กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการกู้ยืมเงิน 2,000,000,000 บาท โดยมีข้อความยืนยันจากรัฐบาลว่าจะตรวจสอบการลงทุนอย่างเข้มงวด และจะไม่มีการกู้ยืมเงินหากหนี้สาธารณะเกิน 50% ของจีดีพี และยังหารือเรื่องการใช้เงินงบประมาณของรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพต่ำ และการกู้ยืมเงิน 2,000,000,000,000 บาท ซึ่งจะมีผลกระทบต่อระดับหนี้สาธารณะของประเทศ และเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาวินัยทางการคลังและตอบรับข้อเสนอเพื่อกำหนดวินัยทางการคลังให้กับรัฐบาล
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ เช่นเดียวกันผมได้แปรญัตติเพิ่มมาตรา ๒๐ ไว้ ดังนี้นะครับ สั้น ๆ หากหนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติมีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละห้าสิบ ห้ามมิให้ดําเนินการ กู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธานครับ ความจริงในช่วงเสนอกฎหมายฉบับนี้ ให้พวกเราได้มีโอกาสพิจารณาในวาระหลักการ รัฐบาลได้มีข้อสัญญาที่ให้กับเราทางวาจาอยู่ ๓ เรื่องสําคัญ ๆ ด้วยกัน เรื่องแรก ทางรัฐบาลได้ให้คํามั่นไว้ว่าจะช่วยให้มีการตรวจสอบ เข้มข้นมากยิ่งขึ้น ในเรื่องของการดําเนินการการลงทุนตามแผน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่ในเมื่อการออกพระราชบัญญัติในลักษณะนี้ตัดโอกาสให้กับพวกเราที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในฝ่ายนิติบัญญัติได้มีโอกาสตรวจสอบรายละเอียดโครงการได้ ในระดับเดียวกันกับกรณีที่มีการลงทุนผ่านระบบงบประมาณ รัฐบาลก็จะให้โอกาส ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบโครงการมากยิ่งขึ้น นั่นคือหนึ่งข้อสัญญา ที่รัฐบาลมีให้กับพวกเรา เรื่องที่ ๒ รัฐบาลให้คํามั่นสัญญาว่ารัฐบาลโดยกระทรวงการคลัง จะบริหารให้งบประมาณแผ่นดินนั้นเป็นงบสมดุลภายในปี ๒๕๖๐ และข้อสัญญา เรื่องสุดท้ายออกจากปากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหลายครั้งในสภาแห่งนี้ ก็คือท่านได้ยืนยันว่าจะไม่มีแม้แต่วันเดียวในการบริหารแผนตามพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ที่หนี้สาธารณะของประเทศจะมีสัดส่วนเมื่อเทียบกับผลผลิตมวล รวมหรือจีดีพี (GDP) เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ในส่วนของคํามั่นสัญญาแรก ที่จะเปิดให้เอกชนเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในการตรวจสอบการทํางานของรัฐบาลภายใต้ แผนกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามคํามั่นสัญญาที่ให้กับเราตั้งแต่วันแรก ในชั้นกรรมาธิการครับ ผมจะขออนุญาตเล่าให้ท่านประธานฟัง เราได้พยายามที่จะขอให้ กรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นด้วยกับพวกเราในการที่จะแต่งตั้งตัวแทนจากภาคเอกชนเข้ามา เป็นที่ปรึกษากรรมาธิการ เป็นเรื่องปกติครับที่กรรมาธิการในทุกคณะจะมีที่ปรึกษาที่เป็น ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องต่าง ๆ เข้ามาเป็นที่ปรึกษากับพวกเราได้ แล้วโดยเฉพาะในการพิจารณาเรื่องที่ความสลับซับซ้อนทางเทคนิคในส่วนของโครงการต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เราอยากที่จะให้มีที่ปรึกษาจากภาคเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วม นอกเหนือจากนั้นก็มีที่ปรึกษาจากภาคเอกชนที่เขาอยู่ในภาคีต่อต้านคอร์รัปชันที่ทางรัฐบาล ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ อยากที่จะเข้ามา สังเกตการณ์แต่แรก เพื่อเขาจะได้ทําหน้าที่ในการช่วยรัฐบาลตรวจสอบตามคํามั่นสัญญา