วราเทพ รัตนากร อธิบายเจตนาของร่างพระราชบัญญัติว่ามุ่งเน้นความสำเร็จของงานมากกว่าการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ โดยยืนยันว่าโครงการมาจากผลศึกษาต่อเนื่องตามกรอบยุทธศาสตร์ พร้อมทั้งหารือกระบวนการพิจารณาโครงการกู้เงินใหม่ภายใต้ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ โดยชี้แจงว่าไม่มีกฎหมายใดกำหนดให้บังคับใช้ระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ กับเงินกู้ และเสนอว่าการยกเว้นระเบียบเพื่อให้งานคล่องตัวและโปร่งใสดีกว่าการเขียนไว้ในร่าง พ.ร.บ. นอกจากนี้ยังยืนยันการคงร่างเดิมบัญชีแนบท้ายแผนงานโครงการ โดยชี้แจงว่าเงินกู้เหลือจ่ายควรส่งกลับคลังเพื่อชำระหนี้ตามหลักกฎหมาย ไม่ใช่ใช้ทำโครงการอื่นนอกเหนือจากยุทธศาสตร์ที่กำหนดไว้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ วราเทพ รัตนากร ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ คงจะต้องตอบประโยคแรกว่า กรรมาธิการได้พิจารณาจากคําชี้แจงของส่วนราชการ แล้วก็แนวทางที่รัฐบาลเสนอ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มา มีแนวคิดที่จะตอบคําถามท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรว่า ทั้งหมดทั้งปวงนั้นเป็นเรื่องของเจตนาที่จะมุ่งในเรื่องความสําเร็จของงาน ไม่ใช่มุ่งในเรื่อง ของการที่จะหลีกเลี่ยงการตรวจสอบครับ
ประเด็นแรก เหตุผลว่าทําไมผมถึงกล่าวอย่างนั้น ถ้าหลีกเลี่ยงในเรื่องของ การตรวจสอบคงจะมีประเด็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้คงจะไม่เสนอมาเป็นพระราชบัญญัติ ประการที่ ๑ อาจจะมีคําถามว่า ก็มันไม่เข้าพระราชกําหนด ผมอยากจะเรียนนะครับว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มาจากเรื่องของการที่เรามีความจําเป็นที่จะแก้ไขปัญหา เรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เสนอให้กรรมาธิการพิจารณานี่ไม่ได้ไป คิดเองว่าโครงการที่จะดําเนินการหรือไปยกเมฆโครงการที่จะดําเนินการนั้นมาจากที่ใดเลย มีผลศึกษามาอย่างต่อเนื่อง อาจจะมีบางโครงการที่ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก แต่อย่างน้อย ก็มีความชัดเจนในกรอบยุทธศาสตร์ที่ส่วนราชการทํามาโดยตลอด แล้วก็ยืนยันกันมาโดยตลอดว่าไม่ได้เป็นการอ้างว่าเป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้ทั้งหมด ตรงนี้ผมว่าเป็นที่ยุติ อย่างที่เรียนว่าเราไม่ได้มองว่าเป็นผลงานของใครศึกษาไว้หรือไม่นะครับ ดังนั้นเจตนาในเรื่องของการดําเนินการออกพระราชบัญญัติฉบับนี้เรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่า กระบวนการนั้นเจตนามุ่งในเรื่องของความสําเร็จของงานมากกว่ามุ่งในเรื่องของ การหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ อย่างที่ท่านมีความคิดว่าจะเป็นอย่างนั้น ต้องมีคําอธิบายว่า ที่ไม่ได้มุ่งหรือไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงการตรวจสอบในประเด็นที่ท่านกล่าวถึงก็คือเรื่องของ ระเบียบพัสดุ หรือเรื่องของการมารายงานสภาหรือให้สภาพิจารณาอนุมัติโครงการ
