สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖

ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ระบุข้อกังวลต่อคณะกรรมาธิการและแสดงความเคารพต่อประธานสภา โดยหารือเกี่ยวกับกฎหมายที่นำเสนอโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และข้อข้อบังคับการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังแสดงความไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับการแก้ไขมาตรา 4 ตามคำแนะนำของคณะกรรมาธิการ โดยระบุว่า การแก้ไขนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการในอนาคต

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ ยะลา

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นมีความข้องใจต่อคณะกรรมาธิการชุดนี้ก่อน

ประการที่ ๑ ก็คือกฎหมายจริง ๆ นําเสนอโดยคณะกรรมการตรวจเงิน แผ่นดินเอาเข้าสู่สภาเป็นฉบับยกร่าง ทีนี้กฎหมายฉบับนี้โดยความเป็นจริงตามรายงาน ของคณะกรรมาธิการมีอยู่หลายฉบับ ฉบับที่ ๑ ก็คือเสนอโดยผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้เสนอ ฉบับที่ ๒ เป็นของผู้นําฝ่ายค้าน คือท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ฉบับที่ ๓ เป็นของคุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข กับคณะ เป็นผู้เสนอ ฉบับที่ ๕ เป็นของ คุณชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะ เป็นผู้เสนอ แต่เวลากรรมาธิการชุดนี้เอาฉบับที่มาเป็นต้นแบบ ในการพิจารณาตามรายงานที่เขียนไว้ในสมุดรายงาน ให้เอาร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญของคุณชลน่าน ศรีแก้ว กับคณะ เป็นหลักในการพิจารณา อันนี้แปลกครับ แปลกเพราะว่าความเป็นจริงต้องเอาของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นผู้เสนอ มาเป็นหลัก ในการพิจารณา เหตุผลเพราะว่าหน่วยงานเขาจะรู้ซึ้ง เขาจะรู้ละเอียด เขาถึงยกร่าง เพราะปัญหาของเขานี่คืออะไร ถ้าเราไม่เห็นด้วยเราก็ปรับแก้ในฉบับของผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดินเป็นหลัก แต่พอเอาจริงกลับไปเอาของท่านชลน่าน ศรีแก้ว ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม ไม่ได้เสียหายอะไร เพราะอยู่ในรายงานมาเป็นหลักในการพิจารณา ผมคิดว่าอันนี้ เป็นเรื่องแปลกครับ แล้วก็ไม่สมควรจะทํานะครับ มากรณีต่อการนําเสนอในรายงานฉบับนี้ มาตรา ๔ ที่ผมไม่ได้สงวนคําแปรญัตติ แต่ผมเห็นว่ามีการแก้ไข และการแก้ไขอาจจะนําไปสู่ ความเสียหายได้ในอนาคต ประเด็นก็คือเรื่องบุคคลตามวรรคสองต้องมีคุณสมบัติ อย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ นี่เอาร่างของท่านชลน่านเป็นหลักก่อนนะครับ ในร่าง (ก) เขียนไว้ว่า เป็นหรือเคยเป็นอธิบดีหรือข้าราชการ ซึ่งดํารงตําแหน่งทางบริหารที่มีอํานาจ บริหารเทียบเท่าอธิบดี เดิมร่างของท่านชลน่านมาอย่างนี้ คณะกรรมาธิการก็ไปแก้ แก้เป็นว่า เคยเป็นข้าราชการดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่าระดับ ๑๐ หรือเทียบเท่า ไปแก้เป็นอย่างนี้ พอไปแก้เป็นอย่างนี้ก็แปลว่าคนที่เป็นอยู่ในระดับ ๑๐ เป็นไม่ได้ ต้องเคยเป็นเท่านั้น อย่างนี้ดีหรือไม่ดีครับ ปกติคนที่เคยเป็นก็ย่อมมีคุณสมบัติ คนที่เป็นอยู่โดยหลักก็ต้องมีคุณสมบัติเทียบเท่ากัน ทําไมไปตัดสิทธิคนที่เป็นอยู่ในระดับ ๑๐ ถึงเป็นไม่ได้ ทีนี้ถ้าเรากลับไปดูนะครับ ร่างของ สตง. กับร่างของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหมือนกันครับ ก็คือเป็นหรือเคยเป็นข้าราชการในตําแหน่งไม่ต่ํากว่าระดับ ๑๐ หรือเทียบเท่า คือเป็นหรือเคยเป็นในระดับ ๑๐ หรือเทียบเท่า แต่ฉบับนี้ก็ไปตัดออก นี่เป็น ประการที่ ๑

ประการถัดมาครับ ข้อ ข ไปเพิ่มขึ้น เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการผู้ดํารง ตําแหน่งประเภทบริหารระดับสูง หรือประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิหรือเทียบเท่า ข้อ ข นี่ก็แปลกอีกครับ ข้อ ข ปกติท่านเขียนอยู่ในนี้มีด้วยกัน ๒-๓ ประเด็นครับ

