สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๙ ตุลาคม ๒๕๕๖

อานิก อัมระนันทน์ หารือเรื่ององค์ประกอบและคุณสมบัติของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการมีองค์ประกอบและคุณสมบัติที่เหมาะสมและซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีความเป็นอิสระและสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ โดยเสนอปรับปรุงคุณสมบัติให้เข้มข้นขึ้นและเพิ่มคุณสมบัติใหม่ๆ เช่น การมีประสบการณ์ในการตรวจสอบเป็นที่ประจักษ์ ไม่น้อยกว่า 5 ปี และได้รับการรับรองจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

นางอานิก อัมระนันทน์ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางอานิก อัมระนันทน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉันได้สงวนความเห็นไว้ในมาตรานี้ซึ่งเกี่ยวกับองค์ประกอบและคุณสมบัติของ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือที่เรียกกันว่า คตง. นะคะ ก่อนอื่นเราควรจะต้องดูว่า องค์ประกอบคุณสมบัติควรจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ซึ่งก็ได้มีกําหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๒ แล้วก็ขอลอกมาเพียงคําที่เด่น ๆ ว่าเราต้องการคณะกรรมการ ที่เป็นอิสระและเป็นกลาง ต้องการบุคคลที่มีคุณสมบัติที่มีความเหมาะสมแล้วก็ซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์ และวรรคสุดท้ายของมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญก็ระบุว่า ควรจะมีหลักประกัน ความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ แล้วก็หน้าที่หลักของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ก็จะมีตั้งแต่การตั้งมาตรฐาน กําหนดมาตรฐานนโยบายการตรวจเงินแผ่นดินไปจนถึง การแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางงบประมาณและการคลัง ซึ่งมีหน้าที่สําคัญมาก เพราะว่า ให้คุณให้โทษได้นะคะ ก็คือสามารถวินิจฉัยความผิดทางการเงินการคลัง แล้วก็กําหนด โทษปรับทางการปกครองให้แก่เจ้าหน้าที่หรือพนักงานของหน่วยที่รับการตรวจนะคะ เพราะฉะนั้นจึงเป็นตําแหน่งที่สําคัญมากและมีอยู่ ๗ คน พระมหากษัตริย์เป็นผู้แต่งตั้ง แต่งตั้งอยู่ในวาระได้เพียงครั้งเดียวคือ ๖ ปี จึงเห็นว่าสิ่งนี้สําคัญมาก การกําหนด องค์ประกอบหรือคุณสมบัติมี ๒ ส่วนนะคะ ส่วนแรกจะอยู่ในวรรคสองซึ่งเกี่ยวกับ ความชํานาญแล้วก็ประสบการณ์ในเชิงสาขาวิชาการ อีกส่วนหนึ่งจะอยู่ในวรรคสาม ของมาตรานี้ จะเรียกว่าเป็นคุณสมบัติ ซึ่งก็จะเป็นเชิงของประสบการณ์การทํางานแล้วก็ที่มา

ดิฉันขออภิปรายในส่วนแรก ในเรื่องของความชํานาญและประสบการณ์ ซึ่งในร่างพระราชบัญญัติอันนี้แบ่งเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ส่วนที่ ๑ เป็นผู้ที่มีความชํานาญ และประสบการณ์ด้านการตรวจเงินแผ่นดิน ร่างหลักกําหนดไว้จํานวนถึง ๒ คนนะคะ ส่วนที่ ๒ กลุ่มที่ ๒ ก็คือชํานาญด้านการบัญชี ตรวจสอบภายใน และการเงินการคลัง ด้านละ ๑ คน กลุ่มที่ ๓ ชํานาญด้านนิติศาสตร์ จํานวน ๑ คน และส่วนที่ ๔ ชํานาญด้าน เศรษฐศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านอื่นที่จะเป็นประโยชน์แก่การตรวจเงินแผ่นดินอีก ๑ คน รวมแล้วก็เป็น ๗ คน จะเห็นว่าถ้ารวมกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๒ ก็จะเป็นสายของผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบัญชี ตรวจสอบภายในค่อนข้างสูง คือประมาณ ๕ คน สิ่งที่ดิฉันเสนอแล้วก็ได้สงวนความคิดเห็นไว้ ก็คือลดในส่วนที่ ๑ ของผู้ที่เคยทํางานตรวจเงินแผ่นดินลดจาก ๒ ท่านเหลือ ๑ ท่าน แล้วก็ เอาไปเพิ่มในกลุ่มที่ ๔ โดยที่ให้ระบุว่าให้ไปที่ผู้ที่มีความชํานาญด้านเศรษฐศาสตร์ค่ะ เหตุผลก็เพราะว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นมากกว่าการสอบบัญชีนะคะ เพราะว่าสมัยนี้ แล้วก็จะต้องมีการดูถึงประสิทธิภาพของการใช้เงิน ประเมินความคุ้มค่าของการใช้เงิน ประเมินโครงการนะคะ ท่านประธานต้องลองนึกภาพว่านโยบายสมัยนี้ใหญ่ซับซ้อน แล้วก็ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนะคะ อย่างสมมุติว่าจะต้องตรวจสอบโครงการนโยบายจํานํา ข้าว หรือโครงการรถไฟฟ้า หรือรถไฟความเร็วสูงนะคะ หรือแม้แต่อย่างสัมปทานปิโตรเลียม ก็ต้องการองค์ความรู้ที่หลากหลายแล้วก็กว้างขวางมากกกว่าบัญชีค่ะ และในสภาวการณ์ ปัจจุบันเศรษฐกิจของเราอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์ ต้องแข่งขันกับต่างประเทศมาก มีการก้าวเข้าสู่ ประชาคมอาเซียนนะคะ แล้วก็จะทําให้การที่มองเห็นภาพใหญ่ทางเศรษฐกิจมีความสําคัญ มาก ๆ แล้วก็สําคัญไม่น้อยกว่าด้านนิติศาสตร์ ซึ่งร่างก็ได้มีกําหนดแล้วว่าให้มี ๑ คน นอกจากนี้ดิฉันยังเห็นว่าการเจาะจงนอกจากเศรษฐศาสตร์แล้ว ความจริงควรจะมี วิศวกรรมศาสตร์ด้วย โดยที่สามารถลดสัดส่วนของนักบัญชีจากกลุ่ม ๑ กลุ่ม ๒ ที่เรียน แล้วได้ อาจจะลงจาก ๕ คนเหลือ ๓ คนได้ เพื่อที่จะทําให้การตรวจเงินแผ่นดินในยุคปัจจุบัน เหมาะสมกับยุคสมัย แล้วก็เพิ่มคุณค่า การที่เราเสียส่วนของนักบัญชีไป ดิฉันคิดว่าส่วนที่ ได้มา ที่มีความหลากหลายเฉพาะทางด้านอื่น ๆ จะเพิ่มคุณค่ามากกว่าสิ่งที่เสียไป จะทําให้ ความเหมาะสมของคุณสมบัติที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญสูงขึ้นทําให้เกิดประสิทธิภาพในการ ทํางานที่ดีขึ้น เป็นการรองรับบทบาทที่ควรจะเป็นนะคะ แล้วก็เป็นการเพิ่มความหลากหลาย ซึ่งการเพิ่มความหลากหลายก็เพิ่มโอกาสของความเป็นอิสระและเป็นกลาง อันนี้ก็เป็น ส่วนแรกที่เกี่ยวกับสาขาวิชาการในวรรคสอง

ส่วนในวรรคสามเป็นการกําหนดคุณสมบัติในเชิงของประสบการณ์ การทํางานหรือที่มา ร่างที่ผ่านคณะกรรมาธิการก็จะมีอยู่ ๕ กลุ่ม ดิฉันได้สงวนความเห็นที่จะ ปรับปรุงคุณสมบัติในบางกลุ่ม แล้วก็เสนอให้เพิ่มอีก ๑ กลุ่ม คือในส่วนของภาคประชาชน ๒ กลุ่มแรกคือกลุ่ม ก กลุ่ม ข นี่เป็นข้าราชการ ซึ่งถ้าเผื่อท่านประธานลองมองเทียบกับร่าง ที่ผ่านวาระที่หนึ่งของสภาแห่งนี้ ร่างนั้นจะมีข้าราชการอยู่เพียงกลุ่มเดียว แต่ว่าสิ่งที่ทาง กรรมาธิการได้เปลี่ยนแปลงนะคะ ดิฉันคิดว่าทําให้การกําหนดคุณสมบัติมีความหละหลวม เข้มข้นน้อยลง จากเดิมที่ข้าราชการจะต้องเป็นหรือเคยเป็นอธิบดีหรือดํารงตําแหน่ง ในด้านบริหาร มีอํานาจบริหารเทียบเท่ากับอธิบดี มาเป็นการเปิดกว้างว่าเป็นระดับ ๑๐ หรือ เทียบเท่าแล้วก็อาจจะเป็นตําแหน่งทางวิชาการหรือผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้นะคะ จะเห็นว่าตรงนี้ มันจะเปิดกว้าง แล้วก็ขาดความเข้มข้น ขาดการคัดกรอง เพราะว่าของเก่าที่เป็นเฉพาะอธิบดี หรือเทียบเท่านี้ เราจะได้เลือกจากกลุ่มคนที่มีความสามารถ แล้วก็มีประสบการณ์ด้าน การบริหารระดับสูง และผ่านการคัดกรองมาแล้ว แล้วอีกอย่างหนึ่งการแก้ไขตรงนี้ ที่เปิดกว้างเกินไป