จุติ ไกรฤกษ์ แสดงความกังวลเกี่ยวกับภาระดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ เขาเรียกร้องให้รัฐบาลควบคุมการใช้จ่ายเงินและให้ความสำคัญกับการดูแลสาธารณสุขและการศึกษาแทนการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง นอกจากนี้เขายังหารือเกี่ยวกับการกู้เงินนอกระบบของรัฐบาล การตรวจสอบรายงานรายได้และรายจ่ายของโครงการทุกปี ผลการศึกษารัฐบาล และงบประมาณที่ใช้ในการก่อสร้างสิ่งสำคัญต่างๆ เขายังเสนอให้ยกเลิกโครงการที่ไม่ผ่านคุณภาพสิ่งแวดล้อมและไม่คุ้มค่าทางการเงิน และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเก็บภาษีกำไรพิเศษ 30% เพื่อช่วยเหลือรัฐและเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก เมื่อสักครู่นี้ท่านอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กราบเรียนท่านประธานไปแล้วว่าภาระดอกเบี้ยที่ขึ้น ๑ เปอร์เซ็นต์ของภาระดอกเบี้ยเงินต้น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะมีผลเพิ่มถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธานได้เห็นว่าวันนี้ เราเป็นเศรษฐีที่เราคิดว่าเรารวย ช้างขี้อยากจะขี้ตามช้าง ผมไม่ขัดข้องที่จะก่อสร้างรถไฟรางคู่ ถนนเชื่อมโครงข่าย แต่ผมมีความสงสัยในความคุ้มค่า ของรถไฟความเร็วสูง วันนี้ท่านอดีตรัฐมนตรีกรณ์ จาติกวณิช พูดไปแล้วว่า ๑ เปอร์เซ็นต์นั้น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นนะครับ กระผมจะกราบเรียนท่านประธาน ให้ทราบก็คือว่าวันนี้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรที่เกิดขึ้นวันนี้ ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ ๔ เปอร์เซ็นต์ สมมุติฐานของรัฐบาลนั้นบอกว่าอยู่ที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หนึ่งในกรรมาธิการที่เป็นผู้อํานวยการสํานักบริหารหนี้สาธารณะ บอกว่าจากเดือนสิงหาคมมาถึง เดือนกันยายน เดือนเดียวพันธบัตรอิงอัตราเงินเฟ้อของ สบน. อายุ ๑๕ ปีเพิ่มขึ้นถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ น่าตกใจครับท่านประธาน เพราะว่าวันนี้ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นประธานกรรมาธิการอยู่ด้วย บอกว่าสภาพคล่องในประเทศไทยนั้นมีเพียงพอที่จะกู้ได้ กู้เป็นเงินบาทได้ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าถ้าเอามาเปรียบเทียบกัน มูลค่าหุ้นในตลาด หลักทรัพย์ที่พอจะวัดได้ ประเทศไทยนั้นขนาดของมูลค่าตลาดหลักทรัพย์นั้นมูลค่า ๑๒,๐๐๐.๐๐๐ ล้านบาท ถ้าเอาประเทศญี่ปุ่นนั้นมูลค่าตลาดหลักทรัพย์ ๑๐๐ ล้านล้านบาท นะครับ ประเทศฝรั่งเศส ๕๔ ล้านล้านบาท ประเทศออสเตรเลีย ๔๐ ล้านล้านบาท แต่ประเทศไทยนั้น ๑๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่สิ่งที่นอกจากภาระดอกเบี้ยที่พวกเรากลัวว่า รัฐบาลนั้นจะไม่สามารถควบคุมให้อยู่ภายใต้สมมุติฐานที่รัฐบาลได้พูดไว้ว่าถ้าดอกเบี้ยไม่เกิน ๕ เปอร์เซ็นต์ อัตราดอกเบี้ยนั้นจะอยู่ที่ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในระยะ ๕๐ ปี ท่านประธานครับ วันนี้ที่พวกผมห่วงนั้นคือห่วงเรื่องการใช้เงิน เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ เราสามารถใช้ ในงบประมาณปกติได้ แต่เราไม่ทําเรามากู้ เงินต่าง ๆ เหล่านี้สามารถไปช่วยทําระบบ สาธารณูปโภคด้านอื่นให้กับคนยากคนจนได้อีก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษาที่ท่านบุญยอด สุขถิ่นไทย ได้เคยแปรญัตติไว้ หรือเรื่องสาธารณสุข วันนี้ก่อนที่เราจะผ่านมาตรานี้ไป แล้วก็ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ ซึ่งผมนั้นได้ขออนุญาตท่านประธานแปรญัตติไว้ ผมอยากให้ท่านประธานได้เห็นครับว่าวันนี้คนไทยยังยากจนอยู่และต้องแบกรับภาระ ดอกเบี้ย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจนครับ คนจนนั้นต้องจ่ายค่าก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงทั้ง ๆ ที่เขานั้นไม่มีโอกาสได้ใช้เลย ๑. ไม่มีความจําเป็น ๒. ไม่มีเงินค่าตั๋วขึ้น สําคัญคือเงินของเขานั้น เอาไปสร้างรถไฟความเร็วสูงให้กับคนรวยใช้จริง ๆ ท่านประธานดูว่าถ้าคนเป็นรัฐบาล ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั่งอยู่หัวโต๊ะเป็นประธานกรรมาธิการ ดูถึงความสมดุล ในการใช้จ่ายเงินเพื่อดูแลให้ความสุขคนทั้งประเทศ ท่านประธานจําได้ไหมครับเมื่อปี ๒๕๕๔ ท่านประธาน พรรคท่านประธานบอกว่าอย่างไร จะล้างหนี้ให้ประเทศ จะคืนความสุขให้คนไทย ท่านประธานครับ วันนี้ถามครับว่าคนไทยมีความสุขหรือไม่ การรักษาพยาบาลครับ งบประมาณที่ดูแลคนไทยทั้งประเทศโดยกระทรวงสาธารณสุขนั้นมีมูลค่า ๓.๑ เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ ในขณะที่ท่านเอาเงินมาใช้ กู้มันทั้งระบบนี้คือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของมูลค่ามวลรวมผลิตภัณฑ์ทั้งประเทศ ผมเรียนให้ท่านประธานเห็นนะครับ ว่าจริง ๆ แล้ววันนี้ค่าใช้จ่ายเรื่องสาธารณสุขให้กับคนไทยทั้งประเทศนะครับ ท่านประธาน ต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่นั้นเป็นคนจน วันนี้คนไทยนั้นได้รับอานิสงส์รายจ่ายสาธารณสุข ต่อหัวประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี เราอยากจะมีรถไฟความเร็วสูงเหมือนกับใครครับ เหมือนกับประเทศสวิสเซอร์แลนด์ที่ท่านนายกรัฐมนตรีไปเยือนไหมครับ ค่าใช้จ่ายสาธารณสุข ต่อหัวของเขา คนหนึ่ง ๑๕๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปีครับ ไปประเทศฝรั่งเศส ๑๒๐,๐๐๐ บาท ต่อคนต่อปีครับ ประเทศญี่ปุ่น ค่าใช้จ่ายด้านรักษาพยาบาล ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี แต่ขณะที่คนไทยนั้น ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคนต่อปี ผมกราบเรียนท่านประธานมาเพื่อให้ท่านประธานได้เห็นครับว่าในสิ่งที่ผมได้แปรญัตติเอาไว้นั้น ตั้งแต่มาตรา ๑๒ ที่ผ่านมาแล้วว่า ให้สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะมีอํานาจหน้าที่ ดําเนินการเกี่ยวกับการบริหารและจัดการการกู้เงิน การเบิกจ่ายเงินกู้ การชําระหนี้ และการอื่นใดที่เกี่ยวกับการกู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้ และผมเพิ่มว่าและรายงาน ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทราบภายใน ๖๐ วัน ส่วนในมาตรา ๒๐ ครับท่านประธาน มาตรา ๑๗ ผมได้แปรญัตติไว้ว่า ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการรายงานการเบิกจ่ายเงินกู้ของ โครงการและผลการดําเนินงานโครงการต่อกระทรวงเจ้าสังกัดอย่างต่อเนื่องจนสิ้นสุด โครงการ และรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทราบภายในเดือนมีนาคมของทุกปี จนสิ้นสุดโครงการ เหตุผลของผมก็คือนี้ละครับ ควบคุมการใช้จ่ายเงินภาครัฐให้ดูแล ประชาชนให้ทั่วถึงอย่างเป็นธรรมแล้วก็มีประสิทธิภาพ ในมาตรา ๒๐ เช่นกันครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๒๐ นั้น ผมได้แปรญัตติขอเพิ่มคําว่า มาตรา ๒๐ เพิ่มความต่อไปนี้ นะครับ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเจ้าของโครงการ หรือคณะรัฐมนตรี ที่มีหน้าที่รายงาน ต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา กระทําการล่าช้าไม่รายงานตามมาตรา ๗ มาตรา ๑๒ มาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๙ แล้วแต่กรณี หรือรายงานไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานอภิปรายตรงนี้เลย คือมาตรา ๒๒ และ มาตรา ๒๑ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องลุกขึ้นในมาตราต่อ ๆ ไปได้ไหมครับ เพราะมันเกี่ยวเนื่องกัน ในมาตรา ๒๑ ครับ ผมบอกว่าโครงการใดผลการศึกษาหรือผลวิเคราะห์ที่ไม่มีความคุ้มค่า ทางการเงิน ขัดหลักธรรมาภิบาล ให้ยกเลิกการดําเนินงานโครงการนั้นทันทีเพื่อลดภาระหนี้ ให้กับรัฐและประชาชน ในกรณีโครงการใด ผลการศึกษา การวิเคราะห์ไม่ผ่านมาตรฐาน คุณภาพสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ และพระราชบัญญัติอื่นที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ในการขออนุมัติดําเนินการก่อสร้าง เส้นทางรองรับรถไฟความเร็วสูงให้ยกเลิกการดําเนินงานโครงการนั้นทันที เหตุผลของผม ก็คือว่าเรานั้นจําเป็นต้องให้รัฐบาลนั้นรักษาคํามั่นสัญญาครับ คํามั่นสัญญาที่พวกเราได้รับ จากท่านเมื่อตอนวาระที่หนึ่ง ท่านบอกว่าทุกโครงการนั้นโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่เป็นกรรมาธิการก็บอกว่า จะกู้เป็นเงินบาทเป็นหลัก และมีสภาพคล่องพอ ท่านประธานครับ ผมเรียนถามท่านประธานว่าท่านประธาน อ่านหนังสือพิมพ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้ไหมครับ กฎหมายยังไม่ผ่านนะครับ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังบอกว่าจะกู้เงินบาทเป็นเงินหลัก แต่ผู้บริหารกระทรวงการคลังครับ ที่จะกู้เงิน แถลงข่าวเมื่อวันศุกร์ครับว่าจะกู้ ๑,๑๐๐ ล้านเหรียญ หรือถึง ๑,๕๐๐ ล้านเหรียญ เพื่อมาทําโครงการนี้ครับ เงินเหรียญเท่ากับ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่ทันผ่านวาระที่สาม ครับ วาระที่หนึ่ง พูดกับพวกผมว่าจะกู้เป็นเงินบาท ยังไม่ผ่านวาระที่สาม กระทรวงการคลัง เตรียมกู้เป็นเงินเหรียญสหรัฐครับ จะออกเป็นพันธบัตรครับ ผมถามว่าตรงนี้ละครับอะไรคือ ความรับผิดชอบ คือสิ่งที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านกรณ์ จาติกวณิช มีความห่วงครับว่าคํามั่นสัญญาของรัฐมนตรีผู้บริหารนั้นไม่มีความหมายอะไรเลยหรือ รักษาไม่ได้หรือ หรือเพียงแต่พูดขอให้ขอไปทีเพื่อให้โครงการนั้นผ่านอย่างไรก็ช่างมัน ถ้าเป็น อย่างนี้นะครับท่านประธานครับ ผมมีความเป็นห่วงครับ เป็นห่วงอย่างไรครับ เป็นห่วงว่า สิ่งที่เกิดขึ้นที่ ส.