อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เสนอการแก้ไขเพิ่มความเป็นมาตรา ๒๐ เพื่อให้คณะรัฐมนตรีจัดทํา งบประมาณประจําปีเป็นงบประมาณแบบสมดุล หากไม่สามารถดําเนินการได้ หรือหาก หนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติมีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละห้าสิบ ห้ามมิให้ดําเนินการกู้เงิน หรือจัดสรรเงินกู้ตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการดําเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นได้ และระบุว่าการกู้เงิน 2,000,000 ล้านบาทของ รัฐบาลจะทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้นและอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ผมได้ขอแปรญัตติเพิ่มความเป็นมาตรา ๒๐ นะครับ ซึ่งมีข้อความดังต่อไปนี้ครับ
มาตรา ๒๐ ภายในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐ ให้คณะรัฐมนตรีจัดทํา งบประมาณประจําปีเป็นงบประมาณแบบสมดุล หากไม่สามารถดําเนินการได้ หรือหาก หนี้สาธารณะต่อรายได้ประชาชาติมีสัดส่วนสูงกว่าร้อยละห้าสิบ ห้ามมิให้ดําเนินการกู้เงิน หรือจัดสรรเงินกู้ตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีการดําเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขข้างต้นได้
ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่พวกกระผมพยายามที่จะทําเพื่อให้เกิด ความรัดกุมในการวางยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะผมคิดว่าแม้แต่รัฐบาลเองก็ยอมรับ นะครับว่าทุกเรื่องนี้ก็มี ๒ ด้าน ความพยายามที่จะลงทุนมากมายมหาศาลใน ๗ ปี โดยการ ออกกฎหมายให้อํานาจพิเศษในการกู้เงินก้อนใหญ่ แล้วก็จะผูกพันหนี้ไปถึง ๕๐ ปี มันก็ย่อม มีความเสี่ยง แล้วก็ไม่มีใครสามารถจะตอบได้หรอกครับว่าสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจจากนี้ไปล่วงหน้า ไปอีกกี่ปีก็แล้วแต่จะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นเราจําเป็นจะต้องมีกลไกในการทบทวนว่า แผนการที่วางเอาไว้มันจะสอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงทางเศรษฐกิจหรือไม่ เพราะความเสี่ยงของการที่จะกู้เงินมากก็จะไปจบลงที่ปัญหาเรื่องของหนี้สาธารณะ ผมคิดว่า ตั้งแต่รัฐบาลได้มีการนําเสนอแนวความคิดว่าจะกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดังที่มาขอจาก สภาผู้แทนราษฎรผ่านกฎหมายฉบับนี้ มีการพยายามให้ความมั่นใจกับสาธารณะ มาโดยตลอดว่าการกู้เงิน๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ จะไม่กระทบกับเรื่องของวินัยทางการเงิน การคลัง ไม่นําประเทศไทย ไม่นําเศรษฐกิจไทยเข้าไปสู่ความเสี่ยงที่จะกระทบต่อ ความเชื่อมั่น แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับการทักท้วงว่าการดําเนินการทั้งหมด ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะกฎหมายต่าง ๆ เหล่านั้นก็ออกมาเพื่อกํากับให้การ ดําเนินการของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นชุดใดก็ตามต้องรักษาวินัยการเงิน การคลังของประเทศ รัฐบาลก็ให้ความมั่นใจกับสาธารณชนและตอบคําถามต่อสภาในหลายโอกาสหลายครั้ง ๒ เรื่องครับ
เรื่องแรก ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวในหลายโอกาสมากว่า แม้รัฐบาลกําลังจะกู้เงินก้อนใหญ่นี้ก็ตาม แต่รัฐบาลจะนํางบประมาณกลับเข้าสู่ภาวการณ์ สมดุลภายในปี พ.ศ. ๒๕๖๐ ท่านประธานจะเห็นว่าในการพิจารณางบประมาณ ๒ ปีที่ผ่านมา คือปี ๒๕๕๖ กับปี ๒๕๕๗ รัฐบาลจะลุกขึ้นแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรและมีเพื่อนสมาชิก มาอภิปรายว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าการขาดดุลงบประมาณกําลังจะลดลง แต่พวกกระผม ก็ชี้ให้เห็นว่าในขณะที่การขาดดุลงบประมาณ ซึ่งจะเป็นการก่อหนี้ในระบบงบประมาณลดลง เราต้องไม่ลืมว่ารัฐบาลก็ไปมีกฎหมายพิเศษกู้เงินนอกงบประมาณก็เป็นหนี้ของรัฐบาลนั่นละครับ เพราะฉะนั้นที่เรากู้ปีที่แล้ว ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือออกกฎหมายกู้เงิน ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แท้ที่จริงจะดูสถานะทางการคลังของรัฐบาล ก็ต้องเอายอด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทไปบวกด้วย เช่นเดียวกันครับ เมื่อรัฐบาลดําเนินการกู้เงินตามกฎหมายให้อํานาจกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เป็นหนี้ของรัฐบาลที่เพิ่มเติมขึ้นมา พวกผมถึงได้ท้วงอยู่ตลอดว่าเวลาสภาพิจารณา งบประมาณ แล้วไม่คิดถึงการกู้เงินนอกงบประมาณ แล้วไปแสดงความชื่นชมว่าฐานะ การคลังดีขึ้น เหมือนกับเรากําลังจะหลอกตัวเอง เพราะหนี้ไม่ว่าจะเป็นนอกงบประมาณ หรือเกิดขึ้นจากกระบวนการงบประมาณก็เป็นหนี้ทั้งสิ้น เป็นภาระแก่เรา แก่ลูกหลานเรา ต่อไปในอนาคตที่จะต้องมาชําระหนี้ด้วยการเสียภาษีอากรทั้งสิ้น ฉะนั้นสิ่งหนึ่งซึ่งรัฐบาล พยายามยืนยันก็คือว่า ไม่เป็นไร ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท กู้ในระยะเวลา ๗ ปี แต่ระหว่างนี้ จะมีการลดงบประมาณขาดดุลให้ขาดดุลน้อยลง ๆ ประมาณปีละ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ แล้วก็ไปบอกว่าพอถึงปี ๒๕๖๐ ก็จะเป็นงบประมาณสมดุล แต่ว่าข้อเท็จจริงวันนี้ที่ปรากฏ ต่อสาธารณชนเช่นเดียวกันก็คือว่าแม้แต่หน่วยงานของรัฐเองเริ่มไม่มั่นใจครับ ไม่มั่นใจว่า ในที่สุดงบประมาณที่ขาดดุลอยู่ในขณะนี้จะลดการขาดดุลจนกระทั่งเข้าสู่ภาวะสมดุลได้จริง ในปี ๒๕๖๐ หรือไม่ ท่านประธานทราบดี จากโครงการเดียวคือโครงการรับจํานําข้าว ซึ่งจากการปิดบัญชีก็แสดงให้เห็นว่าถ้าดําเนินการอย่างที่ผ่าน ๆ มาจะต้องขาดทุนปีละ ประมาณ ๑๕๐,๐๐๐-๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยประโยชน์ตกถึงชาวนาประมาณครึ่งหนึ่ง ของจํานวนเงินที่ขาดทุนไป ถ้าตัวนี้สะสมไปเรื่อย ๆ ผมว่าทุกหน่วยงานก็ยอมรับแล้วว่า ที่บอกว่าสามารถลดภาวการณ์ขาดดุลได้ ก็ทําไม่ได้ เราไม่ทราบว่ารัฐบาลจะในปัจจุบัน จะในอนาคตไปถึงปี ๒๕๖๐ จะมีความจําเป็น จะมี แนวความคิดในการที่จะเสนอโครงการใหม่ ๆ ซึ่งใช้เงินเป็นจํานวนมากอีกเท่าไร หรือมีบางโครงการซึ่งรัฐบาลประมาณการไว้ว่าจะใช้เงินเท่านี้ แต่เอาเข้าจริงก็บานปลาย อย่างเช่นกรณีของรถคันแรกเหมือนที่ดําเนินการที่ผ่านมา ประเด็นก็คือว่าถ้าสิ่งที่เป็น สมมุติฐานของรัฐบาล คือบอกว่าจะสามารถทํางบประมาณให้สมดุลได้ภายในปี ๒๕๖๐ มันไม่เป็นจริงครับ เราไม่มีแนวความคิดเลยหรือครับว่าในเมื่อไม่เป็นตามที่รัฐบาล ตั้งสมมุติฐานไว้ก็ต้องมาทบทวนกันใหม่ว่าจะแก้ไขปัญหากันอย่างไร เช่นเดียวกันครับ งบประมาณจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอีกเช่นกันครับ กล่าวในหลายโอกาส แล้วก็รวมทั้งวันที่ผมไปชมนิทรรศการซึ่งเคยจัดที่ศูนย์ราชการ กรณีของงบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ครับ เงินกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านก็แสดงให้เห็นว่า ตามแผนของท่าน หนี้สาธารณะจะไม่เกินร้อยละ ๕๐ ต่อรายได้ประชาชาติ ซึ่งตามความเป็นจริง ขณะนี้ตัวหนี้สาธารณะก็ไต่ขึ้นไปเร็วแล้วก็สูงกว่าที่รัฐบาลคาดคิด ใครจะคิดละครับว่ารัฐบาล ซึ่งมาจากการหาเสียงว่าจะไม่กู้เงิน จะมาล้างหนี้ เวลาผ่านไป ๒ ปีทําให้หนี้สาธารณะ ต่อรายได้ประชาชาติสูงขึ้นหลายเปอร์เซ็นต์จนใกล้จะแตะ ๕๐ ยังไม่นับที่กําลังจะออก กฎหมายพิเศษ กู้เงินเป็นจํานวนเงินเท่ากับงบประมาณอีกเกือบ ๑ ปี แล้วจะมีภาระดอกเบี้ย อีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นของผมก็คือว่าการแปรญัตติของผมเป็นวิธีการเดียวครับ ที่จะทําให้รัฐบาลต้องรักษาคําพูด ไม่ใช่วันนี้มาขอสภาบอกว่าจะกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ให้คํามั่นสัญญาว่างบประมาณจะสมดุลภายใน ๓ ปีข้างหน้า ๔ ปีข้างหน้า หนี้สาธารณะ จะไม่มีวันเกินร้อยละ ๕๐ ต่อรายได้ประชาชาติเลย แต่พอสภาอนุมัติให้ท่านไปกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านจะไม่ทําก็ได้ ผมว่าถ้าเป็นอย่างนี้เราก็บริหารประเทศ โดยขาดความรับผิดชอบ ผมย้ําว่าตัวเลขที่ผมเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการทํางบประมาณสมดุล ปี ๒๕๖๐ หรือการดําเนินการไม่ให้หนี้สาธารณะสูงกว่าร้อยละ ๕๐ ถ้าคิดเป็นสัดส่วนต่อ รายได้ประชาชาติ ไม่ใช่ตัวเลขที่ผมคิดขึ้นเอง แต่เป็นตัวเลขที่รัฐบาลนี้ประกาศเป็นเสมือน คํามั่นสัญญาว่าเป็นสมมุติฐาน เป็นความรับผิดชอบของท่านที่จะต้องดําเนินการให้เป็นไป ตามนี้เพื่อให้การกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อยู่ในวิสัยที่เศรษฐกิจไทย รัฐบาลไทย และประเทศไทยจะสามารถรองรับได้ไม่ให้เกิดวิกฤติศรัทธาในแง่ของความยั่งยืนทางด้าน การเงินการคลัง การแปรญัตติของผมก็หมายความว่าถ้ารัฐบาลรักษาคําพูด รับผิดชอบ ตามที่มาสัญญาต่อสภา เมื่อเสนอกฎหมายฉบับนี้ทุกอย่างก็เดินไปได้อย่างที่รัฐบาลขอครับ แต่ถ้าดําเนินการไม่ได้ผมก็บอกว่าท่านต้องหยุด ท่านต้องไปให้ความมั่นใจกับชาวโลก และคนไทยเสียก่อนว่าท่านยังยืนยันว่าหนี้สาธารณะไม่เกิน ๕๐ เปอร์เซ็นต์ งบประมาณ จะเข้าสู่ภาวะสมดุลท่านจึงจะสามารถไปกู้เงินเพิ่มหรือไปจัดสรรเงินกู้เพิ่มเติมได้ครับ บทบัญญัติอย่างนี้ละครับจะทําให้การตอบของรัฐบาลหรือการยืนยันของรัฐบาลต่อสมาชิก สภามีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่ถือว่าพอสภาอนุมัติกันไปแล้วคําพูดก็ลืมได้ ไม่ต้องดําเนินการตาม สมมุติฐานอะไรก็ได้ ไม่ต้องเป็นไปตามวันที่มาอ้างเป็นเหตุผลเวลาที่มาขอสภาก็ได้ เพราะฉะนั้นการแปรญัตตินี้ก็เหมือนกับกลไกที่หลายประเทศเขาเขียนไว้ในกฎหมายว่า ถ้ามีความสุ่มเสี่ยงต่อสถานะการเงินการคลัง วินัยการเงินการคลังของประเทศมันบังคับ ให้ฝ่ายบริหารต้องดําเนินการแก้ไขสถานการณ์เสียก่อนที่จะมีการเดินหน้าไปก่อหนี้ ไปกู้เงินเพิ่มเติมมา ผมก็ได้นําเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมของคณะกรรมาธิการครับวันที่เชิญ ผมไปแปรญัตติ แล้วก็เป็นประเด็นที่นําไปสู่การถกเถียงกันค่อนข้างมากระหว่างกรรมาธิการ ด้วยกันเอง ในหมู่กรรมาธิการทั้งเสียงข้างมาก เสียงข้างน้อย โดยวันนั้นก็ไม่ได้ตอบกระผมชัดเจนนะครับ บอกว่าก็จะไปพิจารณา แต่เหตุผลที่กรรมาธิการ บางท่านพยายามให้ว่าทําไม่ได้นี้ก็บอกผม บอกว่าถ้าเกิดสมมุติว่ามันเข้าสู่สถานการณ์อย่างนั้น แล้วมันเกิดความจําเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินภัยพิบัติขึ้นมา มีความจําเป็นจะต้องใช้เงินแล้ว จะไปมัดมือมัดเท้าตัวเองไว้ทําไม ผมก็บอกว่าความจริงถ้ามันเกิดกรณีอย่างนั้นนะครับ สิ่งแรกที่ท่านต้องทําอยู่แล้วคือต้องทบทวนว่าแผนที่เคยคิดจะกู้เงินมากมายขนาดนี้เมื่อประเทศ เข้าสู่ภาวะวิกฤติคับขันยังจะต้องทําอย่างนั้นหรือเปล่า หรือมันมีความจําเป็นเร่งด่วน ไปทําเรื่องอื่นก่อนหรือเปล่า และแน่นอนครับ ถ้าสมมุติว่าเกิดสถานการณ์คับขัน จําเป็นต้อง ใช้เงินเพิ่มจริง ๆ สิ่งหนึ่งซึ่งท่านยังทําได้ ก็คือกลับมาหาสภาอย่างไรครับ มาแก้กฎหมาย มาขอขยายเวลา มาขอขยายเพดานหรือจะออกเป็นพระราชกําหนดกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา สถานการณ์นั้น ก็ย่อมได้ครับ แต่มันจะทําให้ท่านต้องรับผิดชอบต่อคําพูดของท่านในวันนี้ และทําให้ท่านต้องกลับมาหาสภาถ้าท่านทําไม่ได้ ผมก็มองไม่เห็นว่าการแปรญัตติของผมนั้น จะเป็นปัญหาอุปสรรคต่อการบริหารประเทศอย่างไร ตรงกับข้ามผมกลับว่าเป็นการเสนอ กลไกเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลอย่างแท้จริงครับ คือหลักความรับผิดชอบ และเป็นกลไก ที่จะบังคับให้ฝ่ายบริหารไม่สามารถพูดอะไรได้ตามใจชอบ ทําอะไรได้ตามใจชอบ แต่ไม่ปิดกั้นว่า ถ้ามีสถานการณ์ความจําเป็น ท่านก็ย้อนกลับมาหาพวกเราเพื่อปรับเงื่อนไข ทุกสิ่งทุกอย่าง ก็จะได้มีความโปร่งใส่และมีความรับผิดชอบ ผมจึงขอเสนอคําแปรญัตติเพิ่มมาตรา ๒๐ ครับ เพื่อเป็นการให้หลักประกันแก่พี่น้องประชาชนคนไทยว่ารัฐบาลนี้จะรักษาวินัย การเงินการคลังตามคําพูดที่ประกาศไว้ในวันที่พยายามจะอธิบายว่าทําไมการกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่กระทบต่อวินัยการเงินการคลัง และฐานะการคลังของประเทศครับ