สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 10 ที่เกี่ยวข้องกับการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ และการเพิ่มเงื่อนไขในการพ้นจากตำแหน่ง พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎระเบียบในการแต่งตั้งกรรมการการกีฬาแห่งชาติ และสนับสนุนร่างกฎหมายที่ได้รับการแก้ไขเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อชั้นที่วุฒิสภาได้มีการแก้ไขมาหลังจากที่ผ่านความเห็นชอบของ สภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว วุฒิสภาได้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ พ.ศ. .... เอาไว้มากถึง ๑๖ มาตรา โดยเพิ่มเติมมาอีก ๑ มาตรา เป็นรวมแล้วทั้งหมดเข้าใจว่า ๑๗ ประเด็นนะครับ ซึ่งเป็นประเด็นที่โดยส่วนใหญ่แล้วก็เป็นการเติมเต็มให้กฎหมายฉบับนี้ มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามประเด็นที่วุฒิสภาได้แก้ไขและคิดว่าเป็นการสร้าง ปัญหาขึ้นมาก็คือเรื่องของการไปแก้ไขในมาตรา ๑๐ มาตรา ๑๐ เป็นเรื่องของการพ้นจาก ตําแหน่งตามวาระของกรรมการ กรรมการในมาตรา ๖ (๓) ซึ่งมาตรา ๖ (๓) นั้นก็คือ เดี๋ยวขออนุญาตท่านประธาน มาตรา ๖ (๓) นั้นก็คือเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการ การกีฬาอาชีพ คือกรรมการการกีฬาอาชีพมีอยู่ ๔ ประเภท ประเภทแรก ก็คือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกรรมการ มีกรรมการโดยตําแหน่ง จํานวน ๖ คน ก็คือปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงมหาดไทย แล้วก็วุฒิสภาไปเพิ่มเติมปลัดกระทรวงแรงงานเข้ามา มีผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ และผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการประเภทที่ ๒ กรรมการประเภทที่ ๓ ก็คือกรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งซึ่งเลือกจากผู้แทนนักกีฬาอาชีพ ผู้แทนผู้เกี่ยวข้องกับกีฬา อาชีพ แล้วก็ประเภทที่ ๔ ก็คือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในมาตรา ๑๐ นั้นก็บอกว่านอกจาก การพ้นจากตําแหน่งตามวาระแล้ว กรรมการตามมาตรา ๖ (๓) ก็คือกรรมการผู้แทนนักกีฬา อาชีพ ผู้แทนผู้เกี่ยวข้องกับกีฬาอาชีพ แล้วก็ผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีแต่งตั้งนะครับ จะต้องมี คุณสมบัติก็คือนอกจากพ้นจากตําแหน่งตามวาระแล้วก็ให้พ้นจากตําแหน่งในอีก ๖ เรื่อง คือ ตาย ลาออก รัฐมนตรีให้ออก ขาดคุณสมบัติ ได้รับโทษจําคุก แล้วก็ต้องคําพิพากษา ถึงที่สุดว่ากระทําความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ประเด็นอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน ก็คือว่าวุฒิสภาไปแก้ไขในมาตรา ๑๐ ใน (๖) ไปเติมบอกว่า ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่เป็นความผิดตามมาตรา ๖๗ การไประบุว่า เว้นแต่เป็นความผิดตามมาตรา ๖๗ นั้นมันเป็นการทําลายเจตนารมณ์ของ กฎหมายฉบับนี้อย่างรุนแรง เพราะในมาตรา ๖๗ ที่ผ่านความเห็นชอบสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วนั้น ระบุว่าผู้ใดกระทําอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกิน หนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ก็คือ

๑. ไม่มาให้ถ้อยคําหรือส่งเอกสารหรือหลักฐานหรือสิ่งใดตามคําสั่ง ของคณะกรรมการ คณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ คณะอนุกรรมการ นายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วแต่กรณี โดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือ

๒. ขัดขวางหรือไม่อํานวยความสะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียน หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา ๕๓

ความจริงเรื่องไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกครับ การไม่มาให้ถ้อยคําหรือส่งเอกสาร หลักฐานนี่นะครับ แต่ว่าคนที่เป็นกรรมการหรือคนที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิ ถ้าได้กระทําอะไรที่มันขัดหรือไม่สนองต่อเจตนารมณ์ของการมีกฎหมายฉบับนี้ ก็ไม่สมควรที่จะเข้ามาเป็นกรรมการ และจําเป็นจะต้องพ้นจากตําแหน่งไป แต่เมื่อวุฒิสภา ไปยกเว้นความผิดมาตรา ๖๗ ไว้ นี่ถือว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ว่าคนที่ขัดแย้ง กับกฎหมายฉบับนี้ ไม่ทําตามกฎข้อบังคับตามที่กฎหมายนี้กําหนด ก็มาเป็นกรรมการ การกีฬาแห่งชาติได้ แต่น่ายินดีนะครับ ที่ในชั้นของคณะกรรมาธิการร่วมไม่เอาด้วย กับวุฒิสภา คือที่ลุกขึ้นมาก็เพื่อจะชื่นชมกับคณะกรรมาธิการร่วม ที่มีมติว่าให้ตัดประเด็นนี้ เว้นแต่เป็นความผิดตามมาตรา ๖๗ นี้ออกไป ก็จะทําให้กฎหมายฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ก็คือระบุว่า ถ้าต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่ว่าจะเป็นข้อใด ก็ตาม คน ๆ นั้นจะต้องพ้นจากตําแหน่ง นอกเหนือจากพ้นจากตําแหน่งตามวาระแล้ว นะครับ ก็ลุกขึ้นมาก็เพื่อที่จะสนับสนุนร่างของคณะกรรมาธิการร่วมในประเด็นนี้ ส่วนอีก ๑๖ ประเด็น ๑๖ มาตราที่มีการแก้ไขนั้นก็เป็นการพบกันครึ่งทางของคณะกรรมาธิการ จากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก็ทําให้กฎหมายนี้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ก็รับได้นะครับ ที่จะให้กฎหมายฉบับนี้มีผลไปบังคับใช้ต่อไปเพื่อพัฒนาส่งเสริมกีฬาอาชีพของประเทศเรา ให้พัฒนาคืบหน้าต่อไปในวันข้างหน้า ขอบคุณท่านประธานครับ