สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๑ · ๒๐ กันยายน ๒๕๕๖

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องการกู้เงินเพื่อโครงการต่าง ๆ โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับการระบุโครงการที่ได้ศึกษามาแล้วตามยุทธศาสตร์และการเปิดโอกาสให้โครงการใหม่เข้ามา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องระเบียบพัสดุ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ และไม่ควรยกเว้นไว้ให้คณะรัฐมนตรีแก้ไข นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการใช้เงินเหลือจากโครงการกู้ยืมเงิน โดยกล่าวว่าไม่เชื่อว่าเงินเหลือนี้จะใช้ไม่ได้ และไม่เห็นด้วยกับการใช้เงินเหลือเพื่อชำระหนี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ก็ฟังคําชี้แจงของท่านรัฐมนตรี ในฐานะรองประธาน คณะกรรมาธิการนะครับ ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ครับ เพราะว่าสิ่งที่ท่านอ้างบางครั้งก็เป็นเรื่องว่า เสียงข้างมาก บางครั้งก็เป็นเรื่องว่าประเพณีปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติ หรือหน่วยงาน แต่ว่า เหตุผลหรือข้อเท็จจริงที่จะนํามาอธิบายว่าทําไมไม่สามารถดําเนินการตามกระบวนการ ที่กระผมเสนอได้นั้น ผมยังไม่ได้รับคําตอบที่ชัดเจนนัก ผมก็เลยอยากจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ ย้ําอีกครั้งนะครับ ในอดีตที่ผ่านมาโครงการเงินกู้ โดยเฉพาะระยะหลัง ที่เป็นกฎหมายทั้งกู้และจ่าย มันเป็นกรณีความจําเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินนะครับ ล่าสุดก็คือ ที่รัฐบาลนี้กู้เรื่องน้ํา ก่อนหน้านั้นเป็นการกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ กรณีอย่างนั้นมันชัดเจน นะครับว่ากระบวนการปกติมันเป็นอุปสรรค แต่วันนี้ท่านกําลังกู้เงินไปทําโครงการต่าง ๆ ตามกระบวนการซึ่งสามารถทําตามปกติได้ อย่างน้อยที่สุดท่านประธานคณะกรรมาธิการ ยืนยันกับพวกเราเมื่อวานนี้ครับ ท่านเป็นคนตอบเอง บอกจะให้ทําตามระบบงบประมาณก็ทําได้ แต่อยากจะทําวิธีนี้ เพราะเห็นว่าวิธีนี้เหมาะสมกว่า ซึ่งกระผมก็ได้หักล้างไปหลายครั้งว่า ที่อ้างว่าเหมาะสมกว่า เช่น ความต่อเนื่องหรือความเชื่อมโยงเป็นระบบนี่มันไม่จริง แล้วก็ ยังมองไม่เห็นว่าระบบงบประมาณเป็นอุปสรรคตรงไหน ทีนี้ความต่างมันชัดเจนครับ ผมไม่อยากจะใช้เวลามากนะครับ มาตรา ๑๔ ผมถามง่าย ๆ ครับ ที่ท่านบอก ตอนนี้เราก็มา พิจารณาโครงการกันไปแล้วจะต้องกลับมาพิจารณาอีกจริงหรือครับ ที่ออกไปเป็นกฎหมาย มีเท่านี้ครับ ๑ แผ่นกระดาษ ๒ หน้านะครับ กับอีก ๑ ช่องตรงนี้ แล้วอย่างที่ผมกราบเรียน อย่างไรครับว่าผมติดตามข่าว ผมเห็นบางทีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ คนบอกอยากได้ถนนตรงนี้ ท่านบอกเดี๋ยวจะดูใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทให้ โครงการอย่างนั้นไม่เคยมาอยู่ต่อหน้า สภาเลยนะครับ แต่สามารถที่จะดําเนินการได้ถ้าหน่วยงานสามารถที่จะเขียนให้มันเข้ากับ แผนงานยุทธศาสตร์ ซึ่งหลายท่านก็อภิปรายไปแล้วว่าท่านเขียนไว้กว้างมาก เพราะฉะนั้น ผมก็ถามอย่างไรครับว่า ถ้าท่านมั่นใจจริงว่าที่ศึกษามานี่ เอาละ ไม่ว่ากันนะครับว่ามันไม่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอก แต่ทําไมเพียงแค่ระบุว่าเอาเฉพาะโครงการที่ศึกษามาแล้วอยู่ในเล่มนี้ ทําไมท่านยังไม่ยอมเลยละครับ ทําไมต้องเปิดโอกาสให้สามารถไปเพิ่มโครงการหรือแทรก โครงการอื่นเข้ามาได้อีกครับ ถ้าสิ่งที่ท่านมุ่งหมายคือโครงการที่ได้มีการศึกษามาแล้ว ตามยุทธศาสตร์อย่างที่ว่า นั่นประการที่ ๑ นะครับ ตามมาตรา ๑๔ ที่ผมยังแปรญัตติไว้ เพราะผมไม่ต้องการเห็นโครงการใหม่ ๆ เข้ามาแล้วท่านก็มารายงานสภาหลังจากที่ท่าน อนุมัติแล้วก็ดําเนินการไปแล้ว จะสําเร็จหรือล้มเหลว จะคุ้มค่าหรือไม่คุ้มค่าอย่างไร