ประเด็นที่ ๑ ก็คือระดับ ๑๐ นี่ไม่ต้องพูดถึงแล้ว พูดเพียงแต่ว่าอยู่ในระดับ บริหาร บริหารนี่มันก็แยกออกเป็นบริหารระดับสูง แล้วท่านก็ไปแยกเป็นว่า หรือเป็น ประเภทวิชาการ หรือระดับทรงคุณวุฒิ ก็แปลว่ามี ๓ ส่วน ส่วนบริหาร ส่วนวิชาการ และ ส่วนของทรงคุณวุฒิ ซึ่งร่างของ สตง. เขาไม่ได้เขียนมาอย่างนั้นครับ อันนี้ท่านไปเพิ่มเอง ผมคิดว่าเจตนาของเขานี่เขาต้องการผู้บริหารเท่านั้น เพราะถ้าพ้นจากผู้บริหารก็ไปใช้ใน (ค) ก็คือเรื่องของวิชาการ เรื่องของวิชาการเขาจะเขียนไว้ว่า เป็นหรือเคยเป็นอาจารย์ในสถาบัน อุดมศึกษา และดํารงตําแหน่งไม่ต่ํากว่ารองศาสตราจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี แต่ว่า ถ้าเป็นส่วนของวิชาการต้องเป็นอาจารย์ อยู่ในสถาบันอุดมศึกษาเท่านั้นนะครับ และต้อง บวกครับ ต้องบวกว่า ดํารงตําแหน่งอย่างน้อยต้องเป็นรองศาสตราจารย์ และอีกครับ บวกเข้าอีกครับ และเป็นรองศาสตราจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี คือถ้าเป็นส่วนของวิชาการ ต้องมีด้วยกัน ๓ คุณลักษณะ คุณลักษณะที่ ๑ ต้องเป็นอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา คุณลักษณะที่ ๒ ต้องเป็นรองศาสตราจารย์ คุณลักษณะที่ ๓ ต้องเป็นแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี เขาถึงจะมาเป็นได้ แต่ท่านก็ไปเพิ่มใน (ข) ว่าเป็นประเภทวิชาการ อย่างนี้เป็น ๑ วัน ก็เป็นได้ครับ ถ้าเป็นระดับ ๑๐ แต่เป็นวิชาการ รับตําแหน่งมาเพียง ๑ วัน เป็นได้ไหมครับ แล้วเขาก็ลาออก ถือว่าเคยเป็น ก็กลับมาเป็นนี้ได้ ผมคิดว่าเจตนาของ สตง. กับของท่าน ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความแตกต่างกันกับร่างฉบับนี้ ซึ่งอาจจะนําไปสู่ความเสียหายได้ในอนาคต

ทีนี้พอมาเรื่องถัดไป (ง) ท่านก็ไปเพิ่มเสียเยอะแยะเลยครับ เป็นผู้สอบบัญชี รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี หรือวิชาชีพบัญชีและดํารงตําแหน่งผู้บริหาร ในหน่วยงานภาครัฐ หรือดํารงตําแหน่งผู้บริหารในสํานักงานตรวจสอบบัญชีที่ตรวจสอบ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอย่างสม่ําเสมอ และต่อเนื่องไม่น้อยกว่ายี่สิบปีนับถึงวันที่ได้รับการเสนอชื่อ เราถอยหลังกลับไปดูร่างของ ฉบับ สตง. กับของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เหมือนกันครับ เป็นผู้สอบบัญชี รับอนุญาต ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชีหรือวิชาชีพบัญชีและดํารงตําแหน่งผู้บริหารในหน่วยงาน ของรัฐ เขียนสั้น ๆ กว้าง ๆ แต่ท่านก็ไประบุเพิ่มเติมอีกเสียมากมาย อนาคตข้างหน้า ตําแหน่งนี้อาจจะเป็นปัญหาและอุปสรรคในการตีความต่อไปนะครับ

ตําแหน่งถัดมาครับ ตําแหน่ง (จ) อันนี้ก็ไม่มีอะไรแก้ไขมาก แต่ท่านไปเพิ่ม ต่อท้ายอีกวรรคหนึ่งว่า การเทียบตําแหน่งตาม ก และ ข ให้นําหลักเกณฑ์และเงื่อนไข การเทียบเท่าของ ก.พ. มาใช้บังคับ ต่อท้ายอีกวรรคหนึ่งว่าการเทียบตําแหน่งตาม (ก) และ (ข) ให้นําหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเทียบเท่าของ ก.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งโดยเจตนารมณ์ของ สตง. เขาก็ไม่ต้องการมีอย่างนั้น เพราะเขาใช้คําว่า เป็น หรือ เคยเป็น ก็จบแล้วครับ ทีนี้ท่านก็อนุโลมให้เอาตําแหน่งที่เทียบเท่าและเอาหลักเกณฑ์และเงื่อนไข การเทียบเท่าของ ก.พ. มาใช้บังคับโดยอนุโลม ผมคิดว่า การแก้ไขของคณะกรรมาธิการ จะเป็นอุปสรรคต่อไปในวันข้างหน้า และจะเป็นปัญหามากในการตีความในการทะเลาเบาะแว้ง ในการฟ้องร้องกันต่อไปในอนาคต ผมจึงไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของคณะกรรมาธิการ ตามมาตรา ๔ ซึ่งในหมวดของบุคคลตามวรรคสองต้องมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ นี่คือเหตุผลของผมครับท่านประธานครับ