ของรัฐบาล แต่ปรากฏว่าได้รับคําปฏิเสธครับ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยได้รับการปฏิเสธ ในการที่จะแต่งตั้งที่ปรึกษา เดิมทีขอไปกรรมาธิการ และ ๑ ที่ปรึกษา สุดท้ายเจรจาลงมา เหลือเพียงแค่ ๕ ที่ปรึกษา แล้วสุดท้ายก็คือ ๓ ที่ปรึกษา ก็ยังไม่ได้รับการอนุมัติ จากทางฝั่งเสียงข้างมาก ดังนั้นคํามั่นสัญญานั้นถือว่าตกไป การที่ท่านอ้างว่าจะให้ ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบเพื่อเพิ่มความโปร่งใสในโครงการต่าง ๆ นั้น พอถึงขั้นปฏิบัติเพียงแค่ในชั้นกรรมาธิการท่านก็ไม่ได้ปฏิบัติตามคํามั่นสัญญา แล้วเรื่องของ งบสมดุลครับ เดิมทีผมมีเจตนาจะแปรญัตติเพิ่มด้วย ว่าถ้าในกรณีไหนที่รัฐบาลบริหาร ให้งบประมาณไม่ให้สมดุลตามแผน ขอให้กฎหมายเงินกู้ฉบับนี้เป็นโมฆะ เพราะผมถือว่า เป็นเงื่อนไขสําคัญครับ การที่รัฐบาลบริหารให้งบประมาณไม่ได้เป็นไปตามการคาดการณ์นั้น มีผลกระทบต่อระดับหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับจีดีพีทันที แต่ก็เอาละครับ เพื่อไม่ให้เป็น อุปสรรคต่อการทํางานของรัฐบาลเกินไป ก็ตัดสินใจว่าเงื่อนไขนั้นมีการถอนไปในส่วนของ ตัวผมเองไม่ได้มีการแปรญัตติเข้ามาตามเจตนาตั้งใจเดิมที่ได้อภิปรายไว้ในช่วงวาระแรก ก็มาถึงประเด็นตามที่ผมได้แปรในมาตรา ๒๐ ว่าหนี้สาธารณะนั้นวันใดวันหนึ่งที่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตามสัดส่วนของจีดีพี รัฐบาลต้องหมดสิทธิในการที่จะกู้ยืมผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ จริง ๆ ไม่ได้เป็นเพราะต้องการที่จะสร้างอุปสรรคอะไรที่เกินเหตุเกินผลให้กับรัฐบาล แต่ผม ถือว่าคํามั่นของรัฐบาลนั้นเป็นเรื่องสําคัญ นี่เป็นเงื่อนไขสําคัญที่ทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้มอบไว้ให้กับพวกเราที่เป็นสมาชิกรัฐสภา ดังนั้นในส่วนของตรงนี้จึงเป็น เงื่อนไขที่ผมอยากที่จะบรรจุไว้ในกฎหมาย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับทุก ๆ คนที่เป็นพี่น้อง ประชาชนคนไทยว่า รัฐบาลจะบริหารภายในกรอบวินัยทางการคลัง แม้แต่ว่ามีอํานาจพิเศษ ในการกู้ยืม ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จริง ๆ แล้วผมก็ต้องขอเรียนนะครับว่า แนวโน้มโอกาส ที่สัดส่วนหนี้สาธารณะจะสูงเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับจีดีพีนั้นไม่ใช่ว่าไม่มี ในแผนบริหารหนี้สาธารณะล่าสุดของทางกระทรวงการคลังเองได้ระบุประมาณการไว้ว่า ภายในสิ้นปี ๒๕๕๗ ระดับหนี้สาธารณะคงค้างจะอยู่ที่ ๔๗.๒ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับจีดีพีของ ประเทศ ๔๗.๒ เปอร์เซ็นต์ นั่นคืออีกเพียงแค่ ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ ก็จะถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เป็น เส้นกําหนดของทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐบาลแล้ว และผมขอเรียน เพิ่มเติมครับท่านประธาน ว่าแผนบริหารหนี้สาธารณะนี้ออกมาก่อนที่จะมีมติ ครม. อนุมัติ ยกตัวอย่างที่จะให้รัฐบาลกู้ยืมเพิ่มเติมอีก ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อรองรับโครงการรับจํานําข้าว ในฤดูกาลปลูก ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ๒๗๐,๐๐๐ ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ต่อจีดีพี อยู่ที่ระดับประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ครับ ๒ เปอร์เซ็นต์บวกกับ ๔๗.๒ เปอร์เซ็นต์ ตามประมาณการเดิมก็ปาเข้าไป ๔๙.๒ เปอร์เซ็นต์แล้ว นี่คือก่อนที่จะมี พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ําไปครับ เพราะฉะนั้นเพียงแค่ตามประมาณการ ณ ปัจจุบัน และมติล่าสุดของทางคณะรัฐมนตรี ระดับหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปี ๒๕๕๗ มีโอกาสสูงมาก ที่จะแตะระดับ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ อาจจะเกือบถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว โดยไม่มีการกู้ยืม ผ่าน พ.ร.บ. กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ําไป เพราะฉะนั้นในส่วนของคํามั่นของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนะครับ ท่านมี ๒ ทางเลือก ทางเลือกแรกก็คือท่านเข้ามา ในห้องประชุมวันนี้ แล้วท่านมาชี้แจงกับเราว่าที่ท่านให้คํามั่นไว้แต่เดิม ว่าสัดส่วน หนี้สาธารณะจะไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์นั้น เป็นสมมุติฐานที่ยังใช้ไม่ได้ สถานการณ์ ได้เปลี่ยนไปเพราะเหตุใด พวกเราจะได้มีโอกาสในการพิจารณาทบทวนครับว่าควรที่จะ เห็นดีด้วยกับกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ แต่ตราบใดที่ท่านยังยืนยันอยู่ว่าระดับหนี้สาธารณะของประเทศจะไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ตลอดช่วงอายุของกฎหมายฉบับนี้ คือจนถึงสิ้นปี ๒๕๖๓ ผมก็ต้องตั้งคําถามครับว่า สมมุติฐานของท่านหรือคํามั่นสัญญาของท่านนั้นเป็นสิ่งที่ดูเหมือนเชื่อได้ยาก และนั่นคือ สาเหตุว่าพวกผมจึงได้เสนอให้มีการแปรคํามั่นสัญญาของท่านให้เป็นบทบัญญัติในกฎหมาย ขออนุญาตที่จะเรียนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมให้กับท่านประธานนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้ให้คํามั่นไว้อีกต่างหากว่าหนี้นี้จะใช้เวลา ๕๐ ปีในการคืน ผมขอเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก วันที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็คงไม่ใช่ ท่านรัฐมนตรีปัจจุบันนะครับ แต่ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในอนาคต ๕๐ ปี จากวันนี้นําเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาคืนเจ้าหนี้ วันนั้นผมขอเรียนครับว่าต้องกู้มาคืน เกือบแน่นอน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เงินที่จะคืนใน ๕๐ ปี ก็คือคืนในรูปแบบที่เราเรียกว่า รีไฟแนนซ์ (Refinance) กู้มาคืนครับ สาเหตุที่ต้องกู้มาคืนเพราะตามที่พวกผมได้อภิปราย ไปแล้วตลอดช่วง ๒ วันที่ผ่านมา โครงการ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเกือบทุกโครงการ บางโครงการไม่ใช่เป็นโครงการที่มีรายได้โดยตรง หลายโครงการเป็นโครงการที่จะทําให้เป็น ภาระต่องบประมาณเพิ่มเติมในอนาคตด้วยซ้ําไป คือเป็นโครงการที่ขาดทุน เพราะฉะนั้น ที่เราประมาณการไว้นะครับว่านอกจากกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว จะต้องมีภาระ ดอกเบี้ยอีก ๓.๑๖ ล้านล้านบาท ในช่วงระยะเวลา ๕๐ ปีนั้น จริง ๆ แล้วภาระดอกเบี้ย จะต้องมีต่อเนื่องอีกยาวนานครับ เงินกู้นี้เกือบจะเป็นหนี้สาธารณะของประเทศไทยเรา ในลักษณะถาวร นี่คือประเด็นว่าทําไมเราจึงถึงยิ่งต้องให้ความสําคัญกับการพยายามในการ รักษาระดับวินัยทางการคลังด้วยการกําหนดกรอบสัดส่วนหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับจีดีพี
ประเด็นที่สําคัญอีกประเด็นหนึ่งครับ ก็คืออายุของกฎหมายนี้สิ้นสุดสิ้นปี ๒๕๖๓ แต่ถ้าเราดูจากประวัติการเบิกจ่ายงบประมาณทุกประเภทงบประมาณของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณที่เป็นงบลงทุนในงบประมาณประจําปี หรือจะเป็นงบที่ได้จาก กฎหมายพิเศษ อย่างเช่น พ.ร.ก. น้ํา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เราก็จะเห็นว่าประสิทธิภาพ ในการใช้เงินงบประมาณ ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายของรัฐบาลนั้นต่ํามาก ตรงนี้ก็เป็น ข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นแนวโน้มโอกาสที่เมื่อถึง ๒๕๖๓ เรายังไม่สามารถที่จะเบิกจ่ายเงิน ให้ครบถ้วนทั้ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นผมถือว่าสูงมาก พูดตามตรงครับ ในการประชุม ของคณะกรรมาธิการ เราได้มีการพูดกันในประเด็นนี้ในหลายกรณี หลายโครงการ แล้วก็มีการคิดเผื่อไว้แล้วว่าหลังจากปี ๒๕๖๓ เราจะใช้เงินกู้นี้อย่างไร หลาย ๆ โครงการ คิดว่าจริง ๆ ๗ ปี ไม่เสร็จหรอกครับ อาจจะต้องใช้เวลา ๑๐ ปี หรือมากกว่านั้นด้วยซ้ําไป ประเด็นปัญหาคืออย่างนี้ครับ ตอนนี้มีข้อถกเถียงในส่วนของ พ.ร.ก. น้ํา ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเลยกําหนดครบวาระของกฎหมายไปแล้วคือ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ สิ่งที่รัฐบาลทํา เพราะรัฐบาลยังไม่ได้สามารถใช้เงินส่วนนั้น ก็คือไปลงนามในสัญญากู้กับธนาคารพาณิชย์ไว้ ๔ แห่ง สัญญาว่าจะกู้ แต่ ณ วันนี้ยังไม่ได้ถอนเงินกู้ ก็คือยังไม่ได้เบิกเงินกู้จากธนาคาร ประเด็นปัญหาก็คือเมื่อเป็นเช่นนั้นรัฐบาลยังไม่ถือว่าเป็นหนี้ เพราะยังไม่ได้กู้ยืม ดังนั้นจึงมี คําถามว่าการกระทําเช่นนั้นขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ที่ระบุไว้ชัดเจนครับว่าต้องกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ ก็คงเป็นเรื่องที่ศาลต้องไปตีความเอาในอนาคต แต่สมมุติ ว่าศาลตีความว่าที่เขียนไว้ว่ากู้ให้แล้วเสร็จภายในวันนั้น หมายความว่าต้องเบิกเงินกู้มาในรูป ของเงินสดที่ทําให้ผู้กู้เป็นหนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ไปเซ็นสัญญาไว้ว่าจะกู้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็จะมีผล ทันทีกับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ซึ่งระบุไว้ว่าต้องกู้ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๓ ประเด็นปัญหาคือ พ.ร.ก. นั้นเงินเพียงแค่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท พ.ร.บ. นี้เงินสูงถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังนั้นนึกภาพเอานะครับท่านประธาน เวลาผ่านไป ๗ ปี อาจจะมี การเบิกจ่ายได้สมมุติ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ณ วันนั้นยังไม่ได้ใช้เงินอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตาม พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่กฎหมายบังคับว่าต้องกู้มาก่อน มิเช่นนั้นจะกู้ต่อไปไม่ได้ รัฐบาลทํา อย่างไรครับ ไม่มีทางเลี่ยงสัญญาเซ็นไว้หมดแล้ว สุดท้ายอย่างไรก็ต้องจ่ายเงินให้เขาก็ถูกบังคับโดยกฎหมาย ที่จะต้องกู้เงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น มากองไว้หน้าตัก เป็นภาระดอกเบี้ยมหาศาลครับ ซึ่งตรงนี้จึงเป็นสาเหตุที่ทําให้เราต้องกังวล นะครับว่าระดับหนี้สาธารณะเมื่อเทียบกับจีดีพีนั้นจะสูงเท่าไร และถ้ามีแนวโน้มความเสี่ยง ว่าอาจจะเกิดสถานการณ์เช่นนั้นเราต้องมีตัวเช็กรัฐบาลครับว่าถ้าเกิดกรณีลักษณะนั้น ขอให้หยุดคิดสักนิดหนึ่ง กลับมาขอคําอนุมัติจากสภาอีกครั้ง ว่าสามารถที่จะกู้ต่อไป ได้หรือไม่ มีเงื่อนไขข้อดีข้อเสีย ประโยชน์ที่จะได้ ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นถ้าไม่ได้กู้ อย่างไร ตรงนั้นจะเป็นตัวปกป้องเสถียรภาพทางการคลังของประเทศในอนาคตและอาจจะเป็น อนาคตอันใกล้อย่างมาก
ท่านประธานครับ ประเด็นสุดท้าย ก็คือคําถามว่าเมื่อเราทราบภาระหนี้ ทั้งหมดอย่างนี้รายได้จะมาจากไหน เพราะตลอดช่วง ๒ วันที่ผ่านมา ๒ เดือนที่ผ่านมา ที่พิจารณาเรื่องของ พ.ร.บ. ฉบับนี้เราไม่ได้พูดถึงขารายได้เลย ทั้ง ๆ ที่ภาระการแบกรับ ดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นจากหนี้สินที่เพิ่มขึ้นนั้นมากมายมหาศาล เราได้พูดกันไปหลายครั้งแล้ว นะครับ ๕๐ ปี ก็ ๓,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ความจริงผมได้วิเคราะห์ให้เห็นแล้วด้วยว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ณ ปัจจุบันมีแต่จะขึ้น ช่วงที่ผ่านมาครับ เพียงแค่รัฐบาล สหรัฐอเมริกา ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกามีแนวโน้มนโยบายว่าจะเปลี่ยนนโยบาย ทางการเงินของเขา ทําให้อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้นทันที ส่งผลต่อราคาหุ้นตก ต่อเนื่องในเกือบทุกประเทศทั่วโลก ทุก ๆ ๑ เปอร์เซ็นต์ของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ต่อภาระหนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หมายถึงภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นในช่วงการกู้ ๕๐ ปี ถึง ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ นั่นคือภาระเพิ่มขึ้นทุก ๆ ๑ เปอร์เซ็นต์ของดอกเบี้ย ในส่วนของพี่น้องประชาชนที่เป็นผู้เสียภาษี เพราะฉะนั้นคําถามก็คือ รายได้จะมาจากที่ไหน เพียงแค่วันนี้ด้วยภาระหนี้ระดับปัจจุบัน รัฐบาลก็ต้องดิ้นรนหาวิธีที่จะเพิ่มรายได้ ล่าสุดก็เพิ่ง เพิ่มภาษีสรรพสามิต เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไป แนวโน้มอนาคตตอนนี้ก็ผลัดไปเรื่อย ๆ นะครับ ทีละเดือน ทีละ ๒ เดือน ในส่วนของภาษีสรรพสามิตน้ํามันดีเซล เรื่องของ ภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องเพิ่มหรือเปล่าครับหลังจากที่เราได้กู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ รายได้ของรัฐบาลจะมาจากที่ไหน และสุดท้ายการคํานวณสัดส่วนจีดีพีที่ผมบอกว่าภาระหนี้ ตอนนี้มันเพิ่มมากขึ้นกว่าที่รัฐบาลคาดการณ์เอาไว้แต่เดิม ที่สําคัญก็คือตัวฐานการคํานวณ คือจีดีพีเองนั้นก็ไม่มีอัตราขยายตัวตามประมาณการเดิมของรัฐบาลด้วยอีกต่างหาก ตอนต้นปีงบประมาณรัฐบาลคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทย จีดีพีจะมีอัตราขยายตัวประมาณ เกือบ ๕ เปอร์เซ็นต์ ณ วันนี้ล่าสุด มีธนาคารพาณิชย์ไทยได้ปรับประมาณการของเขาลงมา เหลือเพียง ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ครับ ในส่วนของอัตราขยายตัวทางจีดีพี เพราะฉะนั้นหนี้อยู่ เท่าเดิมจีดีพีลดลง สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็เพิ่มขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมอง ในแง่ของตัวหนี้ มองในแง่ของตัวจีดีพี มองในแง่ของตัวอัตราดอกเบี้ย ทุก ๆ อย่างกําลัง วิ่งสวนทางรัฐบาลหมด จึงเป็นสาเหตุครับที่รัฐบาลจะนิ่งนอนใจไม่ได้ จะคิดว่ากู้ไปแล้ว ทุกอย่างจะเป็นปกติทุกอย่างจะดีไปหมดตามที่รัฐบาลพยายามที่ได้วาดภาพให้กับ พี่น้องประชาชนได้คล้อยตาม มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ครับผมจึง อยากให้รัฐบาลให้ความสําคัญกับการรักษาวินัยทางการคลังกับการรักษาวินัยทางคําพูด ของทางผู้ที่เป็นรัฐมนตรีและรับผิดชอบนําเสนอกฎหมายฉบับนี้ แล้วก็ขอให้พิจารณาครับ ทบทวนว่าท่านควรที่จะตอบรับข้อเสนอของพวกเราหลายคนที่เสนอให้มีการเพิ่มมาตรา เพื่อที่จะเป็นการกําหนดวินัยทางการคลังให้กับรัฐบาล โดยการกําหนดว่าถ้าวันใด หนี้สาธารณะสูงเกินกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลต้องหยุดกู้จากกฎหมายฉบับนี้ ขอบคุณครับ