สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล หารือร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ เสนอให้เร่งพิจารณาคุ้มครองสวัสดิการผู้ตัดสินและนักกีฬา และชี้แจงความแตกต่างระหว่างคำในมาตรา 11 ระหว่างสภาและวุฒิสภา
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการร่วมกัน ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริม กีฬาอาชีพฉบับนี้ถือว่าเป็นความก้าวหน้าในเรื่องของกีฬาฉบับหนึ่งในประเทศไทยนะครับ จริง ๆ แล้วกฎหมายกีฬามีไม่กี่ฉบับ เช่น มี พ.ร.บ. ของการกีฬาแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ ปี ๒๕๒๘ และโดยเฉพาะมีการนําเสนอเข้ามาสู่สภาของเรา ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎร อยู่ขณะนี้ มีการแก้ไขผู้ที่จะพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ เพื่อชื่อเสียงของประเทศของเรา มีพระราชบัญญัติกีฬามวยครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ในสมัยรัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ซึ่งพยายามที่จะยกระดับของการแข่งขันกีฬามวยให้เป็นมาตรฐานสูงขึ้น มีพระราชบัญญัติ ควบคุมการใช้สารต้องห้าม ซึ่งเพิ่งออกไปเมื่อปีที่แล้วนี่เอง แล้วก็พระราชบัญญัติสถาบัน การพลศึกษา แล้วก็มีพระราชบัญญัติส่งเสริมกีฬาอาชีพ ท่านประธานก็คงทราบดีนะครับว่า กีฬาอาชีพขณะนี้ประเทศไทยได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะกีฬาฟุตบอล ต้องยอมรับว่ากีฬา ฟุตบอลขณะนี้มีการแข่งขันทางด้านอาชีพแล้วก็ได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชนนั้นมาก การกีฬาแห่งประเทศไทยรับรองกีฬาอยู่ทั้งหมด ๑๓ ชนิดกีฬา ขณะนี้เป็นกีฬาอาชีพ เหตุผล ที่ทําไมเขาต้องรับรอง ๑๓ ชนิดกีฬา ก็อยากเรียนท่านประธานว่าเนื่องจากกีฬาอาชีพมีความ แตกต่างจากกีฬาเพื่อความเป็นเลิศอยู่ ๓-๔ ประเด็นแค่นั้นเอง ก็คือต้องเป็นกีฬาที่ต้องใช้ ความสามารถระดับสูงขึ้นสักนิดหนึ่ง แล้วก็ได้รับความนิยมจากพี่น้องประชาชน แล้วก็ เกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจ เรื่องของรายได้ของนักกีฬา ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วกีฬาอาชีพ ของเราถามว่ามันเพิ่งเริ่มขณะนี้หรือครับ ไม่ครับ โดยเฉพาะฟุตบอลอาชีพถ้าท่านประธาน ได้ติดตามกีฬาฟุตบอลอาชีพ เขาเรียกว่าโปรวินเชียลลีก (Provincial League) นะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เช่นเดียวกัน สมัยนั้นท่านนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย แล้วก็มีรัฐมนตรี คือท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นทําคล้าย ๆ กันครับ คือให้มี ๕ ภูมิภาค แข่งกัน ๖๐ ทีม แล้วเอาที่ ๑ ที่ ๒ เข้ามาชิงชนะเลิศกันเพื่อเข้าสู่ ไทยแลนด์ลีก (Thailand League) เรียกว่าในรอบแซท แชมเปี้ยนชิพ (SAT Championship) แซท ก็คือเป็นคําย่อของการกีฬาแห่งประเทศไทยสมัยนั้น สุดท้ายตอนนี้ก็เลยกลายมาเป็น ฟุตบอลดิวิชัน ๒ (Division 2) ดิวิชัน ๑ แล้วก็ไทยพีเมียร์ลีก (Thai Premier League) ก็ถือว่าได้รับความนิยม ท่านประธานครับ เราก็นั่งคิดว่าถ้าเราออกกฎหมายกีฬาอาชีพ อย่างน้อยขณะนี้ท่านก็คงได้ยินข่าวเรื่องผู้ตัดสินไปตัดสินกีฬาอาชีพเสร็จแล้วกลับมาบ้าน หรือไปออกกําลังกาย หรือทําอะไรก็แล้วแต่ถูกสั่งฆ่า ถูกสั่งยิง หรือว่าถูกทําร้าย สิ่งนี้ละครับ เราก็อยากให้มีกฎหมายไว้สําหรับคุ้มครองดูแลสวัสดิการของทั้งผู้ตัดสิน ทั้งนักกีฬา แล้วก็ผู้ที่ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของกีฬาอาชีพ จริง ๆ แล้วฉบับนี้ต้องขอบคุณไปถึงท่านอดีตรัฐมนตรี ชุมพล ศิลปอาชา นะครับ อย่างน้อยท่านเป็นคนหนึ่งที่ได้เป็นผู้นําเสนอกฎหมายเข้ามา ในสภาผู้แทนราษฎร สภาผู้แทนราษฎรวาระแรก เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๕๕ มีกฎหมาย กีฬาอาชีพเข้ามา ๓ ฉบับครับ ก็คือของคณะรัฐมนตรี โดยท่านรัฐมนตรีชุมพล ศิลปอาชา มีของพรรคประชาธิปัตย์ นําเสนอโดยผมเองครับ แล้วก็คณะของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ แล้วก็มีคุณภราดรของพรรคชาติไทยพัฒนา ๓ ฉบับครับ เข้ามาเมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน จริง ๆ แล้วเราพิจารณาด้วยความรอบคอบแล้วก็อยากให้กฎหมายฉบับนี้ ออกมาเร็ว ๆ ครับ ท่านจะเห็นว่าเรื่องกีฬาอาชีพมันเริ่มบูม (Boom) เริ่มพัฒนา แต่ขณะเดียวกันมันก็เริ่ม มีปัญหาแฝงอยู่ แล้วทําท่าจะลุกลามใหญ่โต หลายคนบอกว่าถ้าเกิดไม่รีบเอากฎหมาย ออกไปควบคุมจะเกิดอันตรายต่อวงการกีฬา วาระที่สอง วาระที่สาม สภาเราพิจารณาวันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๕ ท่านประธานครับ เราพิจารณาเสร็จแล้วส่งไปให้ท่านสมาชิกวุฒิสภา ท่านนฤมลก็ได้ให้เกียรติเป็นประธานในคณะของสมาชิกวุฒิสภา ส่งกลับมาที่สภาของเรา วันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ ท่านประธานครับ ถ้าเราดูของสมาชิกวุฒิสภา แล้วก็มาดู ของกรรมาธิการร่วม ท่านทราบไหมครับว่า ๑๗ มาตราที่แก้ไขนี้ จริง ๆ แล้วสาระสําคัญ ที่ต่างกับวุฒิสภานะครับ วันนี้กรรมาธิการร่วมรับเกือบทุกมาตราครับ ต่างกันอยู่นิดเดียว ท่านทราบไหมว่าต่างกันตรงไหนครับ สมาชิกวุฒิสภาไปแก้ไข โดยเฉพาะถ้อยคําในมาตรา ๑๑ เพียงแค่วุฒิสภาไปเปลี่ยนคําของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือคําว่า ประมวลจริยธรรม และจรรยาบรรณ แต่วุฒิสภาไปใช้คําว่า ประมวลจริยธรรม ท่านก็ให้เหตุผลว่าเนื่องจาก มันจะได้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ส.ส. นี้บอกว่าต้องมีคําว่า และจรรยาบรรณ ด้วย แต่วุฒิสภาบอกว่าตัดคําว่า จรรยาบรรณ ออก แค่นี้ละครับประเด็น และเหตุผลที่น่าเสียใจมาก ทําให้กฎหมายฉบับนี้ช้านะครับ เนื่องจากมีบางท่านบอกว่าไม่ชอบที่จะเอาถ้อยคํา จากรัฐธรรมนูญมาใช้ เหตุผลเพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญมีพิษ แค่นี้ละครับ ระหว่างคําว่า มีจริยธรรมกับไม่มีจริยธรรม ระหว่างคําว่า มีจรรยาบรรณกับไม่มีจรรยาบรรณ ทําให้กฎหมายต้องกลับจากสภาของเราเข้าไปกรรมาธิการร่วม ๘ เดือนครับท่านประธาน ในระหว่าง ๘ เดือนนี้หลายท่านอาจจะไม่ติดตามนะครับ แต่ถ้าท่านติดตามจะได้ยินข่าว ผู้ตัดสินถูกทําร้าย วันนี้โชคดีครับไม่ถึงตาย แต่ถ้าเกิดกฎหมายฉบับนี้ออกมันจะมีกฎหมาย ที่ลงโทษแม้กระทั่งนักกีฬาที่ล้มกีฬา ผู้ตัดสินที่ล้มกีฬาตัดสินไม่เป็นธรรม ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงผู้จ้างวานต่อไปนี้ไม่เพียงแค่ถูกค่าปรับ จําคุกด้วย แต่กฎหมายมันช้าไป ๘ เดือนครับ เหตุผลเพราะเรื่องของการเมืองนิดเดียว เพราะฉะนั้นวันนี้ผมเชื่อว่าทั้งสภาของเราคงเห็นด้วย กับการพิจารณาของทั้งสมาชิกวุฒิสภาและก็สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผมเรียนนะครับว่า