จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติและขออนุญาตเกริ่นบางประเด็นก่อนเข้าสู่เนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ โดยแสดงความไม่พอใจที่นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ใช้สิทธิในฐานะผู้นำเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรในการถอนร่างกฎหมายนี้ออกไป และกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีเป็นตัวคนเป่านกหวีดที่เรียกร้องคนออกมาชุมนุมต่อต้านกฎหมายนี้ นอกจากนี้เขายังแสดงความเสียใจที่นายกรัฐมนตรีและประธานไม่ตอบรับข้อเสนอของเขา และคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมของผู้แทนราษฎรของรัฐบาล โดยอ้างว่ากฎหมายไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และไม่ให้ประโยชน์กับประชาชน แต่จะทำลายระบบนิติรัฐและหลักนิติธรรมของประเทศ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะเกริ่นนํากับท่านประธานบางประเด็น ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้
ในประการแรกขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานครับว่าผมดีใจที่ได้ยิน ท่านนายกรัฐมนตรีประกาศต่อสาธารณชน ถือว่าเป็นครั้งแรก ๆ ที่บอกว่าจะเข้าร่วม การประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่ากระผมเสียใจ เสียใจอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ก็คือ เสียใจที่เห็นท่านนายกรัฐมนตรีมาแป๊บเดียว แล้วก็ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ในสภามาร่วมประชุมกับพวกเราหรือไม่ เสียใจประการที่ ๒ ก็คือครั้งแรก ๆ ที่ นายกรัฐมนตรีประกาศว่าจะมาร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร มาในวันที่มีการพิจารณา กฎหมายที่เป็นประโยชน์กับพวกพ้องรอบตัวนายกรัฐมนตรี ผมขออนุญาตกราบเรียน กับท่านประธานว่าโดยส่วนตัวผมเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง ความจริงถ้าเรา จะได้ย้อนกลับไปดูสถานการณ์ก่อนหน้านี้ไม่ยาวนัก จะเห็นว่าสถานการณ์บ้านเมืองน่าจะ ตกอยู่ในสภาพที่ปกติ มีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นบ้างก็ไม่ถึงขั้นที่เรียกว่า อยู่ในภาวะที่ไม่ปกติ แต่ว่าสถานการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าประเทศไทย ของเราได้ก้าวเข้าสู่ภาวะที่ไม่ปกติ ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่ามันมีต้นเหตุของปัญหา แล้วก็ มีต้นตอของที่มาที่ไป ต้องยอมรับความจริงว่าต้นเหตุที่มาของความไม่ปกติทางการเมืองอยู่ที่ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่มีความพยายามที่จะผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎรในวันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราจะแก้ปัญหาความไม่สงบที่กําลังก่อตัวขึ้น และอาจจะนับหนึ่งไปสู่การเกิดวิกฤตรอบใหม่ของประเทศ ผมคิดว่าเราต้องไปแก้ที่ต้นเหตุ ต้นเหตุง่าย ๆ สั้น ๆ ตรงไปตรงมาก็คือการถอนร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ออกไปจาก การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งผมรู้ว่าเป็นเรื่องยาก แต่ยังมีความหวัง แล้วพวกกระผม ก็ยังใช้ความพยายามในการที่จะดําเนินการอยู่ อย่างน้อยที่สุดบุคคลคนหนึ่งที่ผมคิดว่า เป็นผู้ที่จะสามารถเข้ามามีบทบาทสําคัญในการที่จะช่วยผลักดันปลดชนวนวิกฤตของ ประเทศที่อาจจะเกิดขึ้นรอบใหม่ได้ นั่นก็คือตัวนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีอาจจะบอกว่า ท่านเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจจะบอกว่าการถอน กฎหมายเป็นเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร แต่เราต้องยอมรับความจริงเหมือนกับที่พวกเรา พูดกันโดยต่อเนื่องว่าประเทศของเราปกครองโดยระบบรัฐสภา เมื่อปกครองโดยระบบ รัฐสภา แน่นอนนอกจากเรามีผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เราก็มีผู้นําเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร ผู้นําเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรก็คือตัวนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีย่อมอยู่ในฐานะที่จะมาขจัดปัดเป่าความไม่สงบเรียบร้อยที่กําลัง ก่อตัวและมีแนวโน้มว่าจะก่อตัวทวีความรุนแรงยืดเยื้อยาวนานออกไปได้ สิ่งหนึ่งที่กระผม ขออนุญาตที่จะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า ผู้เสนอกฎหมายอาจจะบอกว่าย่อมเป็น สิทธิของท่านในการเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ และนายกรัฐมนตรีอาจจะให้เหตุผลว่า ย่อมเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญในการที่จะเสนอกฎหมาย แต่ท่านประธานต้องไม่ลืมว่า ก็ย่อมเป็นสิทธิทางการเมืองของผู้นําเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเช่นเดียวกันในการ ที่จะใช้สิทธิในทางการเมืองเพื่อร้องขอให้ผู้เสนอกฎหมายสามารถที่จะถอนกฎหมายฉบับนี้ ออกไปได้ เพื่อเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมืองที่นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ โดยตรง และเพื่อเห็นแก่หลักการบริหารราชการแผ่นดินในระบบนิติรัฐของประเทศ ในระยะยาว เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาที่กระผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า เสียดายที่นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ใช้สิทธิในทางการเมืองในฐานะผู้นําเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎรของท่าน เพราะฉะนั้นถ้าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงหรือความไม่สงบ บานปลายเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ผมกราบเรียนกับท่านประธานเลยครับ คนเป่านกหวีด ไม่ใช่ผู้นําในการชุมนุม แต่คนเป่านกหวีดตัวจริงที่เรียกร้องคนออกมาชุมนุมต่อต้านกฎหมาย ฉบับนี้คือรัฐบาลและตัวผู้นําเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร หรือตัวนายกรัฐมนตรีนั่นเอง นี่คือประการเบื้องต้นที่ขออนุญาตที่จะกราบเรียนกับท่านประธาน
ขอย้อนไปอีกนิดหนึ่งถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าครับ ขออนุญาตกราบเรียนกับ ท่านประธานว่าผมเสียใจที่นายกรัฐมนตรีและประธานไม่ตอบรับข้อเสนอของพวกกระผม ที่จะให้มีการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรผ่านโทรทัศน์ช่อง ๑๑ เพื่อพิจารณา กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ ข้ออ้างก็คือ เหตุผลประการที่หนึ่ง ท่านบอกว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่กฎหมายสําคัญ แน่นอนผมเชื่อท่านครับว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ใช่กฎหมายสําคัญสําหรับ ประเทศและประชาชนส่วนใหญ่โดยรวม แต่ท่านประธานต้องไม่ลืมครับว่าหัวใจสําคัญ ก็คือกฎหมายฉบับนี้มันจะนําไปสู่การทําลายระบบนิติรัฐและหลักนิติธรรมของประเทศ
ท่านอ้างเหตุผลประการที่ ๒ ท่านบอกว่าที่ไม่ถ่ายทอดเพราะว่าติดกฎหมาย ความมั่นคง ผมกราบเรียนกับท่านประธานเลยครับว่าเหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้น ที่กราบเรียนกับ ท่านประธานว่าเหตุผลนี้ฟังไม่ขึ้นก็เพราะว่าไม่ว่ากฎหมายฉบับไหนก็ไม่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญมาตรา ๕๖ ระบุไว้ชัดเจนครับ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยราชการ แน่นอนต้องรวมถึงสิทธิในการรับรู้ ข้อมูลข่าวสารและการดําเนินการของตัวแทนของประชาชนในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรด้วย และตามข้อบังคับข้อ ๑๑ ที่พวกเราเถียงกันเมื่อเช้าก็พูดชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของประธาน ในการที่จะต้องถ่ายทอดการประชุมเพื่อให้ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร โดยทั่วถึงทั่วประเทศ แต่ข้ออ้าง ๒ ข้อ ๑. กฎหมายไม่สําคัญ ๒. ติดพระราชบัญญัติ ความมั่นคง ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าเป็นเจตนาที่ต้องการปิดหูปิดตาประชาชน ไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับรู้หลักเหตุผลที่แท้จริงในการที่พวกเราจะทําหน้าที่ว่าเหตุใด เราจึงคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมของผู้แทนราษฎรซีกรัฐบาลในวันนี้ แต่ที่สําคัญที่ผม ต้องกราบเรียนกับท่านประธานเป็นเบื้องต้นตั้งแต่ตอนนี้ก็คือว่าท่านปิดหูปิดตาประชาชน ไปแล้ว แต่ที่สําคัญท่านต้องไม่ปิดปากตัวแทนประชาชน ขอกราบเรียนกับท่านประธานตรงนี้ ว่าพวกกระผมทุกคนที่เตรียมตัวมาสําหรับที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็นคัดค้านกฎหมาย ฉบับนี้ ต้องได้สิทธิในการที่จะอภิปรายเพื่อแสดงความเห็นทําหน้าที่แทนประชาชนได้ทุกคน อันนี้ก็คือเบื้องต้นที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธาน สุดท้ายที่ขออนุญาตเรียน ท่านประธานที่เคารพก็คือว่าที่พวกกระผมประกาศว่าเราจะคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ถึงที่สุด ทั้งในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรและนอกสภา ขออนุญาตกราบเรียนว่าที่เราทําเช่นนั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการที่จะล้มล้างรัฐบาลแต่อย่างใดทั้งสิ้น ในทางตรงกันข้ามพวกกระผม เชื่อว่าถ้าตราบใดที่รัฐบาลยังย่ามใจกระทําการทุจริตกระทําผิดกฎหมาย ไม่นานครับรัฐบาลนี้ ก็จะต้องล้มและมีอันเป็นไปด้วยพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเยี่ยงนี้ของรัฐบาล ด้วยตัวเอง แต่ที่พวกกระผมต้องคัดค้านกฎหมายฉบับนี้ทั้งในและนอกสภาที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าพวกกระผมเห็นโดยสุจริตว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์กับประชาชน อย่างแท้จริงโดยส่วนรวม แต่ในทางตรงกันข้ามกลับทําลายระบบนิติรัฐและหลักนิติธรรม ของประเทศ และขณะเดียวกันในการดําเนินการของพวกกระผมนอกสภา ขออนุญาต กราบเรียนกับท่านประธานว่าพวกเราดําเนินการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมาย รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ระบุไว้ชัดเจนว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ พวกกระผมก็ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ ขณะเดียวกันพวกกระผม ก็ปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา ๑๐ ที่ระบุภารกิจหน้าที่ในฐานะที่พวกกระผม เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอย่างชัดเจนว่าพรรคการเมืองย่อมมีหน้าที่ในการที่จะต้องให้ ข้อมูลและให้ความรู้ทางการเมืองกับประชาชน เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่ขออนุญาต กราบเรียนเบื้องต้นกับท่านประธานว่าที่พวกเราดําเนินการคัดค้านเรื่องนี้ทั้งในและนอกสภา ก็โดยอาศัยสิทธิตามรัฐธรรมนูญและภารกิจที่เราจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายพรรคการเมือง ท่านประธานครับ ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าพวกระผมไม่รับหลักการกฎหมาย นิรโทษกรรมฉบับนี้ ไม่รับหลักการด้วยเหตุผลอย่างน้อย ๗ ประการครับ
ประการที่ ๑ ที่พวกกระผมไม่รับหลักการ เพราะเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ มีเจตนาบิดเบือนข้อเท็จจริง เริ่มต้นตั้งแต่ระบุข้อมูลและรายละเอียดไว้ทั้งในเหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๒ บังคับไว้ว่าการเสนอร่างพระราชบัญญัติจะต้องมีบันทึกวิเคราะห์ สรุปสาระสําคัญของร่างพระราชบัญญัติประกอบมาด้วย เหตุผลที่กระผมกราบเรียน กับท่านประธานว่าการระบุข้อมูลที่เขียนไว้ในเหตุผลและบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสําคัญ ของร่างพระราชบัญญัติเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงก็เพราะว่าถ้าท่านประธานไปอ่านเหตุผล ที่เขียนไว้ ท่านประธานจะเห็นข้อเท็จจริงอย่างน้อย ๒ ประการ ประการที่ ๑ เหตุผลที่ระบุว่า เนื่องจากสังคมไทยที่ผ่านมาอยู่ในสภาวะที่สร้างความแตกแยกทางความคิดมีการแบ่งฝัก แบ่งฝ่ายให้แก่คนในชาติบ้านเมืองไม่เคารพในระบอบประชาธิปไตยมีการชุมนุมประท้วง รัฐบาลนําไปสู่การยึดอํานาจการปกครอง เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๙ ประการนี้ผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าเป็นการเจตนาบิดเบือนกล่าวข้อเท็จจริง ไม่ครบถ้วน ที่บอกว่ากล่าวข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วนก็เพราะเหตุว่าการชุมนุมประท้วง ก่อนเกิดเหตุการณ์ปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ นั้นไม่ได้เกิดขึ้น เพราะเหตุสาระสําคัญของการไม่เคารพประชาธิปไตย แต่เพราะมีการประท้วงพฤติกรรม การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในยุคนั้น คือรัฐบาลทักษิณ เนื่องจากรัฐบาลในยุคนั้นมีการทุจริตคอรัปชั่นแก้กฎหมายเพื่อให้ธุรกิจตนเองและครอบครัว สามารถขายสินทรัพย์ทํากําไรได้มากมายมหาศาล มีการแทรกแซงองค์กรอิสระและ พฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลยุคนั้นนั่นเองที่กลายเป็นเงื่อนไขและสร้าง ความชอบธรรมให้ผู้ยึดอํานาจนําไปกล่าวอ้างเป็นเหตุผลในการยึดอํานาจการปกครอง แผ่นดิน โดยอ้างเหตุผล ๔ ข้อ ท่านประธานคงจําได้
ข้อที่ ๑ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินระบุว่าที่เขาต้องยึดอํานาจเพราะ สังคมแตกแยกมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายรุนแรง
ข้อที่ ๒ มีการทุจริตคอร์รัปชันในคณะรัฐบาล
ข้อที่ ๓ การบริหารราชการแผ่นดินมีพฤติกรรมการแทรกแซงทุกองค์กร
และในข้อที่ ๔ ระบุว่ามีการปล่อยให้เกิดกรณีการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง นี่คือเหตุผล ๔ ข้อที่รัฐบาลยุคนั้นสร้างเงื่อนไขจนกระทั่ง คณะยึดอํานาจการปกครองแผ่นดินนําไปเป็นเหตุผลในการยึดอํานาจ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นประการที่ ๑ ที่ผมคิดว่าต้องทําความเข้าใจและผมเห็นโดยสุจริตว่า การเขียนถ้อยคําในเหตุผลของกฎหมายฉบับนี้นับ ๑ ก็บิดเบือนกล่าวข้อเท็จจริงทั้งหมด ไม่ครบถ้วนและเป็นที่มาที่ผมกราบเรียน ผมไม่อาจรับหลักการกฎหมายนี้ได้
ประการที่ ๒ เหตุผลที่เขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ระบุไว้อีกท่อนหนึ่งว่า จึงสมควรให้มีการนิรโทษกรรมแก่ประชาชนในกรณีดังกล่าวเพื่อการให้โอกาสแก่ประชาชน ซึ่งเป็นพลเมืองของประเทศและเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย โดยใช้หลักนิติธรรม อันจะเป็นรากฐานที่ต่อการลดความขัดแย้งและสร้างความปรองดองของคนในชาติ แปลง่าย ๆ ว่าอ้างเหตุผลว่าสมควรนิรโทษกรรมเพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ เพื่อธํารงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ๓. เพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับคนในชาติซึ่งกระผม กราบเรียนว่าผมคิดว่าไม่ใช่ทั้ง ๓ ข้อ และโดยความเป็นจริงตรงข้ามกับความเป็นจริง ทั้ง ๓ ข้อ ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลประการแรกที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานว่าทําไมกระผม จึงไม่รับหลักการกฎหมายฉบับนี้ เหตุผลประการที่ ๒ ถ้าท่านประธานจะไปดูที่หลักการ ท่านประธานจะเห็นชัดเจนเลยครับว่า การเขียนหลักการเป็นการหมกเม็ด หมกเม็ดตั้งแต่ ชื่อร่างพระราชบัญญัติเลยครับ แล้วก็มาหมกเม็ดที่หลักการ หมกเม็ดอย่างน้อย ๒ เม็ด ท่านประธานไปดูสิครับ ชื่อร่างพระราชบัญญัติเขียนไว้อย่างไรครับ ร่างพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออก ทางการเมืองของประชาชน