ประเด็นแรก เรื่องของการที่สภานี้จะกลับมาพิจารณาโครงการใหม่ ผมก็ลอง พยายามคิดตามว่าถ้าหากวันหนึ่งซึ่งเรามีพระราชบัญญัติกู้เงินไปแล้ว แล้วคณะรัฐมนตรี ก็ไปพิจารณาตามข้อเสนอของหน่วยงานให้ความเห็นชอบมาแล้ว แล้วก็กลับมาสภาแห่งนี้ เพื่อให้สภาเห็นชอบอีกครั้งหนึ่งพิจารณาในรายละเอียดโครงการ ผมคิดว่ากระบวนการ ในเรื่องของการแบ่งแยกในการพิจารณาตรวจสอบหรือคานอํานาจกันระหว่างนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารมันค่อนข้างที่จะแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่เราพยายามที่จะให้อํานาจแต่ละ ฝ่ายพิจารณา แต่มิใช่หมายความว่ารัฐสภาแห่งนี้จะไม่ได้มีการยึดโยงกับเรื่องฝ่ายบริหารเลย พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็เหมือนกับ พ.ร.บ. หนี้สาธารณะ โครงการที่มีการกู้เงินทําไปแล้วก็ต้องมา รายงานสภา ถามว่าแล้วทําไมไม่ทําเสียล่ะ ผมก็พยายามคิดนะครับว่าทําแล้วจะมีอุปสรรคไหม แน่นอนที่สุด ท่านบอกว่ามีเรื่องของการป้องกันไว้แล้ว ต้องพิจารณาภายใน ๖๐ วัน แต่ผม ยังมองเห็นอุปสรรคว่ามันคงไม่เป็นไปตามอย่างที่ท่านคิดว่า ๖๐ วันรัฐสภาหรือ สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณากันได้ หรือท่านบอกว่าไม่เสร็จก็ถือว่าเห็นชอบ ผมคิดว่าไม่ได้ ต่างกันนะครับ เรามีกรรมาธิการที่จะติดตามงบประมาณ เรามีกรรมาธิการที่จะตรวจสอบ อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเรียนยืนยันอีกครั้งว่าเรื่องของกระบวนการตรวจสอบนี้ สภาผู้แทนราษฎรยังสามารถตรวจสอบได้อยู่
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการจัดซื้อจัดจ้าง เราพูดกันหลายรอบ แล้วท่าน ก็อภิปรายในมาตรานี้อีกครั้งหนึ่ง ผมจะตอบไม่ยาวนักนะครับ ระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ นั้น ผมคิดว่าเป็นระเบียบที่ได้กําหนดให้ส่วนราชการต้องปฏิบัติตาม และผมก็เรียนไปแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นเงินงบประมาณหรือเงินกู้ก็ต้องปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ ท่านเสนอให้มีการเขียนไว้ ในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เลย ผมก็เรียนอีกครั้งว่าก็ไปตรวจสอบดูไม่มีกฎหมายฉบับใด ที่เขียนกําหนดไว้ให้ระเบียบพัสดุมาบังคับใช้ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. งบประมาณปกติหรือ พ.ร.ก. เงินกู้หรือพระราชบัญญัติเงินกู้ที่ผ่านมา ก็อาจจะมีคําถามว่าก็ไปอ้างอดีตทําไมในเมื่อ เขาไม่เขียน เริ่มฉบับนี้เขียนเสียเลยไม่ดีหรือ เพราะเงินกู้ตั้ง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็เรียนว่ามันไม่ได้มีอะไรที่จะมีคํายืนยันว่าถึงแม้นท่านเขียนลงไปในนี้แล้วระเบียบพัสดุ อันนั้นเขาก็กําหนดในเรื่องของการยกเว้นอยู่ดี วันนี้การพิจารณางบประมาณเราต้องปฏิบัติ ตามระเบียบพัสดุ เงินกู้ก็ต้องพิจารณาตามระเบียบพัสดุ โดยจะไปอ้างอิงในบางเรื่อง มาเปรียบเทียบว่าจะต้องเหมือนกันหมดเป็นไปไม่ได้ครับ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจจะมี หลายโครงการที่มีความจําเป็น ไม่สามารถปฏิบัติตามระเบียบพัสดุได้ทั้งหมด ผมก็คิดว่า อาจจะมี แต่บางโครงการหรือหลายโครงการผมคิดว่าไม่มีปัญหาในเรื่องของการที่จะต้อง ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุ ถ้าท่านที่อยู่ในวงราชการหรือท่านที่อยู่ฝ่ายบริหารมาก่อนคงจะทราบ ว่าระเบียบพัสดุนั้นเขียนไว้เพื่อปฏิบัติ แต่ถ้าหากโครงการใดหรือการประมูลจัดซื้อจัดจ้างใด ที่ระเบียบพัสดุไม่สามารถที่จะทําได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือพูดง่าย ๆ คล่องตัว เขาก็ เปิดโอกาสว่าต้องยกเว้น ถ้าไม่ยกเว้นไว้มันเดินต่อไปไม่ได้ คงจะไม่สามารถยกในรายละเอียด ได้ทั้งหมดนะครับว่ามีโครงการใดบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นโครงการใหญ่ ๆ หลายโครงการ ที่เป็นของรัฐวิสาหกิจเขาก็มีระเบียบปฏิบัติของเขาเองเช่นเดียวกัน แต่สุดท้ายอยู่ที่ตรงนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นระเบียบพัสดุหรือการยกเว้นระเบียบพัสดุเพื่อไปออกระเบียบใหม่มันอยู่ที่เจตนา ว่าระเบียบใหม่หรือการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนั้นโปร่งใสหรือไม่แค่ไหน ถูกตรวจสอบตั้งแต่ ประกาศแล้วครับ ผมคิดว่าเป็นการผูกมัดคณะรัฐมนตรีด้วยซ้ําไป ถ้าคณะรัฐมนตรีจะไปออก ระเบียบเพื่อจัดซื้อจัดจ้างโครงการใดโครงการหนึ่งใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถูกจับจ้อง ตั้งแต่แรกแล้วครับ แต่ถ้าออกประกาศตามระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ ไปความจับต้องสงสัยอาจจะหย่อนกว่า ในเรื่องของการออกระเบียบใหม่ด้วยซ้ําไป แล้วผมก็ไม่คิดนะครับว่ารัฐบาลชุดนี้จะเป็นคนที่ จะต้องจัดซื้อจัดจ้างโครงการนี้ทั้งหมดใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เวลา ๒ ปี ท่านรัฐมนตรีชัชชาติ ผมหรือว่าใครในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ก็อาจจะอยู่ไม่ถึง ๒ ปีด้วยซ้ําไป อาจจะมีการปรับเปลี่ยน แล้วรัฐบาลหน้าเข้ามาผมคิดว่านี่คือความยืดหยุ่นที่เราไม่อยากทําให้ คนที่จะมาทํางานต่อทํางานไม่ได้ ด้วยเราเพียงคิดและคาดการณ์หวังว่าการกู้ก็จะเกิดการโกง การไม่มีระเบียบไว้ในกฎหมายก็จะเป็นการปฏิบัติการโกง ซึ่งจริง ๆ มันมีกฎหมาย ให้ดําเนินการที่จะจัดซื้อจัดจ้างต้องปฏิบัติตามอยู่แล้วนะครับ
ประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องของแผนงานที่ดําเนินการแล้วมีเงินเหลือจ่าย เพื่อไปชําระหนี้ต่อไปที่ท่านเสนอนั้นเราก็ถกกันมากในชั้นกรรมาธิการ ท่านเองก็กล่าวว่า ท่านก็ไปชี้แจง แล้วท้ายที่สุดเสียงข้างมากเราก็พิจารณาด้วยเหตุด้วยผลว่าทําได้หรือไม่ แค่ไหน อย่างไร ท้ายที่สุดก็คงไว้ตามร่างเดิมว่าการพิจารณาในแผนงานโครงการบัญชี แนบท้ายนี่นะครับ เราปรับเปลี่ยนให้มีความเข้มงวดมากขึ้นตามข้อเสนอ ไม่ว่าจะเป็นของ ฝ่ายเสียงข้างน้อยหรือเสียงข้างมากก็ตาม สุดท้ายที่สุดนี่นะครับ ตอนเสนอหลักการ ในวาระที่หนึ่ง ถ้าท่านดูบัญชีแนบท้าย ตัวเม็ดเงินจะกําหนดไว้ที่ตรงยุทธศาสตร์ของ แต่ละแผน ก็คือมียอดเงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็มียอดเงินเป็นก้อน ๆ ท้ายที่สุดเรา แปรญัตติปรับเปลี่ยน เดี๋ยวตอนชั้นพิจารณาบัญชีแนบท้ายจะเห็นว่าเรามากําหนดไว้ ตรงแผนงานแต่ละแผนงาน นั่นหมายความว่าวงเงินก็จะแคบเข้า ที่ท่านเสนอหรือบอกว่า งบประมาณประจําปีปกติเห็นด้วยกับผมว่า ผอ. สํานักงบประมาณหรือคณะรัฐมนตรีสามารถ พิจารณาปรับเปลี่ยนได้ถึงแม้จะผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยน กรมย้ายข้ามกรมได้ นี่ละครับเป็นที่มาของการที่เราปรับปรุงบัญชีแนบท้ายว่าก็ไม่สามารถ ปรับเปลี่ยนนอกแผนในแต่ละแผนได้ เพราะฉะนั้นความมั่นใจที่เราไปปรับปรุงมาผมคิดว่า ก็จะเป็นหลักประกันอันหนึ่งที่จะทําให้ท่านสมาชิกได้สบายใจว่าไม่สามารถโยกข้ามแผนได้ แล้วเรียนยืนยันอีกครั้งนะครับว่าไม่สามารถที่จะเอาเงินกู้ส่วนนี้ไปทําโครงการอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากยุทธศาสตร์หรือแผนงานตามโครงการในบัญชีท้ายได้แต่ประการใด เพราะกฎหมายเขียนไว้แล้ว สุดท้ายที่ท่านบอกว่าเหลือจ่ายต้องเอาไปดําเนินการ เพื่อชําระหนี้ เพราะจะได้มีการจ่ายหนี้ให้กับเงินกู้เพื่อป้องกันว่าเงินที่เหลือนั้น จะไปเป็นเรื่องของการไปทําโครงการอื่น หรือไปออกกฎหมายอื่น หรือมาใช้ในงบประมาณ ปีต่อไป ก็ได้รับคําชี้แจงและยืนยันกับผู้ปฏิบัตินะครับ ไม่ได้เป็นแนวคิดของฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายรัฐบาลว่าเงินกู้ที่เหลือนั้นต้องเอาไปทําอย่างอื่น ผู้ชี้แจง ผอ. สํานักบริหาร หนี้สาธารณะ ท่านกรรมาธิการเสียงข้างน้อยก็คงจะได้ยิน ท่านบอกวิธีปฏิบัติ เงินกู้เหลือจ่าย ของทุก พ.ร.บ. หรือ พ.ร.ก. อะไรต่าง ๆ ก็ตาม ก็จะส่งกลับเข้าคืนคลังแล้วก็จะมีการ ชําระหนี้เหมือนกับปีที่เราตั้งงบประมาณเพื่อการชําระหนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือว่าเงินเหลือจ่าย จากการกู้ก็ส่งกลับเข้าไปเป็นรายได้แผ่นดิน เป็นรายได้แผ่นดินก็ส่งออกมาเป็น พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่าย อาจจะบอกว่ามันน่าจะแยกกันว่าเงินก้อนนี้ชําระคืนมาจากเงินกู้ เงินเหลือน่าจะแบ่งบัญชีไว้ มันมีอยู่ครับ มันสามารถบอกได้ว่าเงินกู้ที่ค้างหรือเหลือเท่าไร ส่งเข้าเป็นรายได้แผ่นดินเท่าไร สามารถมองเห็นครับ เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเอาเงินเหลือ จากการกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สมมุติว่ามีจํานวนมากซึ่งมันก็เกิดขึ้นยากมาก เพราะมัน ต้องกู้ตามแผนใช่ไหมครับ มาตรา ๑๔ บอกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มันจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเจ้าของโครงการเสนอให้มีการพิจารณาโครงการที่มีความพร้อมแล้วก็ผ่าน กระบวนการต่าง ๆ ทุกหน่วยงานตรวจสอบแล้วถึงจะได้รับเงินกู้ เพราะฉะนั้นการที่บอกว่า เงินจะเหลือจํานวนมาก ๆ ผมคิดว่ายากมาก ดังนั้นการที่เมื่อมีเงินเหลือจ่ายจากโครงการ ไปทําแล้ว สมมุติว่ามีเงินเหลือจ่ายเท่าไรก็ตาม ไม่ต้องมาเขียนว่าไปชําระหนี้เลย ผมคิดว่าเป็นการเหมาะสมที่นําส่งเป็นรายได้แผ่นดินเพื่อปฏิบัติตามวิธีการดําเนินการ งบประมาณที่ผ่าน ๆ มาครับ จึงเรียนมาเพื่อยืนยันว่ากรรมาธิการยังอยากให้คงไว้ คือไม่ใช่ อยากครับ คิดว่ามีความเหมาะสมที่จะคงไว้ตามร่างเดิม ขอบพระคุณครับ