วราเทพ รัตนากร หารือเรื่องการกู้เงินของกระทรวงการคลัง โดยเรียกร้องให้ไม่ต้องส่งรายได้แผ่นดิน และมีการใช้จ่ายเงินกู้ตามระเบียบพัสดุปี 2535
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม วราเทพ รัตนากร ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ เข้าใจได้ว่าท่านสมาชิก พร้อมที่จะลงคะแนน เพราะฉะนั้นการฟังในเวลานี้ก็คงจะต้องใช้สมาธิพอสมควร ผมจะใช้เวลาสั้น ที่สุดเพื่อไม่รบกวนเวลาที่ท่านจะลงคะแนนนะครับ เรียนอย่างนี้ครับประเด็นในมาตรานี้ ประเด็นหลักอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นแรกก็คือเรื่องของการที่ท่านสมาชิกขอแปรญัตติว่าเงินกู้ ขอให้นําส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าท่านมองว่าอยากจะมีการใช้จ่ายเงินกู้นี้ ให้เป็นไปตามระเบียบพัสดุ ปี ๒๕๓๕ ประเด็นแรกนะครับ เรื่องของตัวบทตามมาตรา ๖ นี้ ที่กรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันที่จะให้เหมือนเดิมเนื่องจากว่าได้มีการพิจารณา โดยรอบคอบแล้วตั้งแต่ชั้นการยกร่างกฎหมายที่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ ผมคิดว่าใครก็ตามที่เป็นรัฐบาล เป็นฝ่ายบริหาร สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็คือ ที่ปรึกษากฎหมาย แล้วก็มีระเบียบหรือมีหลักการที่ปฏิบัติมาโดยตลอด พร้อมทั้งธรรมเนียม และแนวปฏิบัติที่ได้ดําเนินการมาพิจารณาก่อนที่จะเสนอความเห็นให้กับฝ่ายบริหาร หรือรัฐบาล ในชั้นกรรมาธิการเราก็ยังสอบถาม สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ยังยืนยัน ตามเดิมนะครับว่า การที่ให้การกู้เงินไม่ต้องนําส่งคลังสามารถดําเนินการได้ และล่าสุด เมื่อเช้าที่ผมได้เรียนไปก็คือความเห็นของสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในข้อหนึ่งว่า เรื่องนี้ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตสั้น ๆ เลยนะครับว่า รัฐธรรมนูญที่เขียนเกี่ยวกับ บทบัญญัติในเรื่องนี้ ในมาตรา ๑๖๙ นั้น เป็นรัฐธรรมนูญที่เขียนมาช้านาน แล้วก็เปลี่ยน รัฐธรรมนูญหลายฉบับ ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนเนื้อหาสาระในมาตรานี้แม้แต่ถ้อยคําเดียว หรือเล็กน้อย สาระไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย นั่นหมายความว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ว่าฉบับใดจนถึง ฉบับปี ๒๕๕๐ ในเรื่องของการกําหนดในเรื่องของว่าจะขัดรัฐธรรมนูญในเรื่องของ เงินแผ่นดินหรือไม่นี้ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นการออกพระราชบัญญัติที่ผ่านมา หรือพระราชกําหนดที่ผ่านมา มีท่านสมาชิกบอกว่าออกเป็นพระราชกําหนด มีความจําเป็น เร่งด่วน เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องส่งรายได้แผ่นดิน ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ครับ ยังมีการออก พระราชบัญญัติหลายฉบับที่เป็นเรื่องของการให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน แล้วไป ดําเนินการในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานหลายฉบับ ตั้งแต่หลายสิบปีที่ผ่านมา ดังนั้นการปฏิบัติในครั้งนี้ ก็เป็นการปฏิบัติเฉกเช่นเดียวกับการปฏิบัติในการออกพระราชกําหนด หรือพระราชบัญญัติ ในอดีตที่ผ่าน ๆ มา และรัฐธรรมนูญในมาตรานี้ไม่ได้มีการเปลี่ยนถ้อยคําแต่อย่างใด ดังนั้นจึงอยากจะเรียนในประเด็นแรกเรื่องของการดําเนินการว่าจะขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ตามความเห็นของกฤษฎีกาว่าไม่ไปขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแต่อย่างใดนะครับ ถามว่าแล้วการที่ไม่ดําเนินการเขียนให้เงินกู้นี้ต้องนําส่งคลังนั้น ตามกฎหมายยกเว้นได้ หรือไม่ ก็ต้องเรียนนะครับว่ากฎหมายเงินคงคลัง และพระราชบัญญัติที่เรากําลังพิจารณากัน อยู่ขณะนี้ หรือพระราชบัญญัติหนี้สาธารณะ เราใช้คําว่า พระราชบัญญัติหรือ พ.ร.บ. ท่านที่ เป็นนักกฎหมายก็คงจะรู้ว่าพระราชบัญญัติหรือว่า พ.ร.บ. นั้นศักดิ์และสิทธิเท่าเทียมกัน ในเรื่องของข้อความใด ถ้าเป็นพระราชบัญญัติศักดิ์และสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นจะไม่มี การขัดหรือแย้ง เหมือนว่าพระราชบัญญัติไปขัดต่อรัฐธรรมนูญ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บทบัญญัติของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ ปี ๒๕๐๒ มาตรา ๒๔ ก็ได้ยกเว้นไว้ว่า ในเรื่องของการให้อํานาจในการออกกฎหมาย ในการออกกฎหมายยกเว้นนําส่งคลังได้ หมายความว่าในมาตรา ๒๔ ของ พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณปี ๒๕๐๒ ได้ยกเว้นไว้ว่าการที่ ไม่ต้องนําส่งคลังสามารถทําได้โดยการออกเป็นกฎหมาย แล้วก็มาเป็นพระราชบัญญัติฉบับที่เรา พิจารณากันอยู่นี้นะครับ นั่นคือประเด็นแรก ประเด็นที่ ๒ สั้น ๆ เท่านั้นเองครับท่านประธาน ประเด็นว่า ทําไมเราไม่เขียนในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างระเบียบพัสดุไว้ในกฎหมายนี้ ก็ไปเปิดดูว่า พระราชบัญญัติหรือพระราชกําหนดในเรื่องของการให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ไม่ว่า รัฐบาลไหน ไม่มีการเขียนในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างระเบียบพัสดุไว้เลย ก็มีคําถามอีกว่า ก็เมื่อก่อนไม่เขียนก็เขียนเสียตอนนี้ มันจะได้เป็นการมั่นใจและรอบคอบขึ้น ตรงนี้เราได้ถกกัน ในชั้นกรรมาธิการแล้วครับ มันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะเขียนทุกอย่างไว้ในกฎหมาย เวลานักกฎหมาย ออกกฎหมายเขาจะมีการออกกฎหมาย ออกกฎกระทรวง ออกระเบียบ ออกประกาศ อันนี้ก็เช่นเดียวกัน ปัจจุบันนี้ระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ กําหนดไว้ชัดเจนแล้วว่าในเรื่องของข้อ ๖ ระเบียบพัสดุ ปี ๒๕๓๕ กําหนดไว้ว่า ระเบียบนี้ใช้บังคับแก่ส่วนราชการ ซึ่งดําเนินการเกี่ยวกับการพัสดุ โดยใช้เงินงบประมาณ เงินกู้ หรือเงินช่วยเหลือ นั่นหมายความว่าเงินกู้ฉบับนี้เมื่อมี การดําเนินการตามมาตรา ๑๔ ให้ส่วนราชการอนุมัติแล้ว จะต้องไปใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้าง โดยอัตโนมัติเลย ต้องไปตามระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ โดยปริยาย ใครจะไปใช้ระเบียบอื่นก่อน ไม่ได้นะครับ ต้องใช้ระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ ถามว่าแล้วมั่นใจได้อย่างไรว่าต้องใช้ ก็ใช้กันมา โดยตลอด แล้วถ้าใครไม่ใช้ก็ขัดต่อระเบียบอยู่แล้ว ถามว่าแล้วเป็นไปได้ไหมว่าจะไม่ใช่ ระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ เป็นไปได้ครับ เพราะอะไร เพราะระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ นั้นเขามี ข้อยกเว้นของเขาไว้ว่า ถ้าการที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบพัสดุในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องทําอย่างไร ก็ต้องมีข้อยกเว้น ก็ขออนุมัติคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ แต่ต้องมี เหตุผลว่าจะยกเว้นระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ นั้นมีเหตุผลอะไร แล้วการออกระเบียบใหม่ ไม่ว่าจะผ่านคณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการพัสดุจะอนุมัติ ผมเชื่อมั่นเหลือเกินไม่มีใคร ไปออกระเบียบจัดซื้อจัดจ้างใหม่ที่ต่ําไปกว่าระเบียบพัสดุปี ๒๕๓๕ เพราะนั่นแสดงถึงเจตนา ในทางที่ไม่สุจริต ก็จะมีเป็นประเด็นปัญหานําไปสู่การฟ้องร้องได้ เพราะฉะนั้นจึงเรียนยืนยัน ว่าเรื่องระเบียบพัสดุไม่จําเป็นที่จะต้องเขียนในมาตรานี้ เนื่องจากระเบียบพัสดุปัจจุบัน ได้กําหนดแล้วว่าการจัดซื้อจัดจ้างไม่ว่าจะเป็นเงินงบประมาณหรือเงินกู้ก็ต้องปฏิบัติตาม ระเบียบพัสดุเป็นหลักครับ ขอบพระคุณครับ