ส. เจิมมาศ จึงเลิศศิริ กับคุณจิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี นําประชาชนมาร้องเรียนที่พรรค ในเรื่องของชาวบ้านย่านราชปรารภและประตูน้ําครับ การสร้างสถานีครับ สถานีรถไฟฟ้า ใต้ดิน บอกว่ามีการเวนคืนถึง ๒๐๐ คูหา แล้วสถานี ๒ สถานีนี้ห่างกันเพียงแค่ ๖๐๐ เมตร จริง ๆ ๖๐๐ เมตร นี้เดินได้นะครับไม่ต้องขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดิน แค่ ๒ สถานี แล้วเวนคืนถึง ๒๐๐ กว่าคูหา แล้วชาวบ้านเขาก็ไปร้องเรียน แล้ววันนี้ท่านประธานครับ ก็รับปากกันไป ทีหนึ่ง เดี๋ยวดูให้ ผมไปถามชาวบ้านที่มาร้องเรียนเมื่อ ๓-๔ ปีที่แล้วผ่านบลูเฮาส์ (Blue House) ของพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่าไม่มีอะไรเป็นกระดาษคํามั่นสัญญาเลย มีแต่บอกจะไปดูให้ ผมก็บอกชาวบ้านบอกระวังไว้นะ จุดแข็งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไม่ใช่เรื่อง การรักษาคํามั่นสัญญา จุดแข็งของท่านคือเรื่องโกหกสีขาว ซึ่งทําอยู่เป็นประจําจนมันจะเป็น สีเทาไปหมดแล้ว เพราะสีขาวมันจะไม่มี ผมถามท่านประธานว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย แจ้งว่าอย่างไรครับท่านประธาน บอกว่าไม่ใช่เป็น การประชาพิจารณ์ แต่ทําไปตามระเบียบของสํานักนายกรัฐมนตรีเท่านั้น หมายความว่า อย่างไรครับ หมายความว่าต่อไปนี้ถ้าเผื่อกฎหมายนี้ผ่านสภา สิ่งที่ท่านประธานยังไม่ได้ ศึกษาเลยใช่ไหมครับ ยังไม่ได้ศึกษาเลยตามที่ทีดีอาร์ไอ (TDRI) เขาเสนอมาบอกว่า โครงการที่ขาดการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ๑๘ โครงการ มูลค่า ๕๒๙,๐๕๕ ล้านบาท จะเป็นแบบที่โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินของราชเทวีไหมครับ ของราชปรารภไหมครับ รัฐบาล จะให้เกียรติประชาชนเจ้าของประเทศไหมครับ ผมกราบเรียนท่านประธานให้ทราบนะครับ ว่าเราเป็นประเทศที่เราภูมิใจมากเพราะเรายึดโยงประชาชน อย่างท่านบุญยอดบอก เราเป็น ประเทศที่มีประชาธิปไตย วันนี้ไปไหนคนก็ต้อนรับ เพราะเราเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถามว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้งนั้นได้รักษาคํามั่นสัญญากับประชาชนไหม ผมเปรียบ ให้ฟังครับ ประเทศออสเตรียก็จะสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงเหมือนกัน ท่านประธานครับ รัฐบาลเขาประกาศตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ นี่ปี ๒๐๑๓ เขาประกาศให้ประชาชนรู้เลยว่าเขานั้น จะสร้างรถไฟฟ้าผ่าน ๔ เมืองหลัก จะไปหยุดที่เมืองไหนบ้าง แล้วก็ฟังเสียงประชาชนครับ แล้วรัฐบาลไม่ได้บอกนะครับว่าเปลี่ยนแปลงจากนี้ไม่ได้ เพราะเขาบอกว่านี่ไม่ใช่จุดยืน รัฐบาล เป็นเพียงแค่ข้อเสนอ จุดยืนนั้นต้องเป็นจุดยืนของประชาชน แต่วันนี้สิ่งที่เราทํา ตรงกันข้ามกับรัฐบาลประชาธิปไตยครับ ไปทํา ฟังความเห็นชาวบ้านเพียงเพื่อว่าเขาร้อง ถ้าเขาไม่ร้องเขาก็ไม่ทํา นี่คือสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นครับท่านประธาน แล้วมูลค่าตั้ง ๕๒๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นโครงการที่ขาดการศึกษาทางการกระทบสิ่งแวดล้อม แล้วท่านประธาน ได้ดูไหมครับว่าตัวเลขวันนี้ที่ท่านสามารถ ราชพลสิทธิ์ ท่านวิฑูรย์ นามบุตร ได้นําเสนอสภาครับ