ยังเป็นการเปิดทางให้ผู้มีอํานาจ อาจจะสามารถที่จะตระเตรียมคน ที่สามารถสั่งการได้เข้ามาสู่องค์กรอิสระทางรัฐธรรมนูญได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่อันตรายมาก จะทําให้ความเป็นอิสระเป็นกลางของ คตง. นี้ลดน้อยลงไป ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับตรงนี้ อีกกลุ่มหนึ่งท่านประธานคะ ดิฉันเห็นว่าควรจะปรับปรุงคุณสมบัติให้เข้มข้นขึ้น แต่ส่วนนี้ เข้มข้นและเปิดกว้างนะคะ ก็คือกลุ่ม จ ซึ่งเป็นคนจากภาคธุรกิจซึ่งร่างของกรรมาธิการ กําหนดไว้ว่า ต้องเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ของประเทศไทยเท่านั้น แต่ท่านประธานคะ บางบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ประเทศไทยก็ได้แสดงออกมาแล้วว่าอาจจะมีธรรมาภิบาลที่ต่ํา ก็เคยมีกรณีการฉ้อฉล ซึ่งดิฉันจะไม่เอ่ยถึง เพราะฉะนั้นดิฉันก็เลยกําหนดว่าในส่วนนี้เขาจะต้องผ่านการอบรม ของสถาบันกรรมการบริษัทไทยหรือที่เรียกว่า ไอโอดี (IOD) ถึงแม้จะไม่ได้เป็นการสร้างหลักประกันแต่อย่างน้อยก็จะช่วยให้ได้คนที่มีความตระหนัก ในเรื่องธรรมาภิบาลมากขึ้น ในความเป็นจริงนักบริหารระดับสูงที่เป็นคนไทยนะคะไม่ได้อยู่ ในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย มีจํานวนไม่น้อย แต่เขามีความรู้ความสามารถ แล้วก็มีประสบการณ์การทํางานในองค์กรที่มีธรรมาภิบาลสูงเข้มข้น องค์กรที่ต้องแข่งขัน องค์กรที่ประสิทธิภาพสูง เช่น คนไทยจํานวนมากทํางานอยู่ในบริษัทข้ามชาติที่จดทะเบียน แต่ว่าอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของต่างประเทศ ซึ่งจริง ๆ แล้วเขามักจะมีธรรมาภิบาลที่เข้มข้น กว่าบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย เพราะเนื่องจากว่ากฎหมายในต่างประเทศนั้นเขามี ความเข้มข้นมากกว่า และการนํามาปฏิบัติก็จริงจังมากนะคะ เพราะฉะนั้นเราก็จะสูญเสียคน อย่างเช่นที่อยู่ในองค์กรข้ามชาติอย่างเชลล์ (Shell) เอสโซ่ (Esso) หรือโตโยต้า (Toyota) เป็นต้น เพราะฉะนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้ คตง. ได้สามารถที่จะเลือกคนที่มีคุณภาพมาจาก ภาคเอกชนที่จะทําหน้าที่ได้อย่างอิสระและเป็นกลาง และมีความรู้ความชํานาญในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตรวจเงินแผ่นดิน ดิฉันจึงได้สงวนความเห็นให้เพิ่มกรรมการของ สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรมและสมาคมธนาคาร ซึ่งเป็นองค์กรหลักของภาคธุรกิจ เอกชนเข้าไปในข้อ จ ด้วยนะคะ นอกจากนี้ดิฉันได้สงวนความเห็นที่จะเพิ่มบุคคลจาก ภาคประชาสังคม หรือภาคประชาชนโดยเพิ่มเป็น ข้อ ฉ นะคะ ขออนุญาตอ่านคําสงวน ความเห็น ข้อ ฉ ก็คือ เป็นหรือเคยเป็นกรรมการขององค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากําไร ในทางธุรกิจที่มีผลงานด้านการตรวจสอบเป็นที่ประจักษ์ไม่น้อยกว่า ๕ ปี และได้รับ การรับรองจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนซึ่งเป็นองค์การมหาชน อันนี้ก็เป็นข้อเสนอ ของดิฉัน เหตุผลก็เพราะว่าถ้าเรามองดูแนวโน้มของการกําหนดคุณสมบัติในเชิง ประสบการณ์ทํางานหรือที่มา จะเห็นว่าในสมัยก่อนภาครัฐ ภาคราชการก็มักจะใช้แต่ ข้าราชการล้วน ๆ ในอดีต ต่อมาก็เริ่มมีการเปิดขยายเอาคนจากภาควิชาการมาใช้ประโยชน์ แล้วต่อมาก็เริ่มเอาคนจากภาคธุรกิจเข้ามา เพราะฉะนั้นแนวโน้มของโลกยุคใหม่ก็คือ เปิดรับคนจากภาคประชาสังคม