดแย้ง ทางการเมือง เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง มิได้เกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง นอกจากนี้ยังระบุ สาเหตุของความขัดแย้งประการหนึ่ง เกิดจากการละเมิดหลักนิติธรรม ทั้งก่อนและหลัง รัฐประหาร รายงานระบุไว้ชัดเจนในบทสรุปผู้บริหาร หน้าที่ ๒๙ ผมบันทึกไว้ คอป. เสนอ ให้มีการเยียวยาอย่างทั่วถึง รวมทั้งคืนความชอบธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก การกระทําที่ขัดกับหลักนิติธรรม ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสําคัญต่อการลดความขัดแย้ง ปรากฏ ในรายงานข้อ ๕.๒.๔ ในบทสรุปผู้บริหาร แฟ้มที่ ๒ หน้าที่ ๒๗ ประการสําคัญครับ ท่านประธาน คอป. ได้เสนอแนะให้หัวหน้ารัฐบาลขณะเกิดเหตุ ก็คือรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ และรัฐบาลปัจจุบันคือรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ออกมา ขอโทษประชาชนที่เกิดเหตุการณ์บาดเจ็บล้มตายในการชุมนุมทางการเมือง เนื่องจากรัฐบาล ขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการจัดความขัดแย้งโดยสันติวิธี รายงานบทสรุปผู้บริหาร หน้าที่ ๒๘ ครับท่านประธานครับ เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ สาธารณชนมิได้นํามาเป็นประเด็น วิพากษ์วิจารณ์ต่อ มีแต่ข่าวของศาลของท่านประธานหรือหนังสือของท่านประธาน คอป. ที่ได้แนะนําเป็นความเห็นส่วนตัว มิได้เป็นส่วนหนึ่งของรายงาน คอป. กระผมจึงมิได้ นําความเห็นส่วนตัวของประธาน คอป. มากล่าวถึง ท่านประธานที่เคารพครับ แล้วรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ทําอย่างไรต่อกับรายงานของ คอป. รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ได้ตั้ง ปคอป. ขึ้น เพื่อพิจารณาดําเนินการตามข้อเสนอแนะของ คอป. ซึ่ง ปคอป. มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานมาตั้งแต่สมัยท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และปัจจุบันท่านจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รับช่วงต่อ ปคอป. ได้ดําเนินการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งมาเป็นลําดับ และปัจจุบัน ปคอป. ได้ดําเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีจัดให้มีการสานเสวนาหาทางออกประเทศไทย ๑๐๘ เวทีทั่วประเทศตามข้อเสนอของ คอป. สถาบันพระปกเกล้า และคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งกระผมจะได้กล่าวในโอกาสต่อไป ในประเด็นที่ ๓ นี้ มีองค์กรอะไรอีกที่เข้ามามีส่วนเสนอแนะต่อการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งมีอีกหลายองค์กร แต่ผมคงจะยกองค์กรของสภาผู้แทนราษฎรเรา สภาผู้แทนราษฎรได้เห็นชอบ ให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ โดยมี พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นประธาน กระผมเป็นเลขานุการ ผลการศึกษาของ คณะกรรมาธิการได้รายงานต่อสภาผู้แทนราษฎร และรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีสรุปได้ดังนี้ กรรมาธิการได้รับความร่วมมือจากสถาบันพระปกเกล้ารับไปศึกษาวิจัยในหัวข้อ อะไรคือ รากเหง้าของความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และมีปัจจัยหรือกระบวนการใด ที่จะทําให้คนในสังคมกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าก็ได้มี ข้อเสนอแนะทั้งในระยะสั้นและระยะยาว สรุปได้ดังนี้
ในระยะสั้น ให้มีการจัดการกับความจริงของเหตุการณ์รุนแรงที่นํามาซึ่ง ความสูญเสีย การให้อภัยแก่การกระทําที่เกี่ยวข้อง ผ่านกระบวนการนิรโทษกรรม คดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การเสริมสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการ ยุติธรรม ประการสําคัญครับท่านประธาน สถาบันพระปกเกล้าได้ขอให้นํารายงาน ของสถาบันไปจัดพูดคุยหาทางออกให้กับประเทศทั่วประเทศอย่างกว้างขวาง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรรับทราบ และรายงานไปยังคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๕๕ คณะรัฐมนตรีทําอย่างไรครับท่านประธาน คณะรัฐมนตรีรับไปดําเนินการต่อ โดยมีมติ คณะรัฐมนตรีมอบให้ ปคอป. ไปดําเนินการสานเสวนาหาทางออกประเทศไทย ซึ่ง ปคอป. โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน รับมาเป็นหลัก แต่ไม่อยากให้เกิด ข้อโต้แย้งในสังคมว่า กินเองชงเองไม่เป็นกลาง จึงได้ขอให้สถาบันการศึกษา ระดับอุดมศึกษา หลายสถาบันรับไปดําเนินการสานเสวนา ๑๐๘ เวทีทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ ๑๐ มิถุนายน ถึงวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ ที่ผ่านมาหยก ๆ ครับท่านประธาน มีผู้เข้าร่วมเวที ทั่วประเทศ ๑๐๑,๖๘๓ คน ที่จังหวัดนครพนมของผม กระผมก็ไปสังเกตการณ์ การสานเสวนา ซึ่งทําตามหลักวิชาการ ตามระเบียบวิธีวิจัย มิได้มีการแทรกแซงใด ๆ จากฝ่ายอื่น นอกจากฝ่ายวิชาการ ดําเนินการ ตามหลักระเบียบวิธีวิจัยโดยถูกต้อง ผลการ สานเสวนามีเรื่องที่น่าอัศจรรย์ครับท่านประธาน ผมฟังแล้วยังอดตื่นเต้นไม่ได้ ผลการ สานเสวนาข้อหนึ่งในหลายข้อมีความเห็นของประชาชนทั่วประเทศที่เสนอแนวทางแก้ไข ปัญหาความขัดแย้งเฉพาะหน้า ท่านประธานทราบไหมครับ ประชาชนเขาเสนออะไร ๙๓.๓๙ เปอร์เซ็นต์ คนไทยทั้งประเทศขอให้คนไทยมีเมตตา อภัย และปรารถนาดีต่อกัน ตามพระราชดํารัส ของในหลวงของเรา ท่านประธานครับ กระผมเคยอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ เมื่อไม่นานมานี้ว่า ในหลวงของเราทรงอัจฉริยะ ทรงค้นพบหัวใจของปัญหาของบ้านเมือง ขณะนี้ นั่นคือปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมือง ทรงสะท้อนความคิดของพระองค์ท่านออกมา ให้คนไทยได้รับรู้ในเวลาสําคัญไล่เลี่ยกัน ข้อความทํานองเดียวกัน ท่านต้องกลั่นออกมาจาก พระทัยของท่านแน่นอน เพราะออกมาใน ๒ วันสําคัญ ครั้งแรกพระบรมราโชวาทในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ วันเฉลิมพระชนมพรรษา ท่านว่าสําคัญไหมวันเฉลิมพระชนมพรรษา สําคัญอย่างยิ่งสําหรับคนไทยทั้งชาติ ครั้งที่ ๒ ห่างกันไม่ถึงเดือน ไม่ถึงเดือนนะครับ ท่านประธาน วันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๕ ในหลวงทรงพระราชทานพรปีใหม่แก่คนไทย ทั้งประเทศ สาระโดยสรุปของพระราชดํารัสของในหลวงของเราก็คือ ทรงอยากเห็นคนไทย มีเมตตาและปรารถนาดีต่อกัน เราคนไทยซึ่งเป็นลูกของพ่อหลวงนี้ อ้างว่าจงรักภักดี กันทั้งนั้น ทําถวายพระองค์ท่านได้บ้างไหม น่าเป็นเรื่องอัศจรรย์จริง ๆ ที่คนไทยที่เข้าร่วม เสวนา ๑๐๘ เวทีทั่วประเทศ มีความเห็นออกมาข้อหนึ่ง อยากเห็นคนไทยมีเมตตา และปรารถนาดีต่อกัน ท่านประธานครับ ต่อมาวันที่ ๒๕ กรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่นานนี้ครับ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ให้สัมภาษณ์ ถึงเรื่องการสร้างความปรองดอง สรุปว่า วัฒนธรรมประเพณีของเราเป็นเรื่องหนึ่งที่คิดว่า การปรองดองเป็นสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์ สิ่งใดที่สามารถอภัยให้กันและกันได้เป็นสิ่งที่ดี ท่านให้ความเห็นไว้ สมกับเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง อะไรที่สะท้อนออกมาอีกที่อยากจะเห็น บ้านเมืองปรองดอง วันที่ ๔ สิงหาคมที่ผ่านมา นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อํานวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่ามีการประเมินว่า การชุมนุมระยะสั้น ๆ จะกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจระดับ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ แต่หากมี การปะทะกันแต่ไม่ถึงขั้นรุนแรง จะกระทบเศรษฐกิจระดับ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ เพราะประชาชน ไม่มีอารมณ์ไปท่องเที่ยวและช้อปปิ้ง (Shopping) ซื้อของ แต่หากการชุมนุมยืดเยื้อเป็นเดือน และสถานการณ์รุนแรงขึ้นจะกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ลดลงไม่ต่ํากว่า ๐.๕ เปอร์เซ็นต์จากเดิมที่มีการประเมินไว้ ๔.๓ เปอร์เซ็นต์ ประการสําคัญครับท่านประธาน นักท่องเที่ยวจะลดลงโดยการยกเลิกแผนการเที่ยวประเทศไทย ขณะที่ภาคส่งออก ลูกค้า ก็ไม่กล้ามีคําสั่งซื้อ เพราะกังวลว่าผู้ประกอบการไม่สามารถส่งสินค้าได้ตามกําหนด ท่านประธานคงทราบดีครับว่า รายได้จากสาขาการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักที่สําคัญ ของประเทศ ปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมาทั้งปี เรามีนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้านเราถึง ๒๒.