ประการแรก งบค่าก่อสร้างของกรมทางหลวง ครึ่งหนึ่งของการรถไฟ แห่งประเทศไทย ทั้งดินบดอัดแน่น ราคาก็น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ลูกรังก็น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง สร้างสะพานคอนกรีตก็น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง ผมถึงบอกว่านี่ละครับ สิ่งที่พวกผมห่วงแล้วบอกว่า ต้องมีการตรวจสอบรายงานให้กับสภาทราบ เพราะเหมือนกับว่าถ้าสภาไม่ตรวจสอบ ก็จะไม่เจอสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ วันนี้แค่เฉพาะค่าที่ปรึกษาอย่างเดียวที่คณะกรรมาธิการ ผมขอบคุณมากที่ไปเจอ จาก ๔๔,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงมาเหลือ ๔๑,๐๐๐ ล้านบาท เฉพาะที่จับได้นะครับ ลดลงมา ๓,๐๐๐ ล้านบาท นี่ประหยัดเงินให้ประชาชนไปแล้ว ๓,๐๐๐ ล้านบาท คุ้มค่ามากสําหรับเบี้ยประชุมกรรมาธิการ นี่คือสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นนะครับ ผมถึงกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่ผมห่วง กลัวก็คือว่าโกงต้นน้ํา โป่งตัวเลขผลการศึกษา โกงกลางน้ํา คือ โกงเรื่องค่าก่อสร้าง แล้วก็โกงปลายน้ํา ก็คือ โกงเรื่องตอนที่สร้างสถานี เสร็จแล้วนี้ครับ คําถามนี่ท่านกรณ์ถามในกรรมาธิการ ผมถามในสภา ยังไม่ได้เคยเห็นหน้า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมาธิการมาตอบเลยว่ากรณีที่หลวงลงทุน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว มีสถานีรถไฟ มีอู่ซ่อม มีสถานีจอดแล้ว เอกชนที่สร้างโครงการ เชิงพาณิชย์ไม่ต้องลงทุนอะไรเลย ประเทศอื่นเขาเก็บภาษีกําไรพิเศษ วินด์ฟอลล์ แท็กซ์ (Windfall Tax) ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ผมถามว่ารัฐบาลไทยจะกล้าเก็บ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ไหม เพื่อกลับนําไปชําระหนี้ คําตอบก็หายไปกับสายลม ไม่เคยได้ยินเลยว่ารัฐบาลนั้นจะแคร์ (Care) ที่จะเอากําไร ๓๐ เปอร์เซ็นต์ที่กําไรจากเอกชนนี้ไปชําระคืนหนี้ให้กับประชาชน กู้ก็กู้ นอกระบบ แต่เอาเงินงบประมาณจากภาษีประชาชนไปใช้ ผมกราบเรียนท่านประธาน นะครับว่าทําไมจึงได้เลี่ยงโครงการอันนี้ เพราะอะไรครับ ท่านประธาน เราเป็น ส.