หลักการ ให้มีกฎหมายว่าด้วยนิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทําความผิดเนื่องจาก การชุมนุมทางการเมือง ขีดเส้นใต้ เนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออก ทางการเมืองของประชาชน
แต่เวลาลงมาอยู่ที่เนื้อหา ไม่ใช่แล้วครับ ที่กระผมกราบเรียนว่าหมกทั้ง ๒ เม็ด เม็ดที่ ๑ การเขียนกฎหมายฉบับนี้รวมคดีก่อการร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดีก่อการร้ายที่มีบุคคลที่อยู่นอกประเทศ เป็นผู้ต้องหารวมอยู่ด้วย นั่นก็คือมีคดีที่อัยการ ได้สั่งฟ้องแล้วทั้งหมด ๒๖ รายในคดีก่อการร้าย จําเลยที่ ๑ ในคดีนี้ก็คือบุคคลที่อยู่ นอกประเทศกับพวกอีก ๒๕ คน มาตรา ๓ เขียนว่า ให้บรรดาการกระทําใด ๆ ของบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม ทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง หรือบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง ชื่อร่างบอกว่าเกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุมทางการเมือง แต่พอมาถึงเนื้อหา มาตรา ๓ เขียนไว้ชัด ให้บรรดาการกระทําใด ๆ ของบุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองถือว่าได้รับ การนิรโทษกรรมด้วย บุคคลที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองอย่างน้อยที่สุด ๑ คนที่ถูก ส่งฟ้องดําเนินคดีถึงขั้นอัยการสั่งฟ้องแล้วก็คือคนที่อยู่ต่างประเทศ ผมไม่ประสงค์ จะเอ่ยนามครับ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนทราบได้เป็นอย่างดี ตรงนี้จึงเป็นประเด็นที่กระผม กราบเรียนกับท่านประธานว่าหมกเม็ดที่ ๑ หลักการ ไม่เขียนถึงผู้อยู่นอกประเทศ ไม่ได้เขียนถึงผู้ไม่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง ชื่อร่างไม่ได้เขียนถึงผู้ไม่เข้าร่วมชุมนุม ทางการเมือง แต่เนื้อในบอกว่านิรโทษกรรมผู้ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองด้วย
เม็ดที่ ๒ ครับ ผู้ที่ไม่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองด้วยมีอยู่จํานวนหนึ่งที่กระทํา ความผิดในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตาม มาตรา ๑๑๒ หลายคนไม่ได้มาชุมนุม แต่กล่าวด้วยวาจา ไม่ว่าด้วยวิธีใดตามที่ระบุไว้ในกฎหมาย มาตรา ๓ ของกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นแปลว่าบุคคลเหล่านี้ก็ย่อมเข้าข่ายในการที่จะได้รับการนิรโทษกรรมด้วย ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานว่านี่ก็คือเม็ดที่ ๒ ที่หมกไว้ ต่อไปถ้าสมมุติว่าไม่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง แต่กระทําผิดในช่วงระยะเวลาที่กําหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ได้มาชุมนุมกล่าวด้วยวาจา ไม่ว่าด้วยวิธีใด ใช้โซเชียล เน็ตเวิร์ค (Social Network) รวมทั้งกรณีที่โพสต์ (Post) โจมตีสถาบันในช่วง ระยะเวลาที่กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้นิรโทษกรรมได้ คนเหล่านี้ก็ได้รับผลพวงจาก กฎหมายฉบับนี้ และอย่างน้อยที่สุดผมมีข้อมูล ว่าอย่างน้อยก็มีอยู่ ๔-๕ คน ครับ ที่ยังต้องขัง อยู่ในเรือนจํา แล้วก็ทําผิดคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตาม มาตรา ๑๑๒ และถ้ากฎหมาย ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ๔-๕ คนที่ว่านี้ก็จะได้รับผลพวงด้วย ผมไม่เอ่ยชื่อละครับท่านประธานครับ ไม่ประสงค์จะเอ่ยชื่อ แต่อย่างน้อยที่สุดคนที่ ๑ อยู่ที่ทัณฑสถานหญิงครับวันนี้ คนที่ ๒ อยู่ที่ทัณฑสถานกรุงเทพฯ คนนี้คดีสิ้นสุดไป ๕ เหลืออีก ๒ คดี รวมคดี มาตรา ๑๑๒ ด้วย อยู่ระหว่างรอผลฎีกาพระราชทางอภัยโทษของสํานักราชเลขาธิการ อีกคนหนึ่ง มาตรา ๑๑๒ เหมือนกัน อีกคนหนึ่ง มาตรา ๑๑๒ ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกันตัวอยู่เรือนจํากรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ผมขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าที่ผมบอกว่าผมไม่เห็นด้วย เพราะมันหมกเม็ด ชื่อร่าง หลักการ ไม่ตรงกับเนื้อใน
