สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และขอให้บันทึกไว้ในที่ประชุมว่า คตง. มีอํานาจหน้าที่ 11 ประการ และเรียกร้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจและอิสระในการตรวจสอบและสอบสวน รวมถึงเสนอแนะให้ใส่ลักษณะต้องห้ามสำหรับบุคคลที่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากงานเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบในการปฏิบัติงาน

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมมีความเห็นต่อการที่คณะกรรมาธิการ ได้แก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ในมาตรา ๔ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของคณะกรรมการที่เรียกว่า คตง. มีความเห็นไปในทิศทางและทํานองเดียวกับที่ท่านสมาชิกทั้ง ๒ ท่าน ได้อภิปรายไป เมื่อสักครู่ คือท่านอานิก อัมระนันทน์ และท่านประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ อย่างไรก็ตาม กระผมผมขออนุญาตที่จะแสดงความเห็นเพิ่มเติมในการแก้ไขที่คณะกรรมาธิการ ได้ไปแก้ไขเนื้อความในมาตรา ๔ ซึ่งเกี่ยวข้องกับมาตราสําคัญของพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินใน ๒ มาตรา คือมาตรา ๖ และมาตรา ๗ ต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าในมาตรา ๖ นั้น มีข้อสังเกตหลายประการเหลือเกิน เนื่องจากว่าได้มีการแก้ไขลักษณะ ทั้งลักษณะต้องห้ามและคุณสมบัติของ คตง. ไว้ ต้องเรียนกับท่านประธานว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนั้นมีบทบาทสําคัญอย่างมาก ต่อการวางรากฐานการตรวจสอบระบบการเงินของแผ่นดิน มีอํานาจหน้าที่ซึ่งผมอยากจะ กราบเรียนให้บันทึกไว้ในที่ประชุมนี้ และเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ติดตามฟังการอภิปราย ของสภาผู้แทนราษฎรได้รับทราบว่า คตง. ที่เรากําลังพูดถึงคุณสมบัติ เรากําลังแก้ไข คุณสมบัติกันเวลานี้เขามีอํานาจหน้าที่อะไรบ้าง มีหน้าที่อยู่ ๑๑ ประการ

๑. วางนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน

๒. ให้คําปรึกษาแก่ประธานรัฐสภา เกี่ยวกับอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน

๓. ให้คําแนะนําแก่ฝ่ายบริหารในการแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ เกี่ยวกับการควบคุมเงินของรัฐ อันนี้สําคัญมากนะครับ เราเห็นว่าการใช้จ่ายเงินของรัฐมีการใช้ ระบบกฎหมายที่แปลกแตกต่างกันออกไปมากขึ้นทุกที และ คตง. จะต้องเข้าไปมีบทบาท ในการให้คําแนะนําอันนี้ มีบทบาทในการกําหนดมาตรฐานหรือมาตรการเกี่ยวกับการตรวจสอบ การบริหารงบประมาณสําหรับหน่วยตรวจรับ เป็นองค์กรชี้ขาดสูงสุดในกระบวนการทางวินัย ทางงบประมาณ และการคลัง มีบทบาทในการคัดเลือกผู้ว่าการ สตง. มีบทบาทในการแต่งตั้ง คณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง หรืออนุกรรมการ มีบทบาทในการพิจารณา คําร้องขอของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่ขอให้ตรวจสอบ บทบาทของ พวกเราก็สามารถที่จะใช้งานของ สตง. ได้ ออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศตามอํานาจ หน้าที่การตรวจเงินแผ่นดิน เสนอข้อสังเกต และความเห็นต่อคณะกรรมาธิการพิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจําปี ซึ่งคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําปี ก็ได้ใช้งานในส่วนนี้กับ สตง. มาโดยตลอด และข้อ ๑๑ ก็คือการออกระเบียบประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานทั่วไป การบริหารงานบุคคล นะครับ นี่คือบทบาทที่มีความสําคัญ เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการ คตง. ซึ่งมี อยู่จํานวน ๗ คน นี่นะครับก็ประกอบด้วยประธาน ๑ คน แล้วก็ประกอบด้วยคณะกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๖ คน จึงมีความสําคัญ ในการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก็มีการแก้ไขคุณสมบัติ ของผู้ที่จะมาเป็น คตง. เสียใหม่ โดยมีคุณสมบัติอย่างนี้ ก็คือว่าบุคคลที่จะมาเป็น คตง. ต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ก็มีตั้งแต่ข้อ ก ข ค ง จ นะครับ เข้าคุณสมบัติ อย่างใดอย่างหนึ่งก็สามารถได้รับการเสนอชื่อสู่กระบวนการที่จะพิจารณาได้ ประเด็นมัน อยู่ตรงนี้ครับ ในมาตรา ๖ นี้ มาตรา ๖ ที่เป็นอนุมาตรา ๕ คุณสมบัติ ข้อ ก บอกว่าเคยเป็น ข้าราชการผู้ดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าระดับ ๑๐ หรือเทียบเท่า เดิมในร่างเสนอเข้าสู่ การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเขียนไว้บอกว่า เป็นหรือเคยเป็นอธิบดี หรือข้าราชการซึ่ง ดํารงตําแหน่งทางบริหารที่มีอํานาจบริหารเทียบเท่าอธิบดี ความทั้ง ๒ ประการนี้ แตกต่างกัน ระหว่างร่างเดิมกับร่างที่คณะกรรมาธิการไปแก้ไข เมื่อแก้ไขแล้วก็หมายความว่าผู้ที่ดํารง ตําแหน่ง ผู้เคยดํารงตําแหน่ง หรือผู้บริหารที่เทียบเท่าอธิบดีนั้นไม่จําเป็นแล้ว เอาแค่ เทียบเท่าซี ๑๐ ก็ได้แล้ว นั่นหมายความว่า คนที่จะเข้าสู่ตําแหน่งตามอนุมาตรา ๕ (ก) นี้ ไม่จําเป็นต้องมีบทบาททางการบริหารหรือมีอํานาจในการบริหารมาก่อนก็ได้ เพียงแต่มีซี เท่าระดับ ๑๐ ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งผมคิดว่านี่เป็นการแก้ไขของคณะกรรมาธิการที่เปิดกว้าง ท่านอาจจะบอกว่าเป็นการผ่อนคลายให้มีตัวเลือกมากขึ้น แต่นี่เป็นการเปิดช่องให้กว้างขวาง มากยิ่งขึ้น สามารถที่จะเลือกหยิบเอาใครเข้ามาที่คิดว่าจะใช้งานเข้าไปอยู่ตรงนั้นก็ได้ แต่ประสบการณ์ในการทํางาน ในการบริหารงานที่จะนําไปใช้ในการเป็น คตง. นั้น ไม่สามารถที่จะเทียบเท่ากับคนที่เป็นอธิบดีหรือคนที่เคยมีตําแหน่งทางการบริหารมาได้ ยกตัวอย่าง เช่น ตํารวจ ต่อไปนี้ก็จะมีตํารวจที่ประเภท สบ. ๑๐ ทั้งหลายนะครับ นี่จะชักแถว เข้ามาเลยเข้ามาอยู่เป็น คตง. กัน และท่านก็รู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวนี้ในแทบทุกองค์กร