ส. ต่างจังหวัดนะครับท่านประธาน เวลาไปกู้เงินจากธนาคารเตรียมเอกสารเยอะแยะ รายได้ รายจ่าย ค่าใช้จ่าย โครงการเป็น อย่างไร แต่ถ้าท่านประธานไปกู้เงินนอกระบบ กู้หัวปิงปอง กู้หมวกกันน็อก ท่านประธาน แค่เอาโฉนดประเทศไทยโยนไปและบอกขอกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หมวกกันน็อก ไม่ถามหรอกครับ จ่ายคืนดอกเบี้ยทุกปีก็แล้วกัน จ่ายเงินต้นคืนก็แล้วกัน ดอกเบี้ยแพง ๆ มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมอธิบายให้ชาวพิษณุโลกของผมฟังว่าขณะนี้รัฐบาลกําลังกู้ หัวปิงปอง เอาเงินออกมาแล้วก็เป็นอย่างไรครับ เอามาใช้ตรงนี้ แต่ถึงเวลาชําระหนี้บอกว่า คนจนทั่วประเทศโดนเก็บภาษีมาชําระหนี้ด้วย ผมจึงบอกว่าจําเป็นต้องให้สภานั้น มีการตรวจสอบ รายงานทุกปี ทุกเดือนมีนาคม สภาจะได้รู้ ท่านประธานครับ ประเทศไทย ท่านลองนึกนะครับ บ้านไหนไม่มียาม มีขโมย สภานี้คือที่ตรวจสอบกันขโมยครับ วันนี้ท่านวิฑูรย์ นามบุตร จับได้ตั้งกี่โครงการ กี่พันล้านบาท นั่นคือประการที่ ๑
ประการต่อมาครับท่านประธาน ผมอยากจะให้ท่านประธานได้เห็นว่าสิ่งที่ กําลังเกิดขึ้นในผลการศึกษาของรัฐบาล อย่างที่ดอกเตอร์สามารถ ราชพลสิทธิ์ พูดก็คือว่า วันนี้โครงการผลศึกษาสั่งได้ครับ สั่งได้ จากที่เคยว่าผลตอบแทนทางเศรษฐกิจนั้น อันดับ ๑ คือกรุงเทพฯ-หนองคาย วันนี้อันดับ ๑ อยู่ที่กรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เพียงเพราะ ท่านนายกรัฐมนตรีบ้านอยู่จังหวัดเชียงใหม่อย่างนั้นหรือครับ และความน่าเชื่อถือของ โครงการนี้จะมาจากไหน
ประเด็นต่อมา ผมกราบเรียนท่านประธานว่า สิ่งที่รัฐบาลบอกว่าผลตอบแทน ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๔ เปอร์เซ็นต์นั้น ท่านเอาไปคํานวณว่ากรุงเทพฯ-หนองคาย ไม่ใช่ กรุงเทพฯ-โคราช ท่านเอากรุงเทพฯ-ระยอง ไม่ใช่กรุงเทพฯ-พัทยา กรุงเทพฯ-หัวหิน ไม่ใช่กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ฉะนั้นจํานวนประชากรที่จะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้นก็น้อยลง เพราะมันด้วนครับ มันไปไม่ถึง เมื่อมันด้วน มันไปไม่ถึงแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ผลตอบแทนมันก็ต่ํา มันก็ไม่คุ้มค่า แต่ถ้าเราเห็นตัวเลขอย่างนั้นแล้วก็กลายเป็นว่าสร้างไม่ได้ พอสร้างไม่ได้ ก็ไม่มีหัวคิวสิครับ บดอัดแน่นก็ไม่ได้เก็บสตางค์สองเท่าของที่เคยสร้างเดิม สะพานคอนกรีต ก็ไม่ได้สตางค์สองเท่าของอันเดิมด้วยครับ และผมถามว่าวันนี้ถ้าพวกผมไม่ตรวจสอบกัน อย่างเข้มงวดแล้วอะไรจะเกิดขึ้นกับงบประมาณที่จะต้องนํามาชําระหนี้ วันนี้ท่านก็ปิดทาง หมดเลยครับ ไม่ต้องรายงานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ต้องส่งเข้าเป็นเงินหลวง แล้วระบบ ตรวจสอบมาจากไหนครับ ท่านบอกให้สภาพัฒน์หรือครับ วันดีคืนดีสภาพัฒน์แข็งข้อ ก็บอกว่า จะเอาเลขาธิการสภาพัฒน์ย้ายไปอยู่ที่โน่นที่นี่บ้าง ไม่ได้นั่งเลขาธิการสภาพัฒน์ ท่านไปดู สิครับ คนเก่ง ๆ สภาพัฒน์กําลังลาออกหมดแล้วครับ กําลังลาออกหมดแล้วครับ ผมรู้จัก ท่านหนึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงบอกผม สิ้นปีก็ไปแล้วพี่ ถามว่าทําไมล่ะ ไข่ผมเหลือนิดเดียว พี่โดนบีบไข่ เรียนท่านประธานตรง ๆ ครับว่านี่คือสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นในประเทศไทย ผมห่วงว่าโครงการทั้งหลายที่เกิดขึ้นมันเป็นสิ่งที่การเมือสั่งได้ ไม่เป็นไปตามวิชาการ ดังนั้น สิ่งที่ผมเสนอท่านประธานมาว่าประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าต้องมีรายงานสภา ประเด็นที่ ๒ ก็คือ บอกว่าอะไรก็ตามที่ไม่ผ่านคุณภาพสิ่งแวดล้อมต้องยกเลิกให้หมด และอะไรก็ตาม ที่ไม่สามารถทําได้เพราะไม่คุ้มค่าทางการเงิน ลดภาระให้กับประชาชนครับ ไม่ต้องทํา นี่คือมาตรา ๒๐ กับมาตรา ๒๑ ที่ผมแปรญัตติไว้