คุณงามความดีของทางสมาชิกวุฒิสภาเขาได้กลั่นกรองกฎหมายของเราอย่างดี ผมยกตัวอย่างมาตราหนึ่งครับ เดิมสมาชิกของสภาผู้แทนราษฎรเราเชิดชูเกียรติกันเพียงแค่ นักกีฬาอาชีพครับ ว่าวันนี้ถ้าเกิดนักกีฬาอาชีพที่ทําคุณงามความดีให้กับชนิดกีฬาอะไร ก็แล้วแต่ เราก็ควรจะยกย่องเชิดชู แต่ว่าวุฒิสภาเขาไปเพิ่มคําว่า บุคลากรกีฬาอาชีพด้วย บุคลากรก็คือใครบ้างครับ เช่น ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการแข่งขันบ้าง หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการสนับสนุนกีฬาอาชีพ ตรงนี้ละครับนี่ก็คือการเติมเต็มของวุฒิสภา กับเรา ก็ขอชื่นชมครับ วันนี้ทุกคนก็เห็นพ้องต้องกัน และส่วนสําคัญอีกประเด็นหนึ่งครับ ก็คือเรื่องของคณะกรรมการกองทุน ผมเรียนนะครับเนื่องจากกฎหมายฉบับนี้แม้จะยัง ไม่ออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ แต่มีกองทุนพัฒนากีฬาอาชีพแล้วครับ โชคดีว่าประเทศไทยนี้ มีคนเคยดูแลเรื่องกีฬาพอสมควรนะครับ กีฬาเพื่อความเป็นเลิศเขาเรียกกองทุนพัฒนากีฬา แห่งชาติ ชื่อคล้าย ๆ กับกีฬาแห่งชาติ แต่จริง ๆ ก็คือกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ตั้งมา ตั้งแต่สมัยรัฐมนตรีจุรินทร์ ปี ๒๕๔๒ ครับ ทุกปีเงินกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติเขาจะเอามา พัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ท่านคงทราบนะครับ กีฬาเพื่อความเป็นเลิศนี้กีฬาที่ส่งไป ในนามประเทศไทย ท่านผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยนี่ครับ ส่งนักกีฬาไป ไปแข่งโอลิมปิกบ้าง ไปแข่ง เอเชียนเกมส์บ้าง สุดท้ายได้เหรียญทองนี้นําความภาคภูมิใจให้กับเรา แต่เราก็บอกว่า เราก็ไม่มีเงิน เพราะฉะนั้นจําเป็นจะต้องหาเงินเข้ากองทุน กองทุนมีกันมาทุกปีครับ บางปี ก็ได้ ๔๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ ได้ ๔๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๕ ได้ ๔๕๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๖ ได้ ๔๕๐ ล้านบาท แต่ท่านทราบไหมครับว่าปีนี้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ใจดีกับคนกีฬามากครับ ให้กองทุนพัฒนากีฬา ๑๐๕ ล้านบาทแค่นั้นเอง กรรมาธิการ งบประมาณที่ใครเป็น ที่ผ่านมานะครับท่านอาจจะลืม วันนี้ท่านตัดงบประมาณกีฬาลงไป ๔๐๐ ล้านบาท แล้วไม่รู้จะไปหาจากไหนอยู่เลยครับวันนี้ ท่านคงรู้แล้วครับ โอลิมปิก เราไม่ได้เหรียญทองในรัฐบาลนี้นะครับ วันนี้ไม่ใช่เป็นการโจมตีกัน แต่เรียนให้ฟังว่าถ้าเกิด ท่านยิ่งไปตัดงบประมาณนี่มันยิ่งอันตราย วันนี้ ส.ว. ก็มาพูดถึงเรื่องคณะกรรมการกองทุน เพื่อให้มันครอบคลุมดีขึ้น และโดยเฉพาะงบกองทุนกีฬาอาชีพนะครับ ปีที่แล้วได้ ๑๐๔ ล้านบาท ปีก่อนหน้านี้ปี ๒๕๕๕ ได้ ๑๐๘ ล้านบาท ปีนี้ท่านก็ให้แค่ ๙๔ ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่กีฬามันบูม กีฬาอาชีพมันบูม แต่ว่าท่านยิ่งให้งบประมาณไปน้อย ท่านรู้ไหมครับว่าเวลาแข่งขันฟุตบอล ถ้าเกิดท่านไม่ให้งบประมาณไปนะครับ การพัฒนาผู้ตัดสินก็พัฒนาไม่ได้ สนามกีฬาถ้าเกิด มันไม่ปลอดภัย พอผู้ชมสามารถลงไปทําร้ายนักกีฬาได้ ลงไปทําร้ายผู้ตัดสินได้ เหตุการณ์ มันก็เกิดเยอะนะครับ ผมเลยเรียนว่า ท่านครับวันนี้เป็นความโชคดีทั้ง ๒ สภานะครับว่า ทําให้เราสามารถที่จะผ่านกฎหมายเรื่องของกีฬาอาชีพ ก็ขอการสนับสนุนจากทุกท่านด้วย ขอบคุณมากครับ