๓ ล้านคน ปี ๒๕๕๖ แต่ละเดือนนักท่องเที่ยวเข้ามาบ้านเราเดือนละไม่ต่ํากว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน รายได้ปีละ ๒ ล้านล้านบาท ครึ่งหนึ่งของงบประมาณของแผ่นดินอยู่ใกล้แค่เอื้อม อยู่ที่ว่าเราจะทําลายอนาคตของประเทศด้วยการขัดแย้งไม่รู้จบ หรือว่าเราจะปรองดองกัน เพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย ให้กับลูกหลาน ท่านประธานครับ ขณะนี้มีการพยายาม ปลุกม็อบ (Mob) อภิปรายในม็อบ ยั่วยุ ใช้ถ้อยคํารุนแรง หยาบคายอย่างไม่เคยปรากฏ มาก่อน มีการยุยงให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร โชคดีที่ท่าน ผบ.ทบ. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกมาปฏิเสธถึงสองครั้งสองครา ท่านประธานที่เคารพครับ ณ สถานการณ์ วันนี้ฝ่ายประชาธิปไตยเอง ซึ่งประกาศจุดยืนมาตลอดว่ายึดมั่นในระบบรัฐสภา กลับทํา ทุกวิถีทางทั้งในและนอกสภา เพื่อไม่ให้กระบวนการทางกฎหมายเดินไปได้ตามระบบ แม้จะเกิดความรุนแรงขึ้นในบ้านเมืองก็ยังกล้ากระทํา ท่านประธานครับ ปีนี้ผมอายุ ๖๑ แล้ว เห็นความบอบช้ําของบ้านเมืองมามาก รู้สึกหดหู่ใจ บ้านเราตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดีที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ ในน้ํามีปลาในนามีข้าว มีความอุดมสมบูรณ์ ทุกอย่างดีหมด เสียอย่างเดียว คนไทยเราไม่สามัคคีกัน เราเสียกรุง ๒ ครั้ง ในอดีต แต่ขณะนี้ความบอบช้ําจากความขัดแย้ง ในบ้านเมืองเวียนมาซ้ําแล้วซ้ําเล่า กระผมได้มีโอกาสดูลูกหลานเยาวชนของชาติ ร้องเพลง เพลงหนึ่งครับท่านประธาน ซึ่งเข้ากับบรรยากาศ ณ ขณะนี้ ดูแล้วฟังแล้วน้ําตาไหลไม่รู้ตัว ดูแล้วฟังแล้วเป็นสิบครั้ง เราซึ่งเป็นตัวแทนประชาชน จะร่วมกันแก้ไขปัญหาของ ประเทศชาติอย่างไร เราจะผลักภาระให้กับลูกหลานตาดํา ๆ ตัวน้อย ๆ ได้รับความทุกข์ยาก จากการกระทําของพวกเราหรือ กระผมอยากให้ท่านทั้งหลายฟังความในใจของลูกหลาน เยาวชน โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ชั้น ป.๑ ถึง ป.๓ ร้องเพลงธงชาติ ซึ่งเข้ากับบรรยากาศ บ้านเมืองในปัจจุบัน ขออนุญาตท่านประธานเปิดคลิป เพราะผมขออนุญาตไว้แล้ว
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปวิดีโอ)
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใช้เวลา อีกเล็กน้อยครับ ประเด็นสําคัญก็คือเราจะส่งมอบประเทศให้กับลูกหลานของเราอย่างไร ผมคิดว่ามีวิธีเดียวคือยึดมั่นพระบรมราโชวาทของในหลวงที่ทรงอยากเห็นคนไทยมีเมตตา และปรารถนาดีต่อกัน
กล่าวโดยสรุปจากเหตุผล ๓ ประเด็นที่กระผมนําเสนอที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการนิรโทษกรรมในอดีต ซึ่งแม้กระทั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตก็เคยออก ทั้งพระราชกําหนดและพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมเพื่อสร้างความสามัคคีในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทั่วโลกยุติลงได้ก็ด้วยการให้อภัย ต่อกัน ไม่ว่าจะเป็นการเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของแต่ละองค์กร ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ประการสําคัญที่สุดเราควรน้อมนําพระบรมราโชวาทของในหลวง ที่ทรงอยากเห็นคนไทยมีเมตตาและปรารถนาดีต่อกัน ทั้งหมดทั้งปวงสอดคล้องเป็นเหตุเป็นผล ที่กระผมจะรับหลักการร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมฉบับของนายวรชัย เหมะ และคณะ ซึ่งเป็นการเปิดประตูสู่การปรองดอง ก้าวต่อไปคือการให้ความร่วมมือกับการปฏิรูปการเมือง ตามข้อเสนอของท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อส่งมอบประเทศไทยให้กับ ลูกหลานของเรา รองรับการเป็นเออีซี รองรับการเป็นศูนย์กลางอาเซียน รองรับการเป็น ศูนย์กลางภูมิภาค กระผมขอรับหลักการร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้ครับ ขอขอบคุณครับ