โดยเฉพาะเราจะเห็นว่าทุกวันนี้ภาคประชาชนก็มีบทบาท ที่มากขึ้นและมีนัยสําคัญมากในการตรวจสอบ ทั้งนโยบายแล้วก็การบริหารงานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของการดูแลสิ่งแวดล้อมที่มาบตาพุดในอดีตหรือกรณีของเขื่อนแม่วงก์ ที่เพิ่งเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันนี้ ในมุมหนึ่งอาจจะมองว่าภาคประชาชนทําให้เกิดความยุ่งยาก วุ่นวาย แต่ดิฉันว่าสิ่งที่เขาทําเป็นประโยชน์นะคะเป็นประโยชน์สุขกับประชาชน เพราะฉะนั้น เราน่าจะเอาพลังสังคมส่วนนี้มาใช้ประโยชน์ในการตรวจเงินแผ่นดินและในส่วนอื่น ๆ ถ้าเผื่อเราให้ภาคประชาสังคมได้มีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทาง ความยุ่งยากวุ่นวายที่เห็น ๆ กัน ที่เกิดที่ปลายทางก็อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้นะคะ อันนี้ก็จะเป็นแนวทางเดียวกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ (๓) ที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐในทุกระดับ ซึ่งดิฉันจะขออ่านนิดเดียวสั้น ๆ ว่าส่งเสริมให้การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบ การใช้อํานาจรัฐทุกระดับในทุกรูปแบบองค์กรทางวิชาชีพหรือตามสาขาอาชีพที่หลากหลาย หรือรูปแบบอื่น อันนี้ก็คงเป็นลักษณะรูปแบบอื่น แต่ที่สําคัญดิฉันกําลังพูดถึงเจตนารมณ์ แนวทางแล้วก็ประโยชน์ที่จะได้ เพราะว่าอํานาจรัฐที่สําคัญมาก ๆ ก็คืออํานาจของเงิน เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอยู่ใน คตง. แล้ว เราก็จะได้มุมมอง ที่เพิ่มเติมขึ้นในการกําหนดมาตรฐานการตรวจสอบ แล้วก็ในการปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ เป็นการ เพิ่มประสิทธิภาพของการกําหนดนโยบายและมาตรฐานการตรวจสอบ ภาคประชาชนจะเป็นตัวถ่วงดุลที่สําคัญในยุคประชาธิปไตยที่ปัจจุบันก็มีแนวโน้มที่จะเกินดุล ไปหน่อยทางด้านของเสียงข้างมากหรือการใช้อํานาจรัฐ เพราะฉะนั้นถ้าได้ภาคประชาสังคม เข้ามาเราก็จะทําให้ได้ คตง. ที่มีความเป็นอิสระ เป็นกลางมากขึ้น แล้วก็จะมีโอกาสที่จะเพิ่ม หลักประกันของความเป็นอิสระ ดิฉันก็จึงคิดว่าในมาตรา ๖ แห่งร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินนี้ ในวรรคสองก็จะเสนอว่า ต้องปรับปรุงองค์ประกอบ ในเชิงวิชาการ โดยลดสัดส่วนที่สูงเกินจําเป็นของนักบัญชี แล้วก็ไปเพิ่มสัดส่วนสาขาอื่นที่จะ เป็นประโยชน์ในการตรวจเงินแผ่นดิน โดยเฉพาะด้านเศรษฐศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ ส่วนในวรรคสาม ก็เสนอว่าควรจะเพิ่มความเข้มข้นของคุณสมบัติในส่วนของข้าราชการ ที่เป็นอธิบดีหรือเทียบเท่าให้คงไว้ตามร่างเดิมที่ผ่านวาระหนึ่ง นอกจากนั้นก็ได้สงวน ความเห็นว่าให้เปิดขยายรับคนคุณภาพจากภาคธุรกิจเอกชน แล้วก็เพิ่มที่มาและมุมมอง ที่มีนัยสําคัญมาก ๆ ของภาคประชาสังคม การกําหนดองค์ประกอบคุณสมบัติอย่างนี้ จะมีโอกาสที่จะทําให้เราได้หลักประกันของความเป็นอิสระ แล้วก็ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการ ทํางานของ คตง. เพื่อจะทําให้มาตรฐานการตรวจสอบ การตรวจเงินแผ่นดินนี้สูงขึ้น ภาษีอากรทุกบาททุกสตางค์ก็จะได้ถูกใช้อย่างครบถ้วน และใช้อย่างคุ้มค่าเพื่อประโยชน์สุข ของประชาชนทุกคน ดิฉันจึงขอการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิก แล้วก็ขอให้กรรมาธิการ เสียงข้างมากกรุณาพิจารณาอีกครั้งหนึ่งนะคะ ขอบพระคุณค่ะ