ในส่วนของมาตรา ๒๒ ครับท่านประธานครับ สุดท้ายแล้วครับ มาตรา ๒๒ ผมขอแปรญัตติเพิ่มว่า โครงการใดที่ได้รับความเสียหายจากการละเว้น จากการละเมิด โดยไม่ปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลและประมวลจริยธรรมของข้าราชการ ผู้บริหาร รัฐวิสาหกิจ ข้าราชการการเมือง ตามมติคณะรัฐมนตรีและมาตรฐานสํานักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตามสายบังคับบัญชามีความรับผิด ทางแพ่ง ผมกําลังจะบอกว่าใครก็ตามที่ทําตามคําสั่งทางการเมือง ใครก็ตามที่ยอมให้เขาบีบไข่ และให้ตัวเลขออกมาดี ๆ ก็สมควรจะต้องชําระค่าเสียหายคืนให้กับรัฐในกรณีที่เกิด ความเสียหาย ทั้งหมดทั้งปวงนั้นพวกผมกราบเรียนท่านประธานว่าไม่ได้เป็นการจ้องจับผิด รัฐบาลเลย แต่เป็นการที่เอาพฤติกรรมของพวกท่านที่ทํามาเอามาฟ้องประชาชนว่า ยังไม่ทันเริ่มก็โกงตั้งแต่ต้นน้ําแล้ว ยังไม่ทันเริ่มก็โกงกลางน้ําแล้ว ผมจึงคอยคําตอบจาก คณะกรรมาธิการว่า วินด์ฟอลล์ แท็กซ์ ภาษีกําไรพิเศษ ๓๐ เปอร์เซ็นต์จะเก็บจากเอกชน หรือไม่ ซึ่งที่ผมถามนั้นผมถามเจาะจงไปที่ประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับซึ่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
-๑๕๑/๑ แล้วก็มีรูปหราอยู่บนอินเทอร์เน็ต (Internet) นั่ง ผมไม่ทราบจิบกาแฟหรือเบียร์กับผู้บริหาร เจ้าของอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ครับ ฉะนั้นถ้าในอนาคตพวกผมเห็นว่าบริษัทนี้ได้กําไร จากการไปตั้งโครงการเชิงพาณิชย์ จะใช้ข้อมูลล่วงหน้าหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่ผมเข้าใจได้ไหม ว่าสบายไปแล้ว ฉะนั้นถ้าเผื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องการทําเพื่อชําหนี้ ทําเพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้จริงตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องสั่งด้วยครับ บอกให้เก็บภาษีกําไรพิเศษนี้ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เหมือนที่ต่างประเทศเขาทํากัน แล้วตอนนั้นใครก็ตามจะใช้ข้อมูลภายในไปซื้อที่ดินล่วงหน้า ไม่มีประโยชน์ครับ เพราะจะต้องเสียภาษีกําไรพิเศษ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วคนจนนั้นที่เขาขายที่เขาจะได้ที่เขา ในราคาที่เป็นธรรมไม่โดนเศรษฐีเอาเปรียบ เอาเงินคนจนไปก่อสร้าง แล้วก็เอาเงินคนจนนั้น ไปหาดอกเบี้ยร่ํารวยกัน แต่คนจนนั้นต้องในที่สุดเป็นคนชําระหนี้ทั้งหมดเอง
สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ผมขอกราบขอบพระคุณท่านประธานว่าผมนั้น ได้เสนอด้วยความสุจริตใจ และระบบการตรวจสอบนั้นจําเป็นต้องมี จําเป็นต้องทํา แล้วสภานี้ ก็จะพิสูจน์ครับ ว่าเราไม่ใช่สภาตรายาง เราต้องการให้มีการตรวจสอบ และไม่ให้มี ความรั่วไหลเกิดขึ้น ไม่หาเงินของประชาชนนั้นไปหาดอกออกผลโดยไม่สมควร ไม่สมเหตุครับ ขอบพระคุณครับ