และเหตุผลประการที่สามที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่า กระผม ไม่รับหลักการกฎหมายฉบับนี้ก็เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ส่อคัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ผมคงไม่นํามากล่าวอ้างกับท่านประธานทั้งหมดทุกมาตรา แต่จะขอยกตัวอย่างบางมาตรา เช่น รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ระบุไว้ชัดเจนครับ ว่าบุคคลย่อมเสมอกัน ในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล เพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง อันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทํามิได้ แต่กฎหมายฉบับนี้เลือกปฏิบัติครับ ทําไมกระผมกราบเรียนว่ากฎหมายฉบับนี้เลือกปฏิบัติ อย่างน้อยที่สุดถ้าท่านประธานลงไปดูลึกในรายละเอียดจะเห็นชัดเจน กฎหมายฉบับนี้ระบุ เงื่อนเวลาในการนิรโทษกรรมไว้ชัดเจน ว่าจะนิรโทษกรรมให้เฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ หลังยึดอํานาจ ไปจนกระทั่งถึงวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เท่านั้น ทําไมระบุไว้เท่านี้ครับ ระบุไว้เท่านี้ก็เพราะเหตุว่าต้องการกีดกันบางคดี บางกรณีที่มีลักษณะอย่างเดียวทํานองเดียวกันออกไป ให้เฉพาะกลุ่มที่ตนเองมีความประสงค์ ต้องการเท่านั้น ได้รับการนิรโทษกรรม นี่คือการเลือกปฏิบัติ กระผมไม่ได้กล่าวลอย ๆ เลยครับ ท่านประธานครับ ผมไปค้นคว้าหาข้อมูลมา พบว่ามีเหตุกรณีการชุมนุมก่อนการยึดอํานาจ วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เริ่มต้นมาตั้งแต่วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๔๗ ชุมนุมมาจนถึง ปี ๒๕๔๘ แล้วก็มาจนถึงปี ๒๕๔๙ ก่อนยึดอํานาจ คือการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ กรณีนี้จะไม่เข้าข่าย การนิรโทษกรรมครับ เพราะกําหนดว่าจะนิรโทษก็นับหนึ่งตั้งแต่มี คมช. แต่เงื่อนเวลา ที่ท่านกําหนดไว้ ท่านกําหนดมาถึงแค่วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ นอกจากเจตนา สกัดพันธมิตรที่ชุมนุมก่อนการยึดอํานาจแล้ว ก็ยังมีเจตนาในการที่จะไม่นิรโทษกรรม ให้กับกลุ่มที่ชุมนุมเมื่อในช่วงปลายปีที่แล้วที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ด้วย คือกลุ่ม อพส. หรือที่เรียกกันเป็นที่เข้าใจว่าม็อบเสธ.อ้าย เพราะม็อบนี้ชุมนุมกัน ในวันที่ ๒๔ กับวันที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ แต่ท่านให้นิรโทษกรรมแค่วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ตรงนี้อย่างไรครับที่ผมบอกว่าเลือกปฏิบัติ และกฎหมายของท่านเสนอ เมื่อไร กฎหมายของท่านเสนอวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๕๖ หลังจากเกิดกรณีม็อบเสธ.อ้าย แล้ว แต่ท่านยังไม่ครอบคลุมให้เขา แสดงว่าท่านมีเจตนาเลือกปฏิบัติ สุดท้ายอย่างน้อย ถ้ากฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะนิรโทษกรรมเหตุการณ์ใดครับ
๑. เหตุการณ์วันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๑ กรณี นปช. ปิดล้อมสภาผู้แทนราษฎร ขัดขวางการแถลงนโยบายรัฐบาลอภิสิทธิ์ ท่านประธานคงจําได้
๒. จะนิรโทษกรรมเหตุการณ์วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๒ กรณี นปช. ล้อมสภาผู้แทนราษฎร ล้อมรถท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่พัทยา
๓. จะนิรโทษกรรมเหตุการณ์ วันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๒ กรณี นปช. บุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีซ รีสอร์ทในการประชุมอาเซียนที่พัทยา
๔. จะนิรโทษกรรมกรณีเหตุการณ์เดือนเมษายน ๒๕๕๓ ถึงวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๓ กรณีมีการชุมนุมที่ราชประสงค์
โดยประมาณนี้ครับ คือหลักใหญ่ของผู้ที่จะได้รับผลพวงจากการนิรโทษกรรม ฉบับนี้ ผมถึงบอกว่า นี่คือการเลือกปฏิบัติ ขัดรัฐธรรมนูญ ส่อขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐
อีกตัวอย่างหนึ่งครับ มาตรา ๒๖๖ เรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ประเด็นนี้เป็นอีกประเด็นที่มีความสําคัญ ขออนุญาตที่จะอ่านรัฐธรรมนูญสั้น ๆ ให้ท่านประธานได้รับทราบครับ มาตรา ๑๒๒ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องปฏิบัติหน้าที่ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์ แต่กฎหมายฉบับนี้มีเรื่องการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หลายกรณี ยกตัวอย่างเช่น ในบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรมฉบับนี้ ปรากฏว่าเป็นผู้ที่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ชัดเจน อย่างน้อยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๕ คน ผมก็ไม่ประสงค์จะเอ่ยนามละครับ แต่สําหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผมคิดว่าก็น่าจะพอพูดได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริง และขออภัย ท่านไว้ล่วงหน้าครับ ไม่ประสงค์จะให้ท่านลุกขึ้นมาเพื่อโต้แย้ง อันนี้เป็นข้อเท็จจริงนะครับ ๑. ท่าน ส.ส. ก่อแก้ว พิกุลทอง ท่านเป็นผู้หนึ่งที่เสนอกฎหมาย และท่านอาจจะเป็นผู้หนึ่ง ที่ได้รับผลพวงจากการนิรโทษกรรมด้วย ๒. ผมขออภัยท่านจริง ๆ นะครับ ไม่อยากจะ เอ่ยชื่อเลยครับ แต่ว่าขอเถอะครับ เพราะว่าจําเป็นต้องพูดไว้ให้เป็นเหตุผล ท่านพายัพ ปั้นเกตุ อีก ๓ ท่าน ผมไม่เอ่ยชื่อก็แล้วกันครับ เอาเป็นว่าสามีท่านอาจจะได้รับผลพวงจาก กฎหมายฉบับนี้ครับ อีกท่านหนึ่ง ท่านเป็นผู้เสนอกฎหมายเช่นเดียวกัน พี่ชายครับที่จะได้รับ ผลพวง อีกท่านครับ สามีของท่านเช่นเดียวกันที่จะได้รับผลพวง โดยท่านเป็นผู้เสนอ กฎหมายครับ และนอกจากนั้นยังมีผู้มีตําแหน่งทางการเมืองอีกประมาณ ๑๐ คน ตั้งแต่ คนเป็นรัฐมนตรี เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่ได้ร่วมเสนอกฎหมาย แต่จะได้รับผลพวง จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้ด้วย รวมทั้งผู้มีตําแหน่งทางการเมืองอื่น เช่น เลขานุการรัฐมนตรี หรือตําแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น รวมทั้งคนที่อยู่นอกประเทศที่มีบทบาท สําคัญในพรรคการเมืองที่เป็นพรรคแกนนํารัฐบาล เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นเหตุผลที่กระผม กราบเรียนกับท่านประธานว่า ทําไมผมจึงไม่เห็นด้วยกับกฎหมายฉบับนี้และไม่รับหลักการ เพราะมีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ส่อขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ มาตราสุดท้าย ที่ขออนุญาตยกเป็นตัวอย่าง ก็คือรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ ที่เกี่ยวข้องกับการกําหนดเกณฑ์ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ว่าถ้าเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินจะต้องมีการให้ขอ คํารับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อน กฎหมายฉบับนี้พวกกระผมวินิจฉัยเบื้องต้นว่าน่าจะเป็น กฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน ที่น่าจะเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงินก็เพราะเหตุว่ากฎหมาย ฉบับนี้จะมีผลในการนิรโทษกรรมผู้ที่กระทําความผิดเผาทรัพย์สินของทางราชการ เช่น ศาลากลาง ซึ่งศาลได้มีคําพิพากษาให้ลงโทษจําคุกและปรับเป็นจํานวนเงิน ถ้ามีการนิรโทษกรรม โทษจําคุกงด โทษปรับก็งด สุดท้ายมีผลกระทบทางการเงินของรัฐ เข้าข่ายกรณีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๓ ซึ่งระบุไว้ชัดเจนว่า ร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหมายความถึง ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยเรื่องใดเรื่องหนึ่งดังต่อไปนี้ (๒) การรับหรือจ่ายเงินแผ่นดิน นี่ก็เกี่ยวอยู่แล้วครับ ถ้าไม่นิรโทษกรรมรัฐก็ต้องได้รับเงินค่าปรับ (๓) เรื่องที่เกี่ยวกับ การดําเนินการที่ผูกพันทรัพย์สินของรัฐ ก็แน่นอนมันก็ย่อมผูกพัน เพราะเมื่อได้เงินมาก็ย่อม เป็นสินทรัพย์ของรัฐ และถ้างดไปมันก็เกี่ยวพันกับทรัพย์สินของรัฐ และกรณีนี้ไม่ใช่ไม่มีครับ มีตัวตนจริงอยู่แล้ว เช่น กรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษคดีเผาศาลากลางจังหวัดอุดรธานี ผมไม่เอ่ยก็แล้วกันครับ มีอยู่ ๒ ท่าน ท่านที่ ๑ ตัดสินจําคุก ๒๒ ปี ๖ เดือน ท่านที่ ๒ ตัดสินจําคุก ๒๐ ปี ๖ เดือน นอกจากนั้นทั้ง ๒ ท่านนี้ศาลตัดสินคดีถึงที่สุดแล้ว ให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย ๑๔๒ ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย อย่างน้อย ๑๔๒ ล้านบาทนี้รัฐก็เสียหายไปแล้วครับ ถ้ามีการนิรโทษกรรม และจะไม่เกี่ยวกับกฎหมายการเงินได้อย่างไร อีก ๒ ท่านครับ ท่านที่ ๑ จําคุก ๒๐ ปี ๖ เดือน อีกท่านหนึ่งจําคุก ๑๑ ปี ๓ เดือน ทั้ง ๒ ท่าน ศาลพิพากษาให้ร่วมชดใช้ค่าเสียหาย ๕๗.๗ ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ชัดไหมครับท่านประธานครับ ทําไม พวกกระผมถึงสู้มาตั้งแต่ตอนบ่ายว่ากฎหมายนี้มันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ถ้าเป็น กฎหมายเกี่ยวกับการเงิน นายกรัฐมนตรีต้องให้คํารับรองก่อน จึงจะนํามาพิจารณาในสภาได้ แต่ไม่เป็นไรครับถ้าสภานี้ยังดึงดันที่จะพิจารณากฎหมายฉบับนี้ ท่านก็คงพอเห็นภาพว่า ท่านกําลังกระทําการฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้ววันหนึ่งท่านจะต้องมี ส่วนรับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทําลงไป นี่จึงเป็นเหตุผลท่านประธานครับ
ประการที่ ๓ ทําไมพวกกระผมจึงประกาศว่าจะไม่รับหลักการกฎหมาย ฉบับนี้ ก็เพราะมันส่อขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา
เหตุผลประการที่ ๔ เพราะกฎหมายฉบับนี้ทําลายระบบนิติรัฐ ขัดหลัก สิทธิมนุษยชน หลักนิติรัฐคืออะไรครับ ใครผิดก็ต้องได้รับโทษครับ แต่กฎหมายฉบับนี้ กําลังทําให้คนที่กระทําความผิด และไม่ใช่ผิดธรรมดา ผิดอาญา โทษอุกฉกรรจ์ กําลังจะได้รับ การล้างผิด ถ้าเราทําอย่างนี้ได้ ต่อไปก็ไม่มีใครเกรงกลัวกฎหมาย ใครจะทุจริตก็ได้ ใครจะโกงก็ได้ ใครจะฆ่าคนตายก็ได้ ใครจะเผาทรัพย์สินราชการ เอกชนอย่างไรก็ได้ วันหนึ่ง ชนะเลือกตั้ง มีอํานาจก็เอาเสียงข้างมากมาออกกฎหมายล้างผิดให้กับตัวเองและพวกพ้อง ถ้าเป็นอย่างนี้ประเทศจะอยู่อย่างไร เราจะเรียกว่าประเทศไทยคือประเทศที่ปกครองด้วย ระบบนิติรัฐ ถือหลักกฎหมายเป็นใหญ่ได้อย่างไรครับ ตรงนี้จึงเป็นที่มาที่พวกกระผมจึงบอกว่า อย่างนี้รับหลักการไม่ได้ และฐานความผิดที่ครอบคลุมการล้างผิดนี่ ท่านประธานดูสิครับ ๑. คดีฆ่า ๒. คดีเผา ไม่ว่าจะเผาทรัพย์สินราชการหรือทรัพย์สินเอกชน ๓. คดีก่อการร้าย ๔. คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ครอบคลุมฐานความผิดนี้ทั้งหมด ทั้งที่เขียนเปิดเผย และหมกเม็ด นี่อย่างไรครับคือเหตุผลทําไมพวกกระผมจึงประกาศว่าจะไม่รับหลักการ กฎหมายฉบับนี้ องค์การนิรโทษกรรมสากลแห่งเอเชียก็ประกาศชัดเจนว่าเขาไม่เห็นด้วย กับการที่จะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับการดําเนินการในการล้างผิดให้กับผู้ที่ละเมิด สิทธิมนุษยชน เราพูดกันมาเยอะแล้วครับ ผมอ่านย้ําให้ท่านประธานได้เห็นชัดเจนอีกนิดหนึ่งครับ ฮิวแมน ไรท์ส วอทช เรียกร้องรัฐบาลไทยทบทวน พ.ร.บ. นิรโทษกรรม นายแบรด อดัมส์ ผู้อํานวยการฝ่ายกิจกรรมเอเชียขององค์การฮิวแมน ไรท์ส วอทช ระบุว่า พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ของพรรครัฐบาลไทยคือการปล่อยให้ผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เสียชีวิตระหว่างปี ๒๐๑๐ รอดพ้นจากการถูกลงโทษ เพื่อรับประกันว่าเหยื่อความรุนแรงจะได้รับความยุติธรรม และเพื่อยุติวัฒนธรรม ยกเว้นโทษที่มีมาอย่างยาวนานของไทย พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ควรยกเว้นผู้กระทําผิดฐานกระทํารุนแรงต่าง ๆ และไม่ควรยกเว้นผู้กระทําความผิดฐาน กระทํารุนแรงต่าง ๆ และนําตัวคนเหล่านั้นมารับผิดชอบต่ออาชญากรรมที่พวกเขาก่อขึ้นแทน นี่คือความเห็น ของสหประชาชาติที่ท่านผู้นําฝ่ายค้านก็ได้พูดไปแล้ว แล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศได้ลุกขึ้นมาชี้แจงเมื่อสักครู่ แต่กล่าวโดยสรุปก็คือเขาไม่ต้องการเห็น การนิรโทษกรรมผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน หลักสิทธิมนุษยชนสากลชัดเจนอยู่แล้ว ๑. คดีฆ่า ๒. ทําลายทรัพย์สิน ๓. ความผิดต่อชีวิต นี่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชน แล้วเข้ากรณีนี้ ทั้งหมดเขาจึงบอกว่าเขาไม่เห็นด้วย ถ้าจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับความผิดเหล่านี้ผมคิดว่า มันมีความชัดเจนแล้วครับ ตรงนี้จึงเป็นเหตุผลประการที่ ๔ ที่กระผมบอกว่าผมไม่รับหลักการ กฎหมายฉบับนี้ เพราะเป็นกฎหมายที่ทําลายระบบนิติรัฐและขัดหลักสิทธิมนุษยชน
ประการที่ ๕ กราบเรียนกับท่านประธาน ผมพูดประเด็นนี้ไม่ยาวนัก กราบเรียน แต่เพียงว่ากฎหมายฉบับนี้เอาเข้าจริงไม่ได้นิรโทษกรรมคนจํานวนมากเรือนหมื่น เรือนแสน เหมือนที่พยายามกล่าวอ้างนะครับ เพราะไปดูตัวเลขจริง ๆ แล้ว มันมีไม่เท่าไรครับ และเป็น เรื่องของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเป็นการเฉพาะ ความจริงผมมีเอกสารตัวเลขผู้ดําเนินคดีที่เข้าข่าย จะได้รับนิรโทษกรรม ผมกราบเรียนท่านประธานสักชิ้น ๒ ชิ้นเท่านั้น ความจริงมีเป็นปึ้งเลย แต่หลายหน่วยงานที่ตัวเลขบอกมาใกล้เคียงกันหรือไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสําคัญ เช่น ข้อมูลของ ปคอป. ปคอป. ก็คือหน่วยงานที่รัฐบาลตั้งนะครับตั้งมาประสานมากับ คอป. ของอาจารย์คณิต ณ นคร ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน บอกว่า นปช.ที่ถูกดําเนินคดี และอยู่ในชั้นอัยการและชั้นศาลมีทั้งหมด ๑๒๔ คดี ไม่ได้เป็นพันเป็นหมื่นนะครับ หรือตัวเลขของศูนย์ประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ข้อมูลวันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๕๖ บอกว่าจํานวนนักโทษการเมืองที่อยู่ระหว่างถูกควบคุมตัว ของ นปช. มีด้วยกันทั้งสิ้นขณะนี้ ๓๐ คน ตรงไม่ตรงผมไม่ทราบแต่ผมเอาข้อมูลมาจาก ฐานข้อมูลที่ปรากฏนี้ นี่ก็คือตัวเลขโดยประมาณ แต่จะมีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นมาอภิปราย อีกหลายท่านครับ เพื่อจะชี้ให้ท่านประธานได้เห็นในรายละเอียดต่อไปแต่นี่ก็คือเหตุผล อีกประการหนึ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนกับท่านประธานว่าเป็นเหตุผลที่พวกกระผม ไม่รับหลักการ
ประการที่ ๖ พวกผมกังวลว่าถ้าหากมีการรับหลักการกฎหมายฉบับนี้ สุดท้ายกฎหมายฉบับนี้จะกลายเป็นหัวเชื้อหรือเป็นบันไดขั้นแรกที่จะนําไปสู่การล้างผิดคนโกง เต็มรูปแบบต่อไปในอนาคต ที่พวกกระผมกังวลและต้องไม่เห็นด้วยตั้งแต่นับ ๑ เพราะมันไม่ มีหลักประกันใด ๆ เกิดขึ้นว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้รับหลักการในวาระที่ ๑ แล้วก้าวเข้าไปสู่ การพิจารณาในวาระที่ ๒ ขั้นแปรญัตติจะไม่มีความพยายามในการที่จะแปรญัตติเปลี่ยน กฎหมายฉบับนี้จากการนิรโทษกรรมครึ่งเข่งไปสู่การนิรโทษกรรมแบบยกเข่ง แล้วสุดท้าย ก็รวมการล้างผิดคนทุจริตคอร์รัปชั่นไปด้วย ไม่มีใครสามารถให้หลักประกันได้และที่เป็นห่วง ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนายกรัฐมนตรีออกมาประกาศเรียกร้องให้จัดตั้งสภาปฏิรูป พวกกระผม ก็เลยยิ่งเห็นชัดลงไปถึงเจตนาว่าสุดท้ายการประกาศตั้งสภาปฏิรูปเพื่อเดินคู่ขนานไปกับ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็เพื่อบรรลุเป้าหมายในการที่จะล้างผิดยกเข่ง เพราะว่า สภาปฏิรูปก็คือเรียกร้องให้มีการมาถกกันเรื่องปฏิรูปการเมืองอดีตมันสอนเราว่า ปฏิรูปการเมืองกี่ครั้ง ๆ สุดท้ายจบลงด้วยการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ หรือแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แล้วก็ผลที่จะปรากฏออกมาคือมาตรา ๓๐๙ ที่เป็นก้างขวางคอ การล้างผิดก็จะหายไป สุดท้ายก็ไปบรรจบพบกันที่การล้างผิดการทุจริตคนโกง ตรงนี้จึงเป็น ที่มาที่ทําไมพวกกระผมต้องระงับยับยั้งการออกกฎหมายล้างผิดตั้งแต่นับ ๑ เดี๋ยวนี้ของ การออกกฎหมายนิรโทษกรรมที่เรียกว่าครึ่งเข่ง
และเหตุผลประการที่ ๗ ประการสุดท้าย พวกกระผมเห็นชัดเจนว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้นําไปสู่การสร้างความปรองดองอย่างที่เขียนไว้ในเหตุผล และมีความ พยายามที่จะโฆษณาชวนเชื่อในทางการเมืองมาก่อนหน้านี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะแค่นับหนึ่ง ท่านประธานก็เห็นแล้วครับ ท่านถึงต้องประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง นับหนึ่ง สภานี่ก็เต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ที่จะต้องมารักษาความปลอดภัยอารักขา มีการตรวจอาวุธ มีการสกัดกั้นแม้แต่ผู้ช่วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลําบาก ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นสัญญาณว่า ถ้ารัฐบาลยังดึงดันที่จะเดินหน้ากฎหมายฉบับนี้ ความปรองดองยากที่จะเกิดขึ้น และยังสุ่มเสี่ยงที่จะเดินหน้าไปสู่การก่อให้เกิดวิกฤตรอบใหม่ อีกต่างหาก ความจริงที่กระผมกราบเรียนกับท่านประธานว่า ผมเชื่อว่าความปรองดอง มันยากที่จะเกิด นอกจากความพยายามดึงดันผลักดันกฎหมายฉบับนี้แล้ว ก็เพราะเหตุว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ปฏิบัติตามคํามั่นสัญญาหรือแนวทางที่ได้ประกาศไว้ อย่างน้อยที่สุด ท่านประธานคงจําได้ครับ รัฐบาลได้ประกาศไว้ว่าจะปฏิบัติตามแนวทางของคณะกรรมการ คอป. ของชุดอาจารย์คณิต ณ นคร และรัฐบาลเคยให้สัญญากับสภานี้ไว้ว่าจะปฏิบัติตาม แนวทางของข้อเสนอสถาบันพระปกเกล้าวันที่เราพิจารณาผลการศึกษาแนวทางปรองดอง แห่งชาติของกรรมาธิการสร้างความปรองดองแห่งชาติชุด ท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน แต่ปรากฏว่าตามแนวทางข้อเสนอของทั้ง ๒ ชุดนี้รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามเลยครับ สถาบัน พระปกเกล้าเสนอให้จัดสานเสวนาและเอากลไกที่เป็นกลางมาจัด แล้วก็หาความเห็นพ้อง อะไรที่เห็นไม่ตรงกันอย่าทํา เพราะมีแต่จะเกิดความขัดแย้ง ทําเฉพาะสิ่งที่เห็นต้องตรงกัน และอย่าใช้เสียงข้างมากบังคับเอาชนะเพราะมันจะเป็นความยุติธรรมของผู้ชนะเท่านั้น แต่ว่าสุดท้ายรัฐบาลก็ไม่ทําครับ รัฐบาลกลับไปตั้งคณะทํางานขึ้นมาชุดหนึ่งใช้งบประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็ไปเอากรมการพัฒนาชุมชนกระทรวงมหาดไทยมาเป็นเจ้าภาพ แล้วก็ไปเรียกคนมาแล้วก็แสดงความเห็นเพื่อหาความชอบธรรมให้กับกฎหมาย นิรโทษกรรม ทําตรงกันข้ามกับข้อเสนอสถาบันที่รัฐบาลบอกว่าจะนําไปพิจารณา ความเห็น คอป. คอป. ก็ประกาศความเห็นชัดเจนทําหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีด้วยครับ ทําหนังสือถึง นายกรัฐมนตรีชัดเจนบอกว่าขอเรียกร้องให้รัฐบาลและรัฐสภาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคเพื่อไทย ซึงเป็นพรรคแกนนําในการจัดตั้งรัฐบาลและคุมเสียงข้างมากในรัฐสภา ทบทวนการเร่งรัดเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว รัฐบาลเคยปฏิบัติตามสิ่งเหล่านี้ ไหมครับ แต่กลับทําในสิ่งตรงกันข้าม ตรงนี้อย่างไรครับท่านประธานครับ กระผมถึง กราบเรียนว่ายากที่จะเกิดความปรองดองขึ้นในชาติได้ และกฎหมายฉบับนี้นอกจากไม่สร้าง ความปรองดองแล้ว ก็มีแต่จะสร้างความแตกแยกร้าวฉานให้เกิดขึ้นอย่างไม่มีวันจบสิ้น ท่านประธานคอยดูสิครับ
สุดท้ายครับ ผมคิดว่ามาถึงนาทีนี้ยังไม่สายครับที่จะมีการถอนกฎหมาย ฉบับนี้ออกไปเพื่อยุติความขัดแย้งทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้มี บทบาทสําคัญในทางการเมืองและการบริหาร ในฐานะผู้นําเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ผมคิดว่าท่านยังสามารถตัดสินใจได้นะครับ เพื่อเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และเพื่อเห็นแก่ระบบนิติรัฐของประเทศระยะยาว ไม่อย่างนั้นนายกรัฐมนตรีคือคนแรก ที่จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ผมกราบเรียนมาทั้งหมดเพื่อ ชี้ทางสวรรค์ให้นายกรัฐมนตรี เพราะไม่อยากเห็นอนาคตวันหนึ่งเราต้องมานั่งถกกัน เรื่องพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมให้นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกวาระหนึ่งครับ ขอบคุณครับท่านประธาน