ตํารวจ เข้าไปอยู่แทบทั้งสิ้น เขาถึงเรียกว่ากําลังจะเป็นรัฐตํารวจอย่างไรครับ นี่การเปิดช่อง โดยคณะกรรมาธิการไปแก้ไขตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นการเปิดช่องให้คนเหล่านี้สามารถเข้าไปได้ นอกจากนั้นก็ไปเพิ่ม (ข) เข้าไปอีก เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการผู้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูงหรือประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิหรือเทียบเท่า นั่นก็เอาสายวิชาการ สายผู้ทรงคุณวุฒิเปิดเข้ามาอีก ซึ่งผมก็ยังต้องการคําอธิบายเช่นกันว่าเราเปิดช่อง สําหรับคนเหล่านี้มาเพื่ออะไร ในเมื่อเจตนารมณ์เดิม ต้องการคนที่มีประสบการณ์ในการบริหาร ในการเคยใช้เงินมา เคยเกี่ยวข้องกับการใช้เงิน ขององค์การต่าง ๆ มาเพื่อที่จะควบคุมอีกทีหนึ่ง แน่นอนเขาจะต้องการมีประสบการณ์ แต่คนเหล่านี้มีประสบการณ์หรือ นี่เป็นคําถามถึงคณะกรรมาธิการ ประเด็นสําคัญอยู่ที่ว่า ในข้อ ข นี้นะครับ เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการ ประเด็นคําว่า เป็นหรือเคยเป็น มีความสําคัญ ไหมครับ เพราะนี่เป็นการเปิดช่องให้คนที่เป็นข้าราชการอยู่ในเวลานี้พร้อมที่จะเดินออกจาก ตําแหน่งของตัวเองแล้วก็ไปเป็น คตง. ได้ ขณะที่เจตนารมณ์เดิมผมเข้าใจว่าเขาต้องการเอาคนที่เคยทํางานมา เคยมีความรู้ เคยมีประสบการณ์ เคยเห็นปัญหามาแล้ว แล้วก็เข้าไปอยู่ในหน่วยงานนี้ ไม่ใช่คนที่อยู่ ณ เวลานั้น แล้วก็สามารถที่จะโยกตัวเองไปอยู่ใน คตง. ได้ ท่านประธานจะเห็นนะครับว่า ในคุณสมบัติข้ออื่น ๆ เช่น คุณสมบัติที่มีลักษณะต้องห้าม เขาไม่ให้คนที่เป็นอยู่เข้าไป ดํารงตําแหน่ง เช่น คนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นสมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ การเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น เป็นอยู่นี้ไม่ได้ ต้องเป็นอดีตไปแล้ว แล้วก็ มีคุณสมบัติด้านอื่นบวกเข้าไปด้วย เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ เป็นตุลาการ ศาลปกครอง เป็นกรรมการผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้ เป็นกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ได้ จะเห็นว่า เจตนารมณ์เขาไม่ต้องการให้คนที่มีดํารงอยู่เวลานั้นเป็น และก็สามารถที่จะโยกตัวเองไปเป็น คตง.

ในประเด็นที่ ๒ ของมาตรา ๖ มีการแก้ไขใน อนุมาตรา ๕ (จ) (จ) นั้น เขาเขียนว่าอย่างไร เคยดํารงตําแหน่งผู้บริหารระดับประธานกรรมการ กรรมการ กรรมการ ผู้จัดการ หรือตําแหน่งเทียบเท่า ที่เรียกชื่ออย่างอื่นของธุรกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยต้องดํารงตําแหน่งดังกล่าวรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า สิบปี ผมติดใจในวรรคแรกเท่านั้นเอง จริง ๆ แล้วอันนี้เป็นความเดิมในร่างที่เรา ให้ความเห็นชอบกันในวาระที่หนึ่งนะครับ แต่กรรมาธิการไปเติมคําว่า รวม เข้าไป คือ โดยต้องดํารงตําแหน่งดังกล่าวรวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสิบปี ผมก็สงสัย สงสัยว่าการเติม คําว่า รวม เข้าไปนี้มีเจตนาอะไร เพราะเจตนาที่จะเปิดกว้างให้ผู้บริหารภาคธุรกิจที่มีธุรกิจ จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถือว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการ บริหารงานของภาคเอกชนเข้ามา และมีธรรมาภิบาลกํากับโดยตลาดหลักทรัพย์น่าที่จะ เป็นประโยชน์สําหรับงานของ สตง. ก็เปิดกว้างให้คนเหล่านี้เข้ามาเป็น คตง. ได้ แต่ท่านประธานครับ เราก็ทราบกันดีว่าเรามีนักบริหารประเภทรับจ้างที่อยู่ตามบริษัท ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เข้าไปเป็นผู้บริหารที่รับจ้างในช่วงเวลาสั้น ๆ ๓ ปีบ้าง ๕ ปีบ้าง แล้วแต่เทอมในการจ้าง คนเหล่านี้ไม่ได้อยู่กับบริษัทใดบริษัทหนึ่งต่อเนื่อง ขณะที่เรามีเจตนาที่จะให้เห็นว่าเขาได้มีบทบาทในการบริหารองค์กรอย่างต่อเนื่อง ไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี นั่นแปลว่าน่าที่จะอยู่ในองค์กรเดียว ที่เขาบริหาร ได้เห็นข้อผิดพลาด ได้เห็นข้อบกพร่องและเห็นปัญหาต่อเนื่องกัน ๑๐ ปี แต่นี่ท่านไปแก้บอกว่า รวม ๑๐ ปี ก็หมายความว่าเป็นที่ไหนก็ได้ รับจ้างที่โน่นที ที่นี่ที เสร็จแล้วรวมกันได้ ๑๐ ปี ท่านก็เปิดช่องให้เขาเข้ามา คําถามต่อคณะกรรมาธิการก็คือว่าแท้จริงแล้วเรากําลังขาดแคลน บุคลากรที่จะเข้าไปเป็น คตง. มากมายขนาดนั้นเลยหรือ เรากําลังหาคนที่อายุ ๔๕ ปี สัก ๗ คน ที่มีความรู้ความสามารถตามที่กฎหมายกําหนด มันขาดแคลนขนาดนั้นเลยถึงต้อง เปิดกว้างคุณสมบัติกันอย่างมโหฬารขนาดนี้ นี่เป็นประเด็นที่ผมอยากตั้งข้อสังเกต แล้วก็ ขอคําตอบไว้ในมาตรา ๖ นะครับ

ในมาตรา ๗ ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้าม ในมาตรา ๗ ใน (๑๑) เขียนไว้ว่า เคยต้องคําพิพากษาให้จําคุก โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันที่ได้รับการเสนอชื่อ เว้นแต่ เป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ความในข้อนี้ข้อสงสัย ของผมก็คือว่า ๑. จากการที่เคยต้องโทษจําคุกมาเป็น คตง. นี้ไม่ได้ เว้นแต่โทษความผิดฐาน ประมาทและความผิดลหุโทษ กรรมาธิการไปแก้ไขเป็น เคยต้องโทษจําคุกแต่พ้นโทษมา ๕ ปี แล้วในวันที่เสนอชื่อ อย่างนี้เป็นได้ ผมคิดว่าเจตนารมณ์เดิมเขาไม่ต้องการให้คนที่เคยติดคุก มาเป็น คตง. แต่เมื่อไปแก้ไขแบบนี้ก็แปลว่าถ้าพ้นโทษมาแล้ว ๕ ปีก็เป็นได้อีก ก็มาเป็น คตง. ได้ ก็ต้องถามอีกว่าเจตนาคืออะไร คนที่เคยมีตําหนิเราอาจจะให้โอกาสกับเอาคนดีกลับคืน สู่สังคมมันมีช่องทางเยอะแยะ แต่มันไม่ใช่ช่องทางที่จะมาเป็น ๑ ใน ๗ ของ คตง. มันมีที่อื่น เยอะแยะไป นี่คือข้อสังเกตประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าในเชิงเทคนิคนะครับ การใส่ถ้อยความคําว่า โดยได้ พ้นโทษมายังไม่ถึง ๕ ปีในวันที่ได้รับการเสนอชื่อ ไว้ก่อนหน้า คําว่า เว้นแต่เป็นโทษสําหรับ ความผิดที่ได้กระทําโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษนั้นเป็นการวางผิดที่หรือไม่ เพราะการเขียน เช่นนี้เป็นการตีความได้ว่าถ้าต้องคําพิพากษาให้จําคุก ยกเว้นให้ได้เมื่อเวลาผ่านไป ๕ ปี แต่ถ้าเป็นโทษจากความผิดฐานประมาทหรือความผิดลหุโทษก็ไม่ยกเว้นให้ ยังเป็นข้อห้าม ก็อยากจะถามคณะกรรมาธิการว่าได้คิดดีแล้วหรือว่าการไปเติมความแบบนี้จากร่างเดิม โดยเจตนารมณ์ผมเข้าใจว่าท่านต้องการเว้นโทษความผิดว่า ๕ ปี แต่เมื่อไปวางไว้ตรงกลาง มันกลายเป็นว่าโทษทีหลังยอมไม่ได้แล้ว ถ้าเป็นความผิดลหุโทษ ความผิดประมาทนี้ ท่านเป็น คตง. ไม่ได้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นการวางถ้อยคําที่ผิดที่นะครับ

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในมาตรา ๗ (๑๒) (๑๒) บอกว่าเคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจเพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทํา การทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ข้อสงสัยของผมก็คือว่ากรรมาธิการไปเติมคําว่า เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือการกระทําทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ จากเดิม เขาบอกว่าถ้าเคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการหรือหน่วยงานของรัฐมาเป็น ไม่ได้ นี่ท่านก็จํากัดเพียงว่าออกเรื่องอะไรก็ได้ ทําความผิดอะไรก็ได้ ถ้าไม่ใช่ความผิด เรื่องของการทุจริตก็มาเป็นได้ อันนี้ก็เป็นการเปิดกว้างอีก ฟังดูเหมือนกับว่าถ้าเป็นเรื่อง ทุจริตแล้วไม่ได้ แต่มันมีเรื่องอื่นอีกเยอะแยะที่ทําให้คนต้องถูกออกจากราชการ ให้ออกจาก ราชการหรือถูกปลดออกจากราชการ ก็ต้องถามกับคณะกรรมาธิการอีกว่ามีเจตนาอะไร อาจจะต้องเปิดกว้างให้เช่นนั้น ผมมีข้อเสนอท่านประธานผ่านไปยังประธานคณะกรรมาธิการ แล้วก็คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ก็คือในเรื่องของลักษณะต้องห้ามนี้แท้จริงแล้ว กรรมาธิการได้พิจารณาให้รอบคอบ คนที่มาเป็นคณะกรรมการ คตง. ซึ่งมีบทบาทสําคัญ อย่างที่กระผมได้เรียนในตอนต้นแล้ว จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเฟ้นหาคนที่มีคุณสมบัติ ที่มีลักษณะเฉพาะจริง ๆ แล้วก็เป็นหลักประกันกับสังคมว่าเขาจะต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ใด ๆ กับสิ่งที่เขาต้องเข้าไปทํางาน เพราะว่าแท้จริงแล้วคนที่จะเป็น คตง. นี้เขาบอกว่า ต้องเป็นอิสระและเป็นกลาง นี่เป็นหลักสําคัญที่สุด ทั้งเขียนไว้ในกฎหมายฉบับนี้ ทั้งเขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเป็นตรงนี้ข้อห้ามสําคัญประการหนึ่งผมคิดว่าที่ท่าน น่าจะนําไปพิจารณาก็คือว่าเขาต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในกิจการ ของ สตง. กิจการของ สตง. ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องของการไปตรวจสอบคนอื่น หรือตรวจสอบเรื่องของการเงินเท่านั้น แต่มันมีการจัดซื้อจัดจ้าง การบริหารงานขององค์กร อะไรต่าง ๆ อีกเยอะแยะเลย มีสัญญากับหน่วยงานอื่น ๆ เหมือนกับหน่วยราชการ หรือหน่วยงานของรัฐทั่วไป คําถามว่าถ้าผู้บริหารสูงสุดก็คือ คตง. ไปมีส่วนได้ส่วนเสีย อย่างใดอย่างหนึ่งกับงานของ สตง. แล้วนี้ เขาจะปฏิบัติหน้าที่เป็น คตง. ได้อย่างไร เขาจะออกประกาศ เขาจะออกคําสั่ง เขาจะแต่งตั้งถอดถอนบุคคลภายในองค์กรได้อย่างไร นี่เป็นข้อสังเกตประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือการกําหนดโทษ ก่อนการกําหนดคุณสมบัติต้องห้าม ประการหนึ่งก็คือ เรื่องของการเคยต้องคําพิพากษาให้จําคุก ผมคิดว่าจําเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องวางบรรทัดฐานในเรื่องนี้ไว้สําหรับกฎหมายสําคัญอย่างนี้ก็คือว่า คนที่เคย ต้องคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุก ไม่ว่าเขาจะถูกจําคุกจริงหรือไม่ก็ตาม ถ้ามีคําพิพากษา ถึงที่สุดให้จําคุก ถ้ามีศาลเดียวศาลนั้นบอกให้จําคุก ก็ต้องถือว่าหมดคุณสมบัติ ถ้ามี ๓ ศาล ศาลฎีกาบอกว่าให้จําคุก ก็นั่นแปลว่า เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้ามาตรงนี้อีกแล้วนะครับ นี่เป็นประการหนึ่ง

ประการสุดท้าย ในข้อสังเกตเรื่องของลักษณะต้องห้ามก็คือว่า จําเป็น ที่จะต้องใส่ลักษณะต้องห้ามเรื่องของการถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากงาน เพราะทุจริตต่อหน้าที่ หรือถือว่ากระทําการทุจริตและประพฤติมิชอบในการปฏิบัติงานไว้ด้วย เพราะว่าลักษณะต้องห้ามที่ท่านเขียนมาในมาตรา ๗ ทั้ง ๑๔ ข้อ (๑๔) มันใช้สําหรับ ข้าราชการ สําหรับคนเคยเป็นข้าราชการ แต่ว่าสําหรับภาคธุรกิจไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม อันนี้ไว้ ท่านลองนึกดูสิครับ เป็นกรรมการบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ เป็นประธานกรรมการ เป็นกรรมการผู้จัดการ แต่ว่าเคยถูกให้ออกจากงานเพราะทุจริตต่อหน้าที่ เขาสมควรจะเป็น คตง. ได้ไหม ก็ไม่ได้ แต่ท่านไม่เขียนคุณสมบัติอันนี้เอาไว้ นี่อาจจะเป็นความหลงลืมหรือ มองไม่เห็นประเด็นที่เกี่ยวข้อง เพราะท่านไปเปิดช่องให้เขาเข้ามาเองครับ เปิดช่องให้ ภาคบริหารธุรกิจนี้เข้ามาเอง แต่ท่านไม่มีการกําหนดลักษณะต้องห้ามที่มีความสําคัญเช่นนี้ ไว้นะครับ ทั้งหมดทั้งปวงนี้ที่ผมได้นําเรียนกับท่านประธานก็เพื่อประเด็นหนึ่งก็คือ ๑. ซักถามความจําเป็นของคณะกรรมาธิการที่ไปปรับแก้ในประเด็นต่าง ๆ ๒. ข้อเสนอแนะ ที่กระผมคิดว่าจะทําให้เราจะได้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คตง. เป็นที่ยอมรับ เป็นที่เชิดหน้าชูตา แล้วก็สามารถที่จะปฏิบัติงานได้อย่างเป็นอิสระและเป็นกลาง ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้อย่างแท้จริง ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