จุติ ไกรฤกษ์ หารือเรื่องการกู้เงิน 2,000,000 ล้านบาท และเรียกร้องให้รัฐบาลชำระหนี้ให้ประเทศ และไม่กู้เงินเพิ่ม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก กระผมได้ขอแปรญัตติ เพิ่มเติมความในวรรคสามของร่างมาตรา ๑๑ ดังนี้นะครับ แปรญัตติเพิ่มข้อความว่า ให้กระทรวงการคลังนํารายได้ทั้งหมดจากรัฐวิสาหกิจที่นําส่งรัฐทุกปีมาชําระหนี้โครงการ ก่อสร้างตามพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าหนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหรือน้อยกว่านั้นจะชําระ หมด ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาวินัยทางการคลังของรัฐและลดภาระหนี้ นี่คือคําขอแปรญัตติ ของผม เหตุผลที่กระผมขอแปรญัตติเช่นนี้ก็เพราะว่าข้อ ๑ นับแต่รัฐบาลนี้เข้ามา บริหารประเทศได้ ๒ ปี เรามีหนี้สาธารณะอยู่ที่ ๔๒ แสนล้านบาท ท่านทํางานมา ๒ ปี ท่านกู้หนี้เพิ่มอีก ๑๐ แสนล้านบาทเป็น ๕๒ แสนล้านบาท ก็คือ ๕.๒ ล้านล้านบาท แล้ววันนี้ถ้าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านไป กระทรวงการคลังก็จะสามารถกู้เงินเพิ่มได้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเป็นภาระหนี้อีก ๕๐ ปี ท่านประธานครับ เราพูดเสมอว่า ๕๐ ปีนั้นกู้ชาตินี้ใช้ชาติหน้า กู้ทั้ง ๆ ที่ ไม่จําเป็นต้องกู้ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ก็ยืนยันครับว่าในระบบงบประมาณนั้นมีวงเงินเหลือพอกู้ได้อย่างสบายแต่ก็ไม่กู้จะมากู้ อยู่นอกระบบเช่นนี้ ผมพูดเช่นนี้เพราะว่าผมอยากจะทวงคํามั่นสัญญาแล้วก็เตือนความจํา ท่านประธานกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. การกู้เงิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทว่าหัวหน้าท่านได้ให้ คํามั่นสัญญากับประชาชนไว้ว่าท่านเลือกเราเข้ามาเราจะล้างหนี้ให้ประเทศ แต่สิ่งวันนี้ที่ท่านกําลังทําคือท่านกําลังเพิ่มหนี้ให้ประเทศด้วยการกู้อีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลุงเป๋ครับ ใช้คําว่า ลุงเป๋ โทรศัพท์มาหาผมจากจังหวัดฉะเชิงเทรา ฝากบอกว่าที่กู้เพราะไม่ใช่ เงินกู ถ้าเงินกูก็ไม่กู้ ผมก็บอกลุงเป๋นะครับ ผมพูดแล้วที่ท่านฟังอยู่ สิ่งที่ผมกราบเรียน ท่านประธานก็คือว่าการที่นําเงินของรายได้รัฐวิสาหกิจที่ส่งเข้ารัฐนั้น ท่านประธานครับ รัฐวิสาหกิจนั้นมีสินทรัพย์ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๆ หนึ่งนั้นส่งรายได้เข้ารัฐมากน้อย อย่างต่ําก็ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในบางปี นี่คือสิ่งที่รัฐได้รับ ทุกปี แต่ถ้าเผื่อท่านประธานดูว่าสินทรัพย์ ๖,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นได้ผลตอบแทนไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าเผื่อ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็จะได้ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ครับ ท่านประธาน งบชําระหนี้ในระบบงบประมาณ เพราะว่าเงินกู้อันนี้รัฐบาลกู้มา แล้วก็บอกว่า ไม่ต้องผ่านเข้าระบบงบประมาณนําไปใช้ แต่เวลาชําระหนี้นั้นให้นําภาษีจากประชาชนนั้น มาชําระหนี้ ซึ่งผมก็คิดว่าไม่เป็นธรรม รัฐบาลจะต้องช่วยแบ่งเบาภาระการชําระหนี้ให้กับ ประชาชนบ้าง เหตุผลที่ว่ารัฐวิสาหกิจนั้นประกอบด้วยหลายส่วนครับ บริษัท ปตท. ก็เป็นรัฐวิสาหกิจ ธนาคารกรุงไทยก็เป็นรัฐวิสาหกิจ กสท. ทีโอทีทั้งหลายทั้งปวงครับ แม้กระทั่งบริษัทการบินไทย รฟท. การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็เห็นนะครับว่าตั้งแต่ตั้ง รฟท. มา ยังไม่เคยมีกําไรสักปีหนึ่ง แต่ถ้าเผื่อ หากมีรายได้รัฐวิสาหกิจเข้ามา ท่านประธานครับ เพิ่มจากปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ด้วยการที่ว่าให้รัฐวิสาหกิจนั้นมีมืออาชีพเข้าไปบริหาร อย่าเอาคน ของตัวแทนนักการเมืองไปเป็น หลายคนท่านส่งอดีต ส.ส. ไปเป็นกรรมการบริหาร รัฐวิสาหกิจ ส่งสมาชิกพรรคไปเป็นกรรมการรัฐวิสาหกิจ แต่ไม่มีความรู้ด้านนี้เลย ผมกราบเรียนท่านประธานว่าระบบความรับผิดชอบนั้นมันล้มเหลวครับ ท่านประธาน จะเห็นนะครับ ไฟดับทั่วภาคใต้ไม่ต้องมีใครรับผิดชอบเลย ไม่มีใครขอโทษประชาชน แม้แต่น้อย เครื่องบินไถลออกนอกรันเวย์ (Runway) ก็ยังไม่มีใครรับผิดชอบ รถไฟตกราง ซ้ําแล้วซ้ําเล่าก็ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ ธนาคารของรัฐเจ๊งแล้วเจ๊งอีก ก็ไม่มีใครผิดชอบ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าหากรัฐบาลนั้นกําหนดว่ากระทรวงการคลัง นอกจากจะไปกู้เงินมาแล้ว กระทรวงการคลังต้องไปดูแลให้รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เหล่านั้นนําส่งเงินมาเป็นรายได้ของรัฐ เพิ่มขึ้นปีละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้ครับ ผมอยากจะถามว่าการท่าอากาศยาน แห่งประเทศไทย ซึ่งมีอดีต ส.ส. ของรัฐบาลไปนั่งเป็นประธานอยู่ ท่านประธานจะเห็น ใช่ไหมครับ วันที่เครื่องบินตกผู้โดยสารสัมภาษณ์ว่าอย่างไร โอ๊ย ไม่เหมือนในหนังเลย เรือบินไถลออกนอกรันเวย์ไม่เหมือนในหนังเลย รถดับเพลิงมาเป็น ๒๐-๓๐ คัน นี่ออกจาก เครื่องบินแล้วรออยู่ ๑๐ กว่านาทีกว่ารถดับเพลิงจะมา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ไฟลุกท่วม จริง ๆ คงระเบิดตายหมดแล้วครับ แล้ววันนี้สิ่งที่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ทําอย่างไรครับ ทําบูชาเป็นการใหญ่ เคารพสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ได้ทําเลย คือแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ก็คือผู้บริหารไม่มีความสามารถ ไม่เป็นมืออาชีพ กรรมการรัฐวิสาหกิจนั้น ไม่มีมืออาชีพ ไม่มีประสบการณ์ก็ทําให้ตกต่ํา ๆ และเงินนําส่งรัฐก็น้อยลง ๆ ฉะนั้นด้วยเหตุ กับผลดังกล่าวท่านประธานครับ ผมจึงอยากจะเสนอว่ารัฐวิสาหกิจนั้นสามารถช่วยได้ เพราะว่าเงินงบประมาณที่ชําระหนี้วันนี้นะครับท่านประธาน ในปี ๒๕๕๗ ที่เราเพิ่งผ่าน งบประมาณไปมีงบชําระหนี้ที่เป็นเงินต้น เงินต้นเท่านั้นนะครับ ๑๘,๐๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง มีเศษเป็นร้อย ๑๘,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าท่านประธานกู้มาเพิ่มอีก ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บวกดอกเบี้ยอีก ๓,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐ ปี ใช้ไม่หมดละครับ ถ้าใช้อัตราการชําระหนี้ ขนาดนี้ ดังนั้นผมคิดว่าเพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของพี่น้องประชาชน ก็บังคับให้ รัฐวิสาหกิจนั้นทํางานหนักขึ้น เร่งหากําไรมากขึ้น แล้วก็นําส่งหลวง ถ้าได้ปีละ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ชําระหนี้คืนในส่วนนี้ เราจะสามารถชําระคืนเงินต้นได้ภายใน ๑๐ ปี เท่านั้นครับท่านประธาน ไม่ต้องรอถึง ๕๐ ปี ดังนั้นกระผมจึงขอแปรญัตติว่ากระทรวงการคลังเมื่อสร้างภาระให้กับประชาชนกู้ชาตินี้ ใช้ชาติหน้าแล้วก็ได้มีหน้าที่ มีสิทธิในการกู้แล้ว ก็ต้องมีหน้าที่ หน้าที่ในการบังคับ ให้รัฐวิสาหกิจนั้นนําเงินมาชําระคืนเพื่อคืนหนี้ให้เร็วขึ้น ผมจึงขอแสดงเหตุผลของผม เพียงแค่นี้ครับท่านประธานครับ ที่ประชุมโปรดพิจารณาครับ