สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำแปรญัตติและเสนอแนะให้มีการชี้แจงจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ พร้อมหารือเรื่องการกู้เงินและการลงทุนโครงการภาครัฐ รวมถึงเรื่องภาษีกำไรพิเศษ และระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติที่จะดำเนินการ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะ กรรมาธิการเสียงข้างมาก ต่อคําแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอตอบเป็นทีละประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ซึ่งเป็นส่วนของการที่มีการแปรญัตติในเรื่องของกําหนดกรอบ ของเพดานหนี้สาธารณะไว้ที่ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาตั้งแต่ วาระที่หนึ่งนั้น ผมต้องกราบเรียนว่าจากการพิจารณาของกรรมาธิการได้มีการเรียนเชิญ หน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่ว่าจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ สํานักงบประมาณ สํานักงานเศรษฐกิจการคลังเข้ามาชี้แจง ก็ยืนยันตรงกันว่า ภายใต้สมมุติฐานทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะนั้น อาจจะอยู่ภายใต้กรอบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่เป็นปัญหาต่อสถานะทางการเงินการคลังรวมถึง วินัยทางการเงินการคลังแต่อย่างใดนะครับ ผลกระทบกับหนี้สาธารณะ ผมต้องกราบเรียนว่า ด้วยปัจจัยทางเศรษฐกิจต่าง ๆ มันมีปัจจัยทั้งภายในภายนอกที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ นะครับ การที่จะเอามาเป็นกรอบกําหนดภายในกฎหมายฉบับนี้นั้น อาจจะเป็นผลลบ กับการลงทุนของโครงการภาครัฐครั้งใหญ่ครั้งนี้ในทางลบด้วยซ้ํา เพราะว่าโครงการต่าง ๆ นี้ ก็จะขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนไปนะครับ

ในประเด็นต่อมานะครับ ประเด็นที่ปรึกษาที่มีเพื่อนสมาชิกได้กล่าวถึงนี้นะครับ ผมกราบเรียนว่าทางกรรมาธิการเสียงข้างมากนี้ไม่ได้ติดขัดในเรื่องจํานวนหรือว่าการแต่งตั้ง ที่ปรึกษาในชั้นกรรมาธิการแต่อย่างใดนะครับ มีการเสนอเป็นข้อเสนอสุดท้ายที่พูดคุยกันว่า จะมีการตั้งที่ปรึกษา โดยให้เป็นตัวแทนจากสถาบันการศึกษา โดยให้สถาบันการศึกษา ที่มีความน่าเชื่อถือนี้ส่งชื่อเข้ามา แต่ข้อเสนอก็ได้บอกผลัดปฏิเสธนะครับ ซึ่งเราในฐานะ ที่เป็นกรรมาธิการเสียงข้างมากก็เป็นห่วงในการที่เราจะไปเลือกตัวบุคคลเข้ามา เพราะอาจจะเกิดความไม่เป็นกลาง แล้วก็เกิดภาพลักษณ์ที่เอนเอียงในองค์กรที่จะ ดึงตัวบุคลากรเข้ามาอยู่ในกรรมาธิการในฐานะที่ปรึกษานะครับ

ประเด็นปัญหาที่เพื่อนสมาชิกเป็นห่วงเรื่องของการว่าเมื่อถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๖๓ แล้ว โครงการใดยังไม่ได้เริ่มดําเนินการก็จะมีการกู้เข้ามาให้ครบเต็มจํานวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อมากองนั้น ผมต้องกราบเรียนประกอบกันไปเลยนะครับ พร้อมกันกับประเด็นคําถามของท่านจุติที่พูดถึงเรื่องว่า โครงการใดที่ไม่ผ่านการศึกษา สิ่งแวดล้อมหรือว่าไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มทุน จะดําเนินการหรือไม่นี้นะครับ ทั้งหมดนั้นมาตรา ๑๔ ได้กําหนดไว้อย่างชัดเจน เพราะมาตรา ๑๔ นี้จะกําหนดให้หน่วยงานเจ้าของโครงการ จัดทํารายละเอียดเพื่อมาขอโครงการโดยจะต้องผ่านขั้นตอนกฎหมายที่จําเป็น นั่นก็รวมถึง การศึกษาทางอีไอเอ เอชไอเอด้วยนะครับ ก่อนที่จะมีการเสนอ ครม.ตามวรรคหนึ่ง ก็ได้กําหนดอีกว่าให้หน่วยงานนี้เสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สํานักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง เพื่อที่จะให้ข้อเสนอแนะ แล้วก็ให้คณะรัฐมนตรี อนุมัติต่อไป ข้อเสนอแนะ แล้วก็ให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติต่อไป ถ้าเกิดว่าโครงการใดไม่คุ้มค่ากับการลงทุน หรือไม่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน แน่นอนครับว่า โครงการเหล่านั้นก็จะถูกปฏิเสธ ในการที่จะได้รับการกู้เงินเพื่อมาดําเนินการนะครับ

ในส่วนของการกู้มากองที่เป็นประเด็นคําถามนั้น ผมต้องกราบเรียนว่า มาตรา ๑๔ ได้กําหนดไว้ชัดเจนบวกกับมาตรา ๑๕ ถ้าโครงการใดไม่ผ่านกระบวนการทั้งหมด ตามมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ ก็จะไม่สามารถดําเนินการเพื่อจะไปกู้เงินมาได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นตัวอย่าง อย่างที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้นําเสนอว่าถึงเดือนธันวาคม ปี ๒๕๕๖ โครงการ นําดําเนินการไปได้เพียงครึ่งเดียว โครงการอีกครึ่งหนึ่งยังไม่สามารถผ่านมาตรา ๑๔ ได้ แน่นอนว่าเงินที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งก็ไม่ได้รับการกู้ครับ อันนี้ยืนยันตรงกันนะครับ

ในส่วนของประเด็นเรื่องของภาษีกําไรพิเศษนั้น เป็นแนวคิดที่มีการเสนอ ขึ้นมาในชั้นกรรมาธิการอย่างพอสมควรนะครับ มีการถกในประเด็นนี้พอสมควร แต่ต้อง กราบเรียนด้วยความเคารพว่าทางกรรมาธิการรับเป็นข้อสังเกต ซึ่งในกรรมาธิการเอง ก็มีท่านรัฐมนตรีที่มีความเกี่ยวข้องได้รับทราบในข้อสังเกตนี้แล้ว แต่พระราชบัญญัติฉบับนี้ ไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องกับพระราชบัญญัติที่จะดําเนินการเรื่องของภาษีกําไรพิเศษ ก็เป็นแนวคิดที่ดี แล้วก็ทางกรรมาธิการขอรับไว้ ในการแปรญัตติของเพื่อนสมาชิกนั้น ทางกรรมาธิการขอยืนตามร่างเดิมครับ