ประการที่ ๒ ในเรื่องของระเบียบพัสดุครับ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ การยกเว้นนี่ ตามระเบียบพัสดุจะมีผู้มีความรับผิดชอบตามกฎหมายและกฎระเบียบปัจจุบันที่ชัดเจน แต่การมาเขียนให้คณะรัฐมนตรีสามารถออกระเบียบกําหนดเป็นอย่างอื่นได้ โดยมาอ้าง อํานาจที่สภามอบให้ในการเขียนกฎหมายนี้มันต่างกัน ผมเชื่อนะครับ ที่ระเบียบพัสดุปัจจุบัน เราให้อํานาจ กวพ. เป็นผู้ยกเว้น ไม่ใช่ฝ่ายการเมือง เพราะเราต้องการให้เขาพิจารณา ไปตามความจําเป็นจริง ๆ ไม่ใช่จากการชี้นําของฝ่ายการเมือง แน่นอนครับ ข้าราชการที่เป็น กวพ. ท่านอาจจะบอก ก็นักการเมืองอาจจะไปสั่งได้เพราะเป็นผู้บังคับบัญชา แต่เขาจะต้อง ระวังนะครับ เพราะเขาจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีออกมา ท่านบอก ครม. จะรับผิดชอบ ผมถามว่าที่กระบวนการศาลกําลังทักท้วงเรื่องเงินกู้ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องน้ํา คณะรัฐมนตรีจะรับผิดชอบอย่างไร ผมกราบเรียนว่ามันไม่ใช่เรื่องว่าพวกกระผมกลัวว่า เป็นท่าน หรือเป็นท่านรัฐมนตรีชัชชาติ หรือใครครับ เราพูดถึงระบบการตรวจสอบที่ใช้กับ ทุกคน และผมย้ําครับที่ผมแปรญัตติตรงนี้ผมจําได้แม่นครับ ในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ผมอภิปรายแสดงความห่วงใยปัญหาความโปร่งใสในเรื่องของการบริหารโครงการ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนลุกขึ้นตอบครับ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนลุกขึ้นตอบเองว่าอย่าได้ห่วง เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง เราจะดําเนินการตามระเบียบพัสดุ ท่านยืนตอบตรงนั้นครับ ผมก็ แปรญัตติครับว่า เมื่อท่านพูดขอให้ท่านทํา ไม่ใช่ท่านพูดบอกว่า ไว้ใจได้ จะไปปฏิบัติตาม ระเบียบพัสดุ แต่กฎหมายไปเขียน ครม. ไปออกระเบียบเป็นอย่างอื่นได้ เพราะฉะนั้น เรื่องระเบียบพัสดุ ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นคนตอบกับพวกเราเองในวาระที่หนึ่ง ขั้นรับหลักการครับว่าท่านบอกว่าจะดําเนินการ

สุดท้ายครับ เรื่องเงินเหลือนี้ ผมก็กราบเรียนว่าผมไม่เชื่อหรอกครับว่า ที่ผมเขียนนี้ปฏิบัติไม่ได้ บริหารไม่ได้ เป็นไปไม่ได้หรอกครับ เป็นเรื่องง่าย ๆ จริง ๆ นะครับ ท่านมีแผนงาน ท่านมีโครงการ ท่านกู้เงินมาแล้ว ท่านใช้เงินปรากฏว่ามีเงินเหลือ ผมก็บอก ให้สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ตัดสินใจให้ท่านเลยว่าเงินเหลือท่านเอาไปใช้หนี้ อย่าเอาไปหมุน เท่านั้นเองครับ ถ้าท่านเห็นด้วยท่านก็เอา ท่านไม่เห็นด้วยท่านก็ไม่เอา เมื่อท่านไม่เห็นด้วย ไม่เอา ก็แปลว่า ท่านไม่พร้อมที่จะผูกมัดตัวเองว่ามีเงินเหลือแล้วไปชําระหนี้ครับ ท่านไม่ต้อง ไปอ้างสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น สุดท้ายจริง ๆ ครับ ประเด็นท่านรัฐมนตรีตอบว่า นี่อย่างไรเราอุตส่าห์ ไปปรับลดตัวเลขตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ใช่ไหมครับ ตามบัญชีแนบท้ายนี้ ที่จริงผมก็ไม่อยากว่า จะต้องไปอภิปรายตอนนั้นอีกนะครับเพราะมันเป็นการแก้ไข แต่ท่านประธานสังเกตไหมครับ มีการปรับลดวงเงินในบางส่วน มีการปรับเพิ่มในบางส่วน แต่เสร็จแล้วอย่างไรครับ ตรงไหน ที่เกินไปก็ไปรวมกลับมาให้ครบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยการไปเพิ่มตัวเลข ที่บอกว่าเป็นการรองรับการดําเนินการกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็นเร่งด่วน ภายใต้แผนงาน ที่บอกส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ ตาม (๑) (๒) และ (๓) พูดง่าย ๆ ก็คือทุกยุทธศาสตร์ นี่อย่างไรครับตั้งแต่ ตอนนี้แล้ว ที่ผมบอกมันพิสูจน์ว่าถ้าท่านมุ่งเรื่องงานอุตส่าห์ไปปรับลดตัวเลขแล้วแทนที่ จะตัดลดวงเงินการกู้ ไม่ครับ ยังต้องกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนเดิม แต่ไปเพิ่มส่วนที่ บอกว่าไปรองรับการดําเนินการกรณีฉุกเฉิน จําเป็นเร่งด่วน บริหารความเสี่ยง เตรียมความพร้อม ในโครงการตามยุทธศาสตร์ทั้งหลายที่ท่านเขียนไว้ทั้งหมด ผมก็คิดว่าเจตนาชัดครับ ความต้องการก็คือต้องมีเงินในมือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มีความยืดหยุ่น ไม่ต้องปฏิบัติตาม โครงการที่เสนอต่อสภาครั้งนี้ สามารถเพิ่มโครงการได้และไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ ไม่ปฏิบัติตามกระบวนการงบประมาณตามปกติที่ต้องมาขอความเห็นชอบจากพวกเรา อีกครับ