อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุว่ากระบวนการงบประมาณไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็นความกลัวในการตรวจสอบและใช้กระบวนการปกติ และเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับโครงการที่มีค่าใช้จ่ายสูงและให้ความโปร่งใสในการใช้จ่าย
ท่านประธานครับ โครงการในการลงทุนเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลายสมควรที่จะได้รับการดําเนินการ ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว โปร่งใส และเราก็ได้แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาสําคัญของกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ มีการประชาสัมพันธ์จากรัฐบาล ซึ่งพยายามมุ่งเน้นประชาสัมพันธ์ในเรื่องผลของงาน ในขณะที่ตัวกฎหมายเองไม่ได้มีบทบัญญัติที่รองรับสิ่งที่รัฐบาลยืนยันต่อสาธารณชน แต่กลับกลายเป็นงบประมาณประเภทที่เหมือนกับเช็คเปล่าที่มาขอให้สภาอนุมัติไปกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยไม่ยอมที่จะผูกมัดตนเองในการที่จะระบุโครงการที่จะ ดําเนินการตามแผนที่กล่าวเอาไว้ เพราะฉะนั้นในหลายมาตราที่ผ่านมา ที่กระผม แปรญัตตินะครับ ได้อภิปรายบ้าง หรือไม่ได้ใช้สิทธิในการอภิปรายบ้าง รัฐบาลก็ยังยืนยัน ในแนวทางอย่างนี้ ผมกราบเรียนท่านประธานครับ เมื่อสักครู่มีการอภิปรายว่าประชาชน อยากจะให้กฎหมายนี้ผ่านเร็ว ๆ เพื่อที่ว่าจะได้ใช้รถไฟความเร็วสูง ได้ใช้รถไฟฟ้า ก่อนหน้านี้ ก็มีหลายท่านอภิปรายว่ามีหนี้สินที่จะเกิดขึ้นจากการกู้ก็จริง แต่ว่าก็จะมีสินทรัพย์ เช่นเดียวกัน ผมกราบเรียนท่านประธานครับว่า พวกกระผมได้ชี้ไปหลายครั้งนะครับ ความจริงหลายโครงการ ถ้ารัฐบาลเอาไปดําเนินการตามกระบวนการปกติใน ๒ ปีที่ผ่านมา ผมว่าบางโครงการคงเริ่มก่อสร้างไปแล้ว ไม่ได้ต่างจากเรื่องของการที่รัฐบาลตัดสินใจตอนนั้น นะครับ รวมทุกโครงการในเรื่องการบริหารจัดการน้ําไปอยู่ในกฎหมายฉบับเดียว แล้วก็มีการ ไปจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะที่ไปรวมโครงการต่าง ๆ จนทําให้วันนี้แทบไม่มีความคืบหน้าที่เป็น รูปธรรมที่พี่น้องประชาชนจับต้องได้ ผมต้องการยืนยันตรงนี้เพื่อจะบอกว่าแท้ที่จริงแล้วนี่ กระบวนการงบประมาณมันไม่ได้เป็นอุปสรรคหรอกครับ ความกลัวในเรื่องการตรวจสอบ แล้วก็การใช้กระบวนการปกตินี้ต่างหากที่กําลังเป็นอุปสรรค เพราะนอกเหนือจากว่า ความล่าช้าที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลเอาทุกสิ่งทุกอย่างมารวมอยู่ในกระบวนการนี้แล้ว ความโปร่งใสที่มีคําถามจากเพื่อนสมาชิกในหลายมาตราก่อนหน้านี้ที่เห็นได้ชัดว่าตัวเลข ที่เราขอในรายละเอียดนี่สร้างความกังวลให้แก่กรรมาธิการเสียงข้างน้อยอย่างมากว่าสะท้อน ต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ ทําไมต้นทุนหลายเรื่องเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากที่เคยมีการ ประมาณการไว้ในรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งระยะเวลาผ่านมาเพียง ๓ ปีเท่านั้น ผมจึงต้องพูด อีกสักนิดนะครับว่า ที่บอกว่ากู้ไปแล้วต้องคํานึงถึงสินทรัพย์ที่ได้มาด้วย ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานว่าหลายปีที่ผ่านมาการรถไฟแห่งประเทศไทยก็มีสินทรัพย์คือเสาของโฮปเวลล์ (Hopewell) ครับ แล้วสุดท้ายวันนี้สินทรัพย์นั้นทําอะไรครับ ตอนนี้ต้องมาสร้างค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น เพราะจะต้องมีการมารื้อถอนเพื่อที่จะมาทําโครงการใหม่ สิ่งที่พวกกระผมทักท้วง ในวันนี้คือไม่ต้องการให้ประวัติศาสตร์ซ้ํารอยครับ ที่เราเอาโครงการมูลค่าเกือบล้านล้าน มีกระดาษซึ่งระบุรายละเอียดที่ยังตอบไม่ได้อย่างชัดเจนว่าตกลงแบบเป็นอย่างไร รายละเอียดของโครงการจะไปหยุดที่ไหน อย่างไร ยังตอบไม่ได้ การศึกษาผลตอบแทน ทางการเงิน ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย สลับสับเปลี่ยนในเรื่อง ความสําคัญของโครงการ มิหนําซ้ําสุดท้ายเมื่อมาถึงสภานี้ จบออกไปจากสภานี้ก็ยังบอกอีก ว่าไม่จําเป็นต้องเป็นไปตามนี้ เปลี่ยนแปลงได้ ฉะนั้นในมาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ ผมก็ยังพยายามจะเปิดโอกาสให้กฎหมายฉบับนี้ยังเป็นกฎหมายที่ทําให้เรามีกระบวนการ ที่มันมีความชอบธรรมในการที่จะตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความรัดกุมในการใช้จ่ายเงิน และการที่กรรมาธิการหรือเสียงข้างมากในสภาแห่งนี้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย กับคําแปรญัตตินี่ ผมว่าจะเป็นการยืนยันชัดเจนยิ่งขึ้นว่าตกลงแล้วกฎหมายนี้มีเจตนาที่มุ่ง ความสําเร็จของงาน หรือมีเจตนาที่เพียงแต่จะเลี่ยงกระบวนการการใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน ตามปกติในมาตรา ๑๔ ครับ ผมจึงได้แปรญัตติเพิ่มเติมความเป็นวรรคสามเอาไว้ว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแล้ว เนื่องจากมาตรานี้นะครับ กําหนดว่าการอนุมัติ โครงการต้องให้ ครม. เห็นชอบ ผมแปรญัตติว่าเมื่อ ครม. ได้ให้ความเห็นชอบแล้วให้นําเสนอ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณา เพื่ออนุมัติโครงการและวงเงินกู้ที่เหมาะสม ทั้งนี้ให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาพิจารณาให้เสร็จภายในหกสิบวันในสมัยประชุมสภา นับแต่วันที่ได้รับเรื่องดังกล่าว ท่านประธานครับ มาตรานี้ก็คือต้องการที่จะยืนยันว่านี่อย่างไรครับ เราอนุญาตให้ท่านกู้เงินไปแล้ว แต่ท่านได้เงินมาจากการกู้เงินก่อนที่จะอนุมัติโครงการให้ผู้แทนปวงชนชาวไทยได้ตรวจสอบ และผมก็ยังพยายามที่จะผ่อนคลายเงื่อนไขนะครับว่าการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้เหมือนกับกรณีของงบประมาณ เพียงแต่ว่าท่านเสนอโครงการมา เอาวงเงินมาให้เราดูครับ แล้วก็ระบุว่ารัฐสภาต้องให้ความเห็นชอบในระยะเวลาที่จํากัดด้วย ถ้าผ่านพ้นเวลานั้นไป ก็ต้องถือว่าให้ความเห็นชอบ ตรงนี้คือจุดที่จะทําให้มันกลับมายึดโยงกับกระบวนการ ตรวจสอบซึ่งอาจจะไม่เข้มเท่ากับระบบงบประมาณตามปกตินะครับ แต่ก็ถือว่าพยายาม เอาทุกสิ่งทุกอย่างกลับเข้ามาสู่ระบบอย่างที่ควรจะเป็น กระผมกราบเรียนว่าการที่ สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณาในเรื่องนี้มันก็เหมือนกับเวลาที่ส่วนราชการทั้งหลายจะต้อง เอาเงินงบประมาณไปใช้ เมื่อเช้าท่านรัฐมนตรีพยายามจะชี้แจง บอกว่าที่จริงแล้วแม้แต่ งบประมาณแผ่นดินก็โอนย้ายหรือเปลี่ยนแปลงได้ ถูกต้องครับ แต่ก็เป็นการโอนหรือ การเปลี่ยนงบประมาณภายใต้กรอบของกฎหมายวิธีการงบประมาณ และอย่างน้อยที่สุด นะครับ จะเป็นอํานาจของ ผอ. สํานักงบประมาณ ของนายกรัฐมนตรี หรือของคณะรัฐมนตรี ก็ตามก็ยังไม่สามารถที่จะโยกย้ายงบประมาณข้ามกรมได้ครับ นั่นหมายความว่าความจริง กฎหมายวิธีการงบประมาณที่ให้มีการโยกย้ายเปลี่ยนแปลงโครงการต่าง ๆ นี้ก็เป็นการให้ ความยืดหยุ่นแก่รัฐบาลอยู่แล้วในระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ถึงขั้นว่ามาขอสภาไว้อย่างหนึ่งแล้วก็ สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามใจชอบ ท่านรัฐมนตรียังพูดต่อด้วยนะครับ บอกว่าแล้วถ้าคิดถึง รัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เขากู้เงินนอกงบประมาณ ปัจจุบันนี้เขาก็ไม่ได้มาขอสภา จริงครับ แต่ท่านต้องไม่ลืมนะครับว่ากระบวนการทั้งหลายเหล่านั้นถูกกํากับอยู่ภายใต้กรอบ เรื่องวินัยการเงินการคลังตามกฎหมาย หลัก ๆ ก็คือกฎหมายการบริหารหนี้สาธารณะ และที่สําคัญ ก็คือว่าในกรณีที่มีการไปก่อหนี้หรือที่รัฐบาลจะไปค้ําประกัน ท่านประธาน ที่เคารพ หน่วยงานเหล่านั้นซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรัฐวิสาหกิจเขาจําเป็นที่จะต้องไปเสนอ โครงการต่าง ๆ ให้เจ้าหนี้ ซึ่งอาจจะเป็นสถาบันการเงินหรือแหล่งเงินกู้อื่นพิจารณาถึงความเป็นไปได้ ความเหมาะสม ความคุ้มค่าของโครงการนั้น และตัวรัฐวิสาหกิจเองก็ต้องมีความรับผิดชอบ ในแง่ของเป้าหมายในการประกอบกิจการของเขาตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่ก่อตั้ง แต่กรณีที่กําลังมีการกู้เงินในขณะนี้แล้วก็กระทรวงการคลังอาจจะไปให้หน่วยงานหรือ รัฐวิสาหกิจกู้ยืมเงินได้ ต่อไปนี้คนประเมินความคุ้มค่าของโครงการสมควรจะให้กู้หรือไม่กู้ ก็คือรัฐบาลกับหน่วยงานว่ากันเองครับ มิหนําซ้ําผมก็มั่นใจว่าเวลารัฐบาลจะใช้เงินกู้ก้อนนี้ จะให้หน่วยงานไหนไปทําเขาก็ไม่ต้องขออะไรมากในการที่จะให้รัฐบาลอนุมัติ เขาก็บอกว่า อันนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลเอง แต่เงินกู้อาศัยเครดิตของประเทศ ของกระทรวง การคลังโดยการอนุมัติของสภาแห่งนี้ไปกู้มา ซึ่งจะไม่มีการประเมินในเรื่องของความคุ้มค่า ความเสี่ยงของโครงการหรือความคุ้มทุนของโครงการต่าง ๆ เหล่านั้น ที่สําคัญครับ ที่ท่านพยายามจะพูดบอกว่าที่กู้กันอยู่นอกระบบงบประมาณมันก็ทําได้ระดับหนึ่งนะครับ แต่มันไม่ใช่จํานวนเงินที่เทียบได้เกือบเท่ากับงบประมาณรายจ่ายทั้งปีของประเทศ แล้วทํา รวดเดียวครับ ดังนั้นผมจึงยืนยันนะครับว่าเมื่อรัฐบาลกู้เงินไปแล้วรัฐบาลต้องกลับมาที่นี่ครับ กลับมาบอกว่าตกลงโครงการที่วันนี้มีอยู่ ๓ หน้ากระดาษ ความจริงไม่ถึงด้วยครับ เขียนยุทธศาสตร์กว้าง ๆ ยุทธศาสตร์หนึ่งหลายแสนล้านบาท ไปดูโครงการมาแล้ว ที่เราซัก เราขอเอกสารที่วันนี้ท่านยังบอกว่ายังตอบไม่ได้ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปอีก ถึงเวลา ใช้จ่ายเงินจริงเมื่อลูกหลานเราและตัวเราต้องเป็นคนใช้หนี้ สุดท้ายก็ต้องออกมาจาก ภาษีอากรของประชาชน กลับมาขออนุมัติตรงนี้สิครับ ๖๐ วันที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาไม่กระทบหรอกครับกับแผนที่ท่านบอกว่ากําลังจะ ดําเนินการสร้างความเจริญหรือลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ แต่เราจะได้ดูอย่างไรว่า ตกลงที่จะไปจ้างที่ปรึกษาตั้งหลายหมื่นล้านบาทสมควรไหมที่ที่ปรึกษาจะต้องเสนอมา แล้วก็ทําให้ต้นทุนสูงกว่าที่เราเคยดําเนินการมาเหมือนที่ท่านกรรมาธิการวิฑูรย์ได้อภิปรายไปนี้ มันสมควรไหมที่จะดําเนินการไปอย่างนั้น คําแปรญัตติผมในมาตรา ๑๔ จึงเป็นอีกครั้งหนึ่งนะครับ ที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่ารัฐบาลนี้ต้องการที่จะเลี่ยงกระบวนการงบประมาณ และเลี่ยงกระบวนการ ตรวจสอบหรือไม่ เพราะผมมั่นใจว่าสิ่งที่ผมได้แปรญัตตินั้น ไม่เป็นอุปสรรคต่อการที่จะทําให้ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเดินหน้าได้ เพียงแต่จะต้องผ่านกระบวนการการตรวจสอบ ของผู้แทนประชาชน ท่านประธานที่เคารพครับ ในมาตรา ๑๕ ผมก็ไดแปรญัตติเอาไว้ครับว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้มีการดําเนินโครงการและจัดสรรเงินกู้เพื่อการดําเนิน โครงการแล้ว ให้บริหารจัดการโครงการและจัดสรรเงินกู้ตามวงเงินที่อนุมัติต่อไป โดยนําระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งข้อความที่บอกว่า โดยนําระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ มาใช้บังคับโดยอนุโลมนั้น ผมได้แปรญัตติให้มาแทนข้อความที่ว่า ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกําหนด วันที่กระผมไปแปรญัตติในกรรมาธิการครับ ก็มีการอภิปราย มีการถาม มีการตอบกันไปมาก ท่านรัฐมนตรี ๒ ท่านนะครับ ก็พยายาม ชี้แจงว่าระเบียบสํานํานักนายกรัฐมนตรีก็ใช้อยู่ เพราะหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ก็ยังต้องปฏิบัติตามระเบียบสํานํานักนายกรัฐมนตรี แต่ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๑๕ ตามที่คณะกรรมาธิการยืนยันร่างที่คณะรัฐมนตรีเสนอเข้ามานี้มันไปมีคําว่า การบริหาร จัดการโครงการจัดสรรเงินกู้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะรัฐมนตรีกําหนด เรามีบทเรียนนะครับ ว่าอย่างกรณีเงินกู้น้ําท่วมนี้ครับ ที่ในที่สุดทุกอย่างล่าช้า เกิดปัญหา ในเชิงข้อกฎหมาย เพราะในที่สุดคณะรัฐมนตรีก็ไปตัดใจครับว่าไม่ต้องปฏิบัติตาม ระเบียบพัสดุ แล้วเกิดปัญหามากมายครับ มาตรการที่ท่านเคยอ้างว่าจะทําให้มันโปร่งใส ซึ่งหน่วยงานที่เขารับผิดชอบโดยตรงอย่าง ป.ป.ช. ที่เขาเสนอมาว่าจะต้องมีการเปิดเผย ราคากลางปฏิบัติตามระเบียบนั้นระเบียบนี้ สุดท้ายถ้าเป็นไปตามกฎหมายนี้หมายความว่า อย่างไรครับ คณะรัฐมนตรีสามารถที่จะไปกําหนดระเบียบและหลักเกณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่าง ได้ใช่หรือไม่ แน่นอนครับ ท่านรัฐมนตรีก็จะลุกขึ้นมาตอบว่าระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่า ด้วยการพัสดุนี้ก็มีข้อยกเว้นของมันอยู่ในตัว ถูกต้องครับ แต่ระเบียบพัสดุที่ต้องยกเว้นนั้น เขาก็มีกระบวนการ แล้วก็มีการมอบผู้มีอํานาจ ซึ่งกรณีนี้ก็คือคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุครับ ประธานและกรรมการไม่ใช่ฝ่ายการเมืองครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านอยากจะไปยกเว้น ก็ต้องไปให้เขาเป็นคนดําเนินการตามระเบียบพัสดุ ซึ่งผมกราบเรียนครับว่ารัฐบาลหลาย ชุดที่ผ่านมาพอทราบปัญหาอุปสรรคของหน่วยงานที่ไม่อยากจะทําตามระเบียบพัสดุนี้ ก็มักจะมีการเสนอเรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี และผมก็เข้าใจว่าในระยะหลังนี้คณะรัฐมนตรี ทุกชุดก็จะเห็นข้อกฎหมายตรงนี้แล้วก็บอกว่า ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องของคณะรัฐมนตรีที่จะเป็น ผู้กําหนด แต่จะเป็นเรื่องของคณะกรรมการหรือ กวพ. ทําไมล่ะครับ เราไม่เดินตาม ช่องทางปกติอย่างนี้ แต่ทําไมเราไปเปิดช่องที่จะให้คณะรัฐมนตรีสามารถกําหนดหลักเกณฑ์ ทุกสิ่งทุกอย่างได้ โดยอ้างในที่สุดละครับว่าสภาแห่งนี้ละเป็นคนให้อํานาจไป พวกกระผม ที่แปรญัตติที่เป็นเสียงข้างน้อยไม่เต็มใจครับที่จะให้อํานาจนี้ไปให้แก่คณะรัฐมนตรี ในการเป็นผู้กําหนดเรื่องนี้ แต่ถ้าคณะรัฐมนตรีอยากจะยกเว้นระเบียบพัสดุ ขอให้เดินตาม กระบวนการของระเบียบพัสดุในปัจจุบัน และแต่ละคนก็จะมีความรับผิดชอบตามกฎหมาย ที่ชัดเจนว่าทําไมจึงไปทําเช่นนั้น อย่ามาอ้างอํานาจของสภาแห่งนี้ของผู้แทนปวงชนว่า เราเป็นคนมอบอํานาจให้ท่านว่าไม่ต้องเดินตามระเบียบพัสดุก็ได้ นี่คือการแปรญัตติ ในมาตรา ๑๕ นะครับ ซึ่งเป็นอีกมาตราหนึ่งที่ผมเรียนว่าการแปรญัตติจะเป็นตัวพิสูจน์ครับว่ารัฐบาลมุ่งที่ผลของงาน หรือรัฐบาลมุ่งที่จะหลีกเลี่ยงกระบวนการของงบประมาณ ท่านประธานที่เคารพครับ อีก ๑ มาตราที่จะขอใช้สิทธิในการอภิปรายตอนนี้คือมาตรา ๑๖ ในมาตรา ๑๖ นั้น ผมได้แปรญัตติต่อไปครับว่า เมื่อแผนงานใดได้ดําเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ถ้าแผนงานนั้นมีเงินกู้ เหลือจ่ายให้นําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน กระผมเติมข้อความว่า เพื่อนําไปชําระหนี้ต่อไป ทําไมกระผมแปรญัตติเช่นนั้นครับ ก็จะสอดคล้องกับความพยายามของพวกกระผม ที่แปรญัตติในเรื่องของโครงการอย่างไรครับ และตรงนี้อย่างไรครับจึงเป็นตัวที่มันฟ้องว่า ที่สุดวันนี้ที่รัฐบาลเวลาเดินสายโฆษณาและกําลังจะออกไปโรดโชว์ (Roadshow) โฆษณาทั่วประเทศนี่ ท่านโฆษณางานใช่ไหมครับ ท่านไปบอกกับประชาชนว่ากําลังจะมี รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ จะมีการปรับปรุงถนน จะมีการปรับปรุงด่านศุลกากรมาให้ แต่ถ้ากฎหมายมุ่งเช่นนั้นจริงครับ ผมก็บอกว่าทําไมท่านไม่ยอมตามคําแปรญัตติที่บอก ล่ะครับว่าโครงการนอกเหนือจากนี้อย่าไปใช้เลยครับเงินกู้ ถ้าในที่สุดโครงการเหล่านั้นมันไม่ถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ไม่จําเป็นต้องไปกู้ให้มันครบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เพราะถ้าท่านมุ่งที่งาน งานสําเร็จแล้วท่านก็ต้องพอใจครับ แต่ที่ท่านปฏิเสธคําแปรญัตติ พวกผมมาตลอด แล้วถ้าปฏิเสธคําแปรญัตติในมาตรานี้อีก แสดงว่าท่านไม่ได้สนใจหรอกครับ ว่าความสําเร็จของงานอยู่ตรงไหน ท่านสนใจแต่ว่าท่านต้องมีเงินใช้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาตรา ๑๖ นี้หมายความว่าอย่างไรครับ ที่ผมแปรญัตตินี้ ท่านไปทําโครงการ สมมุติว่า ท่านคิดว่าต้องใช้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าใช้จริงแค่ ๑๘๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเงินเหลือ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมบอกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือนั้น ท่านต้องจัดเอากลับไปชําระหนี้เลยครับ หนี้ก็จะลดลงทันทีครับ ไม่เป็นภาระเรื่องดอกเบี้ยต่อไป แต่ถ้าท่านไม่ทําตามคําแปรญัตติ ของผม เงินที่เหลือ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านนําส่งคลัง ท่านก็เอาไปใช้จ่ายตามกฎหมาย ต่าง ๆ ได้อีก นี่อย่างไรครับ เป็นตัวที่ฟ้องว่าสุดท้ายท่านไม่ได้มุ่งที่เรื่องงาน แต่ท่านมุ่ง ที่เรื่องเงิน ถึงจะใช้เงินเกินกว่าความจําเป็นตามที่ไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่จะต้องทําตามนี้ แทนที่ท่านจะรีบเอาเงินไปชําระหนี้ ท่านกลับบอกว่าเอาเงินนี้ไปใช้เรื่องอื่นได้อีก และนี่ก็คือ เหตุผลว่าทําไมท่านไม่ยอมรับคําแปรญัตติว่าต้องล็อกเอาไว้ว่าเงินใช้ได้เฉพาะโครงการที่ได้มาเสนอ ต่อสภาแล้ว ท่านประธานที่เคารพครับ สาระของการแปรญัตติ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ ของผมนี่จึงสอดรับกันครับ เป็นตัวที่จะทดสอบว่าที่สุดแล้วรัฐบาลพร้อมที่จะให้ การตรวจสอบ เป็นการพิสูจน์ความจริงใจว่ารัฐบาลมุ่งที่งานที่ไปโฆษณาประชาสัมพันธ์ จริงหรือไม่ หรือท้ายที่สุดกฎหมายนี้เรื่องหลักสําคัญของรัฐบาลคือท่านจะต้องมีเงินอยู่ในมือ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านไปเล่นแร่แปรธาตุได้โดยปราศจากการตรวจสอบของ กระบวนการงบประมาณตามปกติ ขอขอบพระคุณครับ