ร้อยตำรวจเอก ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ หารือเรื่องการประเมินผลโครงการสาธารณะ โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการประเมินผลโครงการภายใต้ร่างพระราชบัญญัติ และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้รายละเอียดและกรอบแนวคิดในการประเมินผล รวมถึงการระบุค่าใช้จ่ายในการประเมินผลในเอกสารประกอบการ
ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครักษ์สันติ ผมขอขอบคุณท่านประธานที่กรุณาจัดสรรเวลาให้ผมได้ร่วมอภิปรายในมาตรา ๑๗ ของร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ....ท่านประธานครับ ในวาระที่หนึ่งผมได้ลงมติ ไม่รับหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะเป็นการใช้เงินเกินตัว ไม่สอดคล้องกับ ภาวะเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ประเทศควรได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายใต้หลัก ความพอเพียงและความสมดุล ยิ่งไปกว่านั้นในการริเริ่มโครงการสาธารณะ งาน เนื้องาน และผลงาน ถือเป็นตัวแปรหลักที่ได้รับการพิจารณาก่อนตัวเงินเสมอ เพราะถ้างาน เนื้องาน หรือผลงานที่คาดหวังไว้ไม่มีความชัดเจน ไม่แน่นอน ไม่คงเส้นคงวา การวางแผน การปฏิบัติ และการประเมินผลก็จะมีความคลุมเครือ สับสน และขัดแย้ง การปฏิบัติและการประเมินผล ก็ได้รับผลกระทบติดตามมาเป็นลูกโซ่ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ ถึงความจริงในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะแม้แต่เรื่องที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ก็ยังไม่มีการระบุ ให้ชัดเจน ขออนุญาตยกตัวอย่างนะครับ เป็นต้นว่าการสร้างรถไฟรางคู่รัฐบาลจะใช้รางขนาดใด ระหว่างมิเตอร์เกจ (Meter gauge) คือความกว้าง ๑ เมตร หรือแสตนดาร์ดเกจ (Standard Gauge) ก็คือความกว้าง ๑.๔๓๕ เมตร ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล เพื่อให้เป็นไป ตามข้อตกลงของทรานส์ เอเชียน เรลเวย์ เน็ตเวิร์ค (Trans-Asain Railway Network) ค.ศ. ๒๐๐๙ หรือ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในวิชาบริหารโครงการสาธารณะ การวางแผนและ การประเมินผลดําเนินการควบคู่ไปด้วยกัน การประเมินผลจึงไม่ใช่ขั้นตอนหลังสุดหรือขั้นตอน สุดท้ายหลังสิ้นผลงานอีกต่อไป ในทางวิชาการจึงมีศัพท์ต่าง ๆ เป็นต้นว่า การประเมินผลก่อนโครงการ การประเมินผล ระหว่างโครงการ การประเมินผลหลังโครงการ นอกจากนี้ก็ยังมีคําว่า การประเมินปัจจัย นําเข้า การประเมินกระบวนการ การประเมินผลลัพธ์ การประเมินผลกระทบในแต่ละ ขั้นตอนอีกด้วย ดังนั้นผมจึงขอตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการการประเมินผลมาตรา ๑๗ วรรคสองของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ใน ๓ ประเด็นคือ ๑. การกําหนดหลักเกณฑ์และ วิธีการประเมินผล ๒. การกําหนดตัวผู้ประเมินผล และ ๓. การกําหนดค่าใช้จ่ายเพื่อ การประเมินผล
ในประเด็นที่ ๑ มาตรา ๑๘ เดิม หรือมาตรา ๑๗ วรรคสองใหม่ระบุว่า หลักเกณฑ์และวิธีการติดตามและการประเมินผลโครงการและแผนงาน ให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังกําหนด โดยไม่มีรายละเอียดหรือกรอบแนวคิดใด ๆ จึงไม่อาจทราบได้ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะกําหนดอะไร อย่างไร ชอบด้วยหลักวิชาการหรือไม่ ทันสมัยหรือล้าสมัย การบัญญัติอย่างกว้าง ๆ เช่นนี้ย่อมไม่ก่อให้เกิดหลักประกันว่าโครงการ สาธารณะที่จะใช้วงเงินถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะได้รับการประเมินผลอย่างมีคุณภาพ ประสิทธิภาพและต่อเนื่อง จวบจนการใช้คืนเงินต้นและดอกเบี้ยในวงเงิน ๕.๑๖ ล้านล้านบาท ในเวลายาวนานถึง ๕๐ ปี
ในประเด็นที่ ๒ คณะกรรมาธิการได้ตัดมาตรา ๑๘ ออกทั้งมาตรา และได้ บัญญัติมาตรา ๑๗ วรรคสองขึ้นแทนนั้น ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงข้อความจากเดิมที่ว่า ให้กระทรวงเจ้าสังกัดของหน่วยงานเจ้าของโครงการจัดให้มีระบบการติดตามและประเมินผล โครงการและแผนงาน โดยใช้ข้อความใหม่ว่าให้กระทรวงเจ้าสังกัดของหน่วยงาน เจ้าของโครงการติดตามและประเมินผลโครงการแผนงาน คําว่า จัดให้มีระบบการติดตาม และประเมินผล น่าจะหมายความถึงการจัดให้มีหน่วยงานการประเมินผลภายนอกเข้ามา ดําเนินการอย่างเป็นกลาง เที่ยงตรง มีหลักวิชาการ โดยไม่อยู่ภายใต้การครอบงํา ของกระทรวงเจ้าสังกัด หรือการครอบงําจากหน่วยงานเจ้าของโครงการ แต่ข้อความใหม่ กลับกําหนดให้กระทรวงเจ้าของสังกัดนั้นติดตามประเมินผลได้เองจึงเข้าลักษณะที่ว่า ชงเองกินเอง ซึ่งทําให้เกิดการมองเข้าข้างตนเอง และอาจจะไม่ให้ความสนใจต่อประชาชน ผู้ใช้บริการ ซึ่งจะเป็นการขัดต่อหลักการของการประเมินผลโครงการสาธารณะ ท่านประธานครับ โครงการสาธารณะจําเป็นต้องให้ความสําคัญอย่างยิ่งต่อการตรวจสอบ และการถ่วงดุลเฉกเช่นการแบ่งอํานาจอธิปไตยออกเป็นนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ ผู้วางแผนก็เปรียบเสมือนฝ่ายนิติบัญญัติ ผู้ปฏิบัติก็เปรียบเสมือนฝ่ายบริหาร ผู้ประเมินผล ก็เปรียบเสมือนฝ่ายตุลากร อํานาจทั้ง ๓ นั้นต้องแยกออกจากกันตรวจสอบและถ่วงดุลกัน การเขียนให้กระทรวงเจ้าสังกัดทําหน้าที่ทั้งวางแผนและทั้งประเมินผลจึงไม่ชอบด้วยหลักการ ผมจึงเสนอให้กลับไปใช้ถ้อยคําเดิมเพื่อความถูกต้องเหมาะสม คือควรใช้ข้อความที่ว่า กระทรวงเจ้าสังกัดของหน่วยงานเจ้าของโครงการจัดให้มีระบบการติดตามและประเมินผล โครงการและแผนงาน อันที่จริงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ควรระบุให้ชัดเจนด้วยซ้ําไปว่า ให้จัดจ้างหน่วยงานประเมินผลภายนอกเป็นผู้ดําเนินการประเมินผล ทั้งก่อนโครงการ ระหว่างโครงการ และหลังโครงการ ทั้งมิติทางเทคนิค เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม
ในประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้ายครับ ในเอกสารประกอบการพิจารณา เล่มสีฟ้าที่อยู่ในมือนั้น ทุกโครงการมีการระบุค่าก่อสร้าง เกือบทุกโครงการระบุค่าที่ดิน และเกือบทุกโครงการมีการระบุค่าที่ปรึกษา ซึ่งรวมกันเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ไม่มีโครงการใดเลยภายใต้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่ระบุค่าใช้จ่ายในการประเมินผล โครงการและแผนงาน อันที่จริงร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ควรจะต้องระบุค่าใช้จ่าย ในการประเมินผลตามหลักสากลด้วยซ้ําไป ว่าค่าใช้จ่ายในการประเมินผลนั้นควรจะเป็น ร้อยละเท่าไรของวงเงินรวม เพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้แม้จะครอบคลุมช่วงเวลา ในการบริหารโครงการราว ๗ ปี แต่ส่งผลกระทบต่อหนี้สาธารณะยาวนานตามที่คาดการณ์ คือประมาณ ๕๐ ปี ผลการประเมินโครงการในระยะยาวจะเป็นคําตอบที่สําคัญว่า การบัญญัติร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทฉบับนี้ประสบความสําเร็จ หรือประสบความล้มเหลว ซึ่งจะเป็นบทเรียนสําคัญยิ่งของประเทศไทยต่อไป ท้ายที่สุด ในการอภิปรายนี้ผมมีความประสงค์เพียงจะให้บันทึกไว้เป็นหลักฐานในสภาผู้แทนราษฎร ถึงจุดอ่อนด้านการประเมินผลภายใต